Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
การกินเพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ผักโขม ไอเดียการกินการใช้ผักโขมเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

ผักขม หรือ ผักโขม ผักใบเขียวที่ไม่ขมเหมือนเหมือนชื่อ แถมยังมากด้วยคุณประโยชน์ รวมถึงมีวิธีการใช้และการกินมาแนะนำกันด้วย
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 20 ส.ค. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
ประโยชน์ผักโขม ไอเดียการกินการใช้ผักโขมเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

หากพูดถึงผักใบเขียวที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเมนูไหนก็ตาม ผักชนิดนี้ก็ทำให้รู้สึกชอบในการรับประทานผักได้ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธ "ผักขม" หรือที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกผิดเป็น "ผักโขม" ไปได้เลย 

นอกจากจะให้ความอร่อยแล้ว ยังให้สรรพคุณทางยาและคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายเลยทีเดียว สำหรับใครที่ชอบรับประทานผักขมหรือผักโขม ไม่ควรพลาดไอเดียการกินและการใช้ผักโขมเพื่อสุขภาพต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งวันนี้ เราจองคิวตรวจให้ทันที ไม่ต้องรอ

คัดกรองมะเร็งทุกชนิด เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม เริ่มต้นเพียง 1,999 บาท

Istock 500358904

ผักขม หรือ ผักโขม

ผักขม หรือ ผักโขม (Slender amaranth) เป็นผักที่ขึ้นตามแหล่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นริมทาง ป่าละเมาะ ป่ารกร้าง รวมทั้งสวนผักผลไม้เป็นต้น ผักขมยังได้รับการนิยมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ผัดผักโขม แกงจืดผักโขม ผักโขมอบชีส ขนมปังหน้าผักโขมอบชีส เป็นต้น 

ผักโขมเป็นผักที่ให้คุณประโยชน์และสรรพคุณทางยามากมาย ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง ความดันโลหิตสูง ช่วยขับปัสสาวะ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เนื่องจากผักโขมมีทั้งโปรตีน วิตามิน กรดอะมิโน และแร่ธาตุต่างๆ เป็นต้น

ชนิดของผักขม(ผักโขม)

ผักขมเป็นผักที่อยู่ในกลุ่มวงศ์ Amaranthaceae ซึ่งประกอบด้วยสปีชีย์ (ชนิด) ดังต่อไปนี้

  1. ผักขมหัด (Amaranthus blitum l.)
  2. ผักขมใบแดง (Amaranthus caudatus l.)
  3. ผักขมดอกเขียว (Amaranthus hybridus l.)
  4. ผักขมหนาม (Amaranthus spinosus l.)
  5. ผักขมสวน (Amaranthus tricolor l.)
  6. ผักขม (Amaranthus viridis l.)

ซึ่งคนไทยนิยมนำผักขม Amaranthus viridis l. มาประกอบอาหาร และมักจะนิยมเรียกกันในชื่อ ผักโขม

คุณค่าทางโภชนาการของผักขม(ผักโขม)

ในส่วนของใบผักขมสด 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้

น้ำหนักวัตุแห้ง (กรัม)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจระดับวิตามินที่ร่างกายต้องการ เริ่มต้นที่ 3,925 บาท

เราขาดวิตามินตัวไหน หรือมีวิตามินตัวไหนมากไป รู้ได้จากการตรวจวิตามิน

Istock 989108042

13.1

พลังงาน (แคลอรี่)

36.0

โปรตีน (กรัม)

3.5

ไขมัน (กรัม)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจระดับวิตามินที่ร่างกายต้องการ เริ่มต้นที่ 3,925 บาท

เราขาดวิตามินตัวไหน หรือมีวิตามินตัวไหนมากไป รู้ได้จากการตรวจวิตามิน

Istock 989108042

0.5

คาร์โบไฮเดรต (กรัม)

6.5

กากใย (กรัม)

1.3

แคลเซียม (มิลลิกรัม)

267.0

ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม)

67.0

เหล็ก (มิลลิกรัม)

3.9

โซเดียม (มิลลิกรัม)

-

โพแทสเซียม (มิลลิกรัม)

411

วิตามินเอ (IU)

6100

ไทอะมีน (มิลลิกรัม)

0.08

ไรโบฟลาวิน (มิลลิกรัม)

0.16

ไนอะซิน (มิลลิกรัม)

1.4

วิตามินซี (มิลลิกรัม)

80.0

วิตามินเค (มิลลิกรัม)

319.2

ประโยชน์ของผักขม(ผักโขม)

  1. ผักขม(ผักโขม) สามารถนำมารับประทานเพื่อเป็นยาบำรุงกำลัง และช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ
  2. ใช้ในการช่วยบำรุงน้ำนม เหมาะสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนที่มีน้ำนมไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก เพราะผักขม(ผักโขม) ช่วยเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่หลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผักขมมีวิตามินเอ วิตามินซี ที่จะช่วยให้น้ำนมของคุณแม่หลังคลอดสมบูรณ์ขึ้น
  3. มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักและลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี เพราะการรับประทานผักขมจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้เร็วและนาน อีกทั้งยังช่วยชะลอการดูดซึมไขมันในร่างกาย
  4. ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนสำหรับสตรี เนื่องจากผักขม(ผักโขม) จะมีส่วนช่วยในการลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในบริเวณช่องท้อง
  5. ใช้ในการบำรุงร่างกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด และช่วยให้ทารกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
  6. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งรังไข่ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง
  7. ผู้สูงอายุที่รับประทานผักขม(ผักโขม) จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผักขมมีฤทธิ์ช่วยชะลอการตายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเมื่อรับประทานเป็นประจำ
  8. สำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ การรับประทานผักขม(ผักโขม) ถือเป็นผักที่แนะนำให้รับประทานกันอย่างมาก เนื่องจากมันอุดมไปด้วยโปรตีนสูง
  9. ช่วยบำรุงสุขภาพของดวงตา และช่วยป้องกันความเสื่อมที่อาจเกิดกับดวงตาได้ เนื่องจากมีวิตามินเอสูง
  10. มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน พร้อมทั้งช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เนื่องจากมีวิตามินซีสูง
  11. ช่วยในการกระตุ้นการขับถ่ายในแต่ละวัน เนื่องจากผักขม(ผักโขม) อุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหารปริมาณมาก
  12. เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ เพราะผักขม(ผักโขม) มีสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแก่และตายของเซลล์
  13. สำหรับผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อ หรืออยู่ในช่วงของการงดรับประทานเนื้อทุกชนิด แนะนำให้รับประทานผักขม(ผักโขม) เพราะผักขมมีส่วนประกอบของโปรตีนในปริมาณค่อนข้างสูง แต่ควรรับประทานควบคู่กับอาหารจำพวกเต้าหู้ถั่วเหลือง เพื่อให้ปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับในแต่ละวันเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์
  14. มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบหัวใจ และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้
  15. ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของเลือดออกตามไรฟันบ่อยๆ ควรรับประทานผักขม(ผักโขม) เพราะในผักขมมีส่วนประกอบของวิตามินซี ปริมาณมาก จึงช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟันได้
  16. ในผักขม(ผักโขม) จะอุดมไปด้วยวิตามินเค ซึ่งสารชนิดนี้มีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุด ซึ่งในผู้ป่วยที่รับประทานกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น aspirin, warfarin ไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก เนื่องจากฤทธิ์ของผักขมจะไปต้านฤทธิ์กับกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหนืดเกินไปได้
  17. สารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีอยู่ในผักขม(ผักโขม) มีส่วนช่วยในการชะลอวัย รวมถึงความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย

ไอเดียการใช้ผักขม(ผักโขม)เพื่อสุขภาพ

นอกจากผักขม(ผักโขม) จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายในหลากหลายด้านแล้ว การรู้จักนำมาใช้ให้ถูกต้องและถูกวิธีจะยิ่งส่งผลดีต่อร่างกายของคนรับประทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งไอเดียการใช้ผักขมเพื่อรักษาและป้องกันโรคนั้น ดังนี้

  1. การนำรากผักขมมาต้มน้ำเพื่อใช้อาบ จะช่วยรักษาอาการคันที่ผิวหนัง
  2. ตำรากผักขมแล้วนำมาพอกปิดแผลที่เป็นหนอง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำมาพอกเพื่อรักษาฝี กลากเกลื้อน และแผลน้ำร้อนลวกได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องล้างทำความสะอาดรากผักขมก่อนนำมาใช้
  3. รากของผักขมบ้าน สามารถนำมาเข้าตำรับยาใช้สำหรับการถอนพิษ แก้ร้อนใน ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ยารักษาโรคตับ โรคหัวใจ และช่วยแก้ไข้ ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนไทยประยุกต์ก่อน
  4. นำผักขมมาต้มหรือลวกรับประทานเป็นผัก จะช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร รักษาลิ้นเป็นฝ้าละออง ระงับความร้อน แก้พิษ แก้ช้ำใน แน่นท้อง และใช้เป็นยาบำรุงน้ำนมได้เป็นอย่างดี  

ไอเดียการกินผักขม(ผักโขม)เพื่อสุขภาพ

ผักขม(ผักโขม) ไม่เพียงแต่จะสามารถนำเอามาบริโภคเพื่อการมีสุขภาพที่ดีหรือเพื่อใช้ในการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังมีความพิเศษตรงที่สามารถนำเอามาปรุงเป็นเมนูและอาหารอร่อยๆ ได้อีกหลากหลายเลยทีเดียว และไอเดียการกินผักขมเพื่อสุขภาพ ดังนี้

  1. แซลมอนซอสชีสผักขม(ผักโขม)
    ส่วนผสมที่ต้องเตรียม คือ ปลาแซลมอน, น้ำมันมะกอก, เนยสด, กระเทียมสับละเอียด, มะเขือเทศสีดา, ผักขม, นมสด และพามาซานชีสแบบขูด
    เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้ว เริ่มด้วยตั้งกระทะและใส่น้ำมันมะกอกสำหรับทอดปลาแซลมอน จากนั้นมาต่อด้วยการใส่เนยลงไปในกระทะใบเดิม ผัดกระเทียมและมะเขือเทศสีดา ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำตามใจชอบ ใส่ผักขมตามลงไปแล้วผัดให้เข้ากัน ปิดท้ายด้วยการใส่นมและชีส แล้วตามด้วยปลาแซลมอนทอด ผัดให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 3 นาทีจึงค่อยเสิร์ฟ
  2. แกงคั่วหอยลายกับผักขม(ผักโขม)
    สำหรับเมนูนี้ให้เตรียมเนื้อหอยลาย, ผักโขมแช่แข็ง, พริกชี้ฟ้า, กะทิสด, น้ำมัน, น้ำตาล, น้ำปลา, น้ำพริกแกงเผ็ด และเกลือ
    เริ่มด้วยขั้นตอนแรก คือ ผัดน้ำพริกแกงกับน้ำมันจนน้ำพริกสุกพอดี เติมหัวกะทิแล้วผัดจนกะทิแตกมัน เนื้อหอยลายและผักขมลงไป ปรุงรสตามใจชอบ ตักใส่จานใส่พริกชี้ฟ้าประดับบนแกง พร้อมเสิร์ฟด้วยข้าวสวยร้อนๆ
  3. ไข่อบผักขมทูน่า
    เตรียมไข่ไก่, ทูน่าในน้ำแร่, เนยสด, ผักโขม, และซีอิ๊วขาว ลงมือตีไข่พร้อมใส่ซีอิ๊วขาว ทูน่า และผักโขม ตีจนส่วนผสมเข้ากันดี ทาเนยสดบนพิมพ์แต่เพียงบางๆ ตักส่วนผสมที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในพิมพ์ อบในไมโครเวฟด้วยไฟกลางประมาณ 2 นาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
  4. กุ้งแม่น้ำผักขมอบชีส
    เตรียมกุ้งแม่น้ำสดๆ, ผักโขม, ชีส, พริกไทยบด และเกลือ
    จากนั้นเริ่มจัดการกับตัวกุ้ง ผ่าหลังแล้วแกะเอาเนื้อกุ้งออก ล้างผักขมและนำไปลวกให้พอสะดุ้ง สับผักขมให้เป็นชิ้นเล็กๆ สับเนื้อกุ้งให้พอหยาบ นำทั้งสองมาผสมเข้ากับชีส ปรุงด้วยเกลือและพริกไทย เคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นตักใส่ในตัวกุ้งที่เตรียมไว้ โรยด้วยชีสอีกครั้ง นำเอาเข้าเตาอบด้วยไฟแรง อบพอให้เกรียมไม่ต้องสุกจนเกินไป เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
  5. เบอร์เกอร์ไข่ผักขม
    จัดการเตรียมขนมปังเบอร์เกอร์, ไข่ดาว, ชีส, มะเขือเทศหั่นบาง, ผักโขมลวก และมายองเนส
    เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้วให้นำขนมปังมาผ่าให้เป็น 2 ส่วน ตามด้วยวางขนมปังส่วนก้น ชีส ไข่ดาว และราดมายองเนส ต่อด้วยวางผักขมลวก แล้วปิดท้ายด้วยขนมปังส่วนบน เพียงแค่นี้ก็ได้ทานเมนูเร่งด่วนที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์แล้ว
  6. ผัดผักขมสูตรเจ
    เมนูเจจานนี้ให้เตรียมส่วนผสม คือ ผักขม, ซอสเห็ดหอม, ซีอิ๊ว, น้ำเปล่า และพริกไทย
    จากนั้นให้ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปเพียงเล็กน้อย เมื่อน้ำมันเริ่มร้อนให้ใส่ผักโขมลงไปผัด ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม ซีอิ๊ว พริกไทย แล้วผัดให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ผัดอีกครั้งจนผักขมนิ่มและสุก ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ

ข้อควรระวังในการใช้ผักขม(ผักโขม)

  1. ในผักขมจะมีกรดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กรดออกเซลิค อยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งสารชนิดนี้จะมีส่วนทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กในตัวมันได้ นอกจากว่าจะกินผักขมอย่างถูกวิธี
  2. ไม่ควรรับประทานผักขมดิบ แต่ควรนำมาปรุงให้สุกก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำลายกรดออกเซลิค
  3. การบีบมะนาวลงบนผักขมที่ปรุงสุกแล้ว จะช่วยให้ร่างกายของคนเราสามารถดูดซึมเอาธาตุเหล็กได้ดีกว่าเดิม
  4. สำหรับผู้ที่เป็นโรคนิ่ว โรคเกาต์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และในกลุ่มผู้ที่สะสมปริมาณของแคลเซียม ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักขมในปริมาณมาก
  5. ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับประทานยาในกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น aspirin, warfarin (เช่นโรคหัวใจ) ไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก เนื่องจากฤทธิ์ของผักขมจะไปต้านฤทธิ์กับกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหนืดเกินไปได้ อาจจะทำให้เกิดลิ่มเลือด มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้

หลากหลายเมนูความอร่อยและคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานผักขม(ผักโขม) ถือเป็นสิ่งที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะนอกจากรสชาติไม่ขมแล้วนั้น ยังรับประทานได้ง่าย และสามารถนำมาประกอบเป็นเมนูอาหารน่ารับประทานได้อีกเยอะเลยทีเดียว ส่วนใครที่กำลังอยู่ในช่วงของการลดน้ำหนัก ก็อย่าลืมรับประทานผักโขมกัน เพราะผักขมช่วยให้อิ่มท้องอยู่นาน และควรใส่ใจในการปรุงให้สุก ไม่แนะนำให้รับประทานผักขมแบบดิบตามที่กล่าวไว้ในข้อแนะนำข้างต้นนั่นเอง

10 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
B.S.A. Kumar et al., Antinociceptive and antipyretic activities of Amaranthus viridis linn. In different experimental models, Arch Biol Sci Belgrade, 62 (2010), pp. 397-402
C. Larbie et al., Anti-proliferative effect of Amaranthus viridis linn. On human leukemic cell lines- a preliminary study, 236, Int J Biol Pharma Res, 6 (2015)
B.S.A. Kumar et al., Antidiabetic, antihyperlipidemic and antioxidant activities of methanolic extract of Amaranthus viridis Linn. in alloxan induced diabetic rats, Exp Toxicol Pathol, 64 (2012), pp. 75-79

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป