Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
การกินเพื่อสุขภาพ

ฝ้าคืออะไร เกิดขึ้นอย่างไร มีกี่ชนิด ป้องกันได้ไหม รักษาฝ้าอย่างไร รวมทุกข้อมูลเกี่ยวกับฝ้า

ฝ้า ปัญหากวนใจที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ รักษาอย่างไรให้ถูกวิธี?
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 3 มิ.ย. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ฝ้าคืออะไร เกิดขึ้นอย่างไร มีกี่ชนิด ป้องกันได้ไหม รักษาฝ้าอย่างไร รวมทุกข้อมูลเกี่ยวกับฝ้า

ฝ้า นับเป็นหนึ่งในปัญหากวนใจที่ทำให้ใบหน้าของเราไม่กระจ่างใส แม้บางคนจะดูแลผิวหน้าอย่างดี ก็ยังมีฝ้าเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณโหนกแก้ม แก้ม หน้าผาก รอบๆ คิ้วรอบๆ ปาก ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ เราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฝ้า รวมทั้งวิธีการรักษาฝ้า อย่างเหมาะสมมาให้แล้ว

ฝ้าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ฝ้า (Melasma) เกิดจากการที่เซลล์เม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง หรือเม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุที่ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกตินั้น ส่วนใหญ่มาจากการที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อรังสี UV ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องจากเม็ดสีเมลลานินมีหน้าที่กรองรังสี UV เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย จึงเกิดเป็นฝ้าซึ่งมีลักษณะเป็นสีดำอมน้ำตาล ขึ้นเป็นแถบหรือปื้นบริเวณใบหน้า

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจฮอร์โมนและระดับไทรอยด์ เริ่มต้นที่ 1,630 บาท

หงุดหงิดง่าย ผมร่วง เหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น ความต้องการทางเพศลดลง อาจเกิดจากฮอร์โมนผิดปกติ

Istock 1028394832

นอกจากนี้ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนไป เช่น เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ตั้งครรภ์ กินยาคุมกำเนิด หรือใช้เครื่องสำอางบางชนิด ที่มีน้ำหอม สี หรือฮอร์โมนผสมอยู่ ก็มีส่วนทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน

ทั้งนี้ส่วนใหญ่ปัญหาฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นฝ้ามากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า!

ฝ้ามีกี่ชนิด

ฝ้าที่ขึ้นบริเวณใบหน้าของเราแบ่งได้เป็น 4 ชนิดหลักๆ คือ

  1. ฝ้าตื้น เกิดจากความผิดปกติบริเวณชั้นหนังกำพร้า (ผิวชั้นนอก) มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ก็รักษาได้ง่ายเช่นกัน โดยใช้เวลารักษาไม่นานนัก
  2. ฝ้าลึก เกิดบริเวณชั้นหนังแท้ ผื่นสีน้ำตาผสมสีเทาเข้ม ขอบไม่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ในระดับที่ลึกมาก การรักษาจึงค่อนข้างยาก
  3. ฝ้าผสม นั่นคือ มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกเกิดขึ้นที่ผิวหน้า เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในผู้ที่ประสบปัญหาฝ้า
  4. ฝ้าที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นฝ้าชนิดใด มักพบในผู้ที่สีผิวเข้มมาก เช่น ชาวแอฟริกัน เป็นต้น

นอกจาก 4 ชนิดหลักๆ นี้แล้ว ฝ้ายังสามารถแบ่งตามสาเหตุการเกิดได้ 2 ลักษณะคือ

  1. ฝ้าแดด เกิดจากรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดด หลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นต้น
  2. ฝ้าเลือด เกิดจากความผิดปกติของเลือดลมและฮอร์โมน เกิดเป็นลักษณะผิวแดงง่ายเมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด

วิธีการป้องกันฝ้า

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดด เนื่องจากรังสี UV จากแสงแดดเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า การหลีกเลี่ยงแสงแดดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันฝ้า แต่หากหลีกเลี่ยงได้ยาก ก็ไม่ควรสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เช่น ควรสวมหมวก กางร่ม หรือสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ก็จะสามารถลดความรุนแรงได้ระดับหนึ่ง
  • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้สัมผัสกับแสงแดดเป็นประจำ แต่หากสัมผัสกับหลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนอย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสเกิดฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวด้วย โดยควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และต้องเป็นชนิด PA+++ โดยทาอย่างน้อย 30 นาทีก่อนออกแดด และทาวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเที่ยง (ก่อนทารอบที่ 2 ควรล้างหน้าด้วย)
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือฮอร์โมนเพศโดยไม่จำเป็น เนื่องจากยาหรือฮอร์โมนเพศบางชนิด มีผลข้างเคียงทำให้เป็นฝ้าได้ เช่น ยากันชักกลุ่มฟีไนโทอีน และกลุ่มยาที่มีปฏิกิริยาไวต่อแสง แต่หากจำเป็นต้องใช้ อาจสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพราะอาจมียาชนิดอื่นที่ทดแทนกันได้โดยไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าว
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศ เนื่องจากอาจทำให้เกิดฝ้าได้ นอกจากนี้ หากใช้เครื่องสำอางแล้วพบว่ามีรอยดำขึ้นบริเวณใบหน้า ควรหยุดใช้เครื่องสำอางนั้นทันที และหากสงสัยว่าคุณแพ้สารเคมีชนิดใด สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทดสอบอาการแพ้ได้เช่นกัน
  • การขัดผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี เป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก เพราะก่อให้เกิดการระคายเคืองค่อนข้างสูง และหลังทำต้องระมัดระวังเรื่องการสัมผัสกับแสงแดดมากกว่าปกติ เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างมาก

การรักษาฝ้าอย่างถูกวิธี

วิธีการรักษาฝ้ามีหลากหลายวิธี ซึ่งการจะรักษาฝ้าให้หายได้นั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าฝ้าที่เกิดขึ้นเป็นฝ้าชนิดใด มีสาเหตุมาจากอะไร จะได้รักษาได้ตรงจุด โดยวิธีการรักษาฝ้าในทางการแพทย์มี 2 วิธีหลักๆ ดังนี้

1.การทายารักษา วิธีนี้จะได้ผลดีในฝ้าตื้น เมื่อทายาประมาณ 2 เดือนสีของฝ้าจะจางลง และควรใช้ยาทาต่อเนื่องประมาณ 6 เดือน จะให้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยาที่ใช้รักษาฝ้านั้นมีหลายชนิด เช่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจฮอร์โมนและระดับไทรอยด์ เริ่มต้นที่ 1,630 บาท

หงุดหงิดง่าย ผมร่วง เหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น ความต้องการทางเพศลดลง อาจเกิดจากฮอร์โมนผิดปกติ

Istock 1028394832
  • ไฮโดรควิโนน
  • กรดอาซีลาอิก
  • กรดโคจิก
  • อนุพันธุ์ของวิตามินเอ

ยาทาเหล่านี้จะช่วยให้ฝ้าจางลงและทำให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้นได้ แต่ข้อสำคัญคือไม่ควรซื้อยาเหล่านี้มาใช้เอง เพราะอาจส่งผลข้างเคียงได้ หรือบางคนอาจเกิดอาการแพ้ เช่น ผิวอาจแดง แสบ และ ลอกเป็นขุยได้ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิด

2.การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่มีส่วนช่วยในการรักษาฝ้า ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ไม่ว่าจะเป็น

  • การลอกผิวด้วยสารเคมีในระดับตื้น เหมาะกับฝ้าตื้น โดยใช้กรดทำให้เซลล์ผิวหนังกำพร้าที่มีเม็ดสีมากกว่าปกติหลุดลอกออกเร็วขึ้น ทำให้ฝ้าบริเวณนั้นจางลง แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้ผิวไหม้หรือเป็นแผลเป็นได้
  • การลอกผิวด้วยสารเคมีในระดับลึก เหมาะกับฝ้าลึก เป็นการใช้กรดในการลอกฝ้าเช่นกัน แต่จะลอกในระดับที่ลึกกว่า จึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และอาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น รอยดำ แผลเป็น การติดเชื้อ บวมแดง เป็นต้น หากหลังจากลอกผิวแล้วพบความผิดปกติใดๆ ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน
  • เลเซอร์ นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยจะใช้เลเซอร์กลุ่ม Q-switched Nd: YAG laser หรือ คลื่นแสง IPL (Intense pulsed light) ซึ่งมีส่วนช่วยให้ฝ้าจางลงเร็วกว่าใช้ยาทาเพียงอย่างเดียว และยังช่วยลดผลข้างเคียงในการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่วิธีนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันถึงผลการรักษาที่ชัดเจน เพราะบางรายอาจหายขาด แต่บางรายอาจให้ผลได้ไม่ดีนัก จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
  • การทำไอออนโต (Ionto) จะเป็นการใช้กระแสไฟฟ้าระดับอ่อน ผลักยาหรือวิตามินให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้ฝ้าจางลงได้
  • การผลัดผิวด้วย M.D. (Microdermabrasion) เป็นการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น เหมาะกับฝ้าแบบตื้น ทำให้รอยดำจากฝ้าจางลง

ทั้งนี้ หลังจากรักษาฝ้าจนหายแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง และจำเป็นต้องทาครีมบำรุง และครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากยังปฏิบัติเช่นเดิม ก็มีโอกาสเกิดฝ้าได้อีกเช่นกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง
ฝ้า กระ คืออะไร ป้องกันอย่างไร พร้อมบอกวิธีรักษาฝ้า กระที่ได้ผล

1 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
โรงพยาบาลยันฮี, การรักษาฝ้า, (https://th.yanhee.net/หัตถการ/การรักษาฝ้า/), 3 มิถุนายน 2019.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป