การเดินเซ ไม่มั่นคงและการหกล้ม ในผู้สูงอายุ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 20, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

ผู้สูงอายุกับการหกล้ม

เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่างที่อาจทำให้หกล้มได้ง่าย เช่น การมองเห็นลดลง การทรงตัวไม่ดีร่วมกับการที่อาจมีโรคต่างๆ เกิดร่วมด้วย จึงทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสหกล้มได้ง่าย การหกล้มเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอุบัติเหตุในผู้สูงอายุที่ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 85 ของสาเหตุทั้งหมด

การเดินเซ ไม่มั่นคงในผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ คือการหกล้ม และผลเสียของการหกล้ม คือ อาจทำให้กระดูกหักและเลือดคั่งในสมองได้ ผู้สูงอายุบางรายไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการที่ต้องนอนนิ่งอยู่กับที่ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง “การอยู่นิ่งกับที่” หน้า 194) โดยพบว่าผู้สูงอายุถึงร้อยละ 20-30 จะมีประวัติการหกล้มในรอบ 1 ปี ผู้สูงอายุที่หกล้ม 40 คน มี 1 คนที่ต้องนอนโรงพยาบาล และในผู้สูงอายุที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพราะหกล้ม มีเพียงครึ่งเดียวที่สามารถอยู่ได้นานถึง 1 ปี ดังนั้นเราควรให้ความใส่ใจกับปัญหาที่ทำให้ผู้สูงอายุเดินเซ ไม่มั่นคงเพื่อป้องกันการหกล้มต่อไป

ปัญหาแทรกซ้อน

หากมีการหกล้มเกิดขึ้น ปัญหาที่อาจจะเกิดตามมา ได้แก่

1.  บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

  • เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบาดเจ็บ
  • กระดูกหัก โดยตำแหน่งที่หักบ่อยๆ ได้แก่ กระดูกข้อสะโพก กระดูกต้นขา กระดูกต้นแขน กระดูกข้อมือ กระดูกซี่โครง และกระดูกสันหลัง
  • เลือดคั่งในกะโหลกศีรษะ ในผู้สูงอายุสมองจะเหี่ยวลง หลอดเลือดที่เชื่อมระหว่างสมองกับกะโหลกศีรษะจึงถูกดึงรั้งได้ง่าย และหลอดเลือดมีความเปราะบางมากขึ้น ทำให้เกิดการฉีกขาดได้ง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และเลือดออกจากหลอดเลือดมาอยู่ในกะโหลกศีรษะ

2.  ต้องนอนโรงพยาบาลและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการอยู่นิ่งกับที่ นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดความเสี่ยงจากการรับการรักษาพยาบาลอีกด้วย

3.  เกิดภาวะทุพพลภาพ เดินได้ไม่ดีเหมือนเดิม เกิดความกลัว ขาดความมั่นใจในการเดิน ทำให้ต้องอยู่กับที่

4.  อาจต้องไปอยู่ในสถานพักฟื้นคนชรา

5.  เสียชีวิต

สาเหตุ

เมื่ออายุมากขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่าง รวมถึงมีโรคและความผิดปกติต่างๆ ที่อาจส่งผลให้เดินเซ ไม่มั่นคง และหกล้ม ได้แก่

1. การเปลี่ยนแปลงของการทรงตัว เมื่ออายุมากขึ้นการรับรู้ตำแหน่งของข้อเปลี่ยนแปลงไป กล้ามเนื้อมีความตึงตัวลดลงและชวนเซง่ายขึ้น บางครั้งเวลาลุกยืนความดันโลหิตลดต่ำลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน เกิดอาการวิงเวียนหน้ามืดได้

2. การเดิน ผู้สูงอายุมักเดินยกเท้าไม่สูงเท่าคนหนุ่มสาว มีลักษณะการก้าวเดินเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้ชายอาจเดินคู้ๆ ขาแยกกันกว้างกว่าเดิม ซอยเท้าถี่ขึ้น ผู้หญิงอาจเดินเหมือนเป็ดมากขึ้น ซึ่งมักเป็นไม่มาก แต่ก็อาจส่งผลให้การก้าวเดินเปลี่ยนแปลงไป

3. โอกาสเกิดโรคที่มีผลต่อการทรงตัวโรคต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการทรงตัว มักเริ่มเป็นในวัยกลางคนจนถึงวัยชรา ทำให้มีโอกาสเดินเซไม่มั่นคงได้เมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งได้แก่

      3.1  โรคทางข้อและกระดูก เช่น

  • โรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม ทำให้ลุกจากเก้าอี้ลำบาก และเดินก้าวขาได้ไม่ดีเหมือนเดิม
  • กระดูกสันหลังคดเอียง ทำให้เสียศูนย์ในการทรงตัว
  • กระดูกคอเสื่อมและหมอนรองกระดูกทับไขสันหลัง ทำให้เดินเกร็งๆ ขาไม่ค่อยมีแรง
  • กระดูกข้อสะโพกหัก
  • เท้า นิ้วเท้า และเล็บเท้า ผิดรูปหรือมีความผิดปกติ

      3.2   โรคทางระบบประสาท เช่น

  • โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้มีอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต แขนขาอ่อนแรงหรือเกร็ง
  • โรคพาร์คินสัน ทำให้มีอาการสั่น เกร็งแข็ง ทำอะไรช้าลง เดินก้าวสั้นๆ ซอยเท้าถี่ และหมุนตัวกลับได้ลำบาก
  • ภาวะสมองเสื่อม
  • ปลายประสาทเสื่อม ทำให้เท้าชา ไม่ค่อยรับรู้การเดิน
  • เวียนศีรษะ มึนงง

      3.3  กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เช่นต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานานๆเมื่อเจ็บป่วย

  • การมองเห็นและการได้ยินผิดปกติ
  • โรคหัวใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรง
  • โรคต่างๆ ที่ทำให้ต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ เช่นต่อมลูกหมากโต โรคเบาหวาน

4. ยา ยาหลายชนิดที่ผู้สูงอายุได้รับ อาจมีผลข้างเคียงทำให้เสียการทรงตัวได้ ตัวอย่างยาเหล่านี้ ได้แก่

  • ยาขับปัสสาวะ ทำให้ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย สารน้ำในร่างกายลดลง อาจหน้ามืดเวลาลุกเดิน (มักเกิดเฉพาะในบางรายที่มีความเสี่ยงอยู่เดิม) หรือเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรง
  • ยาลดความดันโลหิต อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำลงมาก เวลาลุกขึ้นยืน ซึ่งมีอาการมึนงงและหน้ามืด
  • ยาทางจิตเวช เช่น ยารักษาโรคจิตเภท ยาต้านอารมณ์ซึมเศร้า ยานอนหลับ
  • ยารักษาโรคเบาหวาน อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดอาการใจสั่น ไม่มีแรง และหมดสติ

นอกจากสาเหตุด้านการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ที่อาจทำให้เกิดการหกล้มแล้ว สาเหตุภายนอกร่างกายอย่างสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ก็อาจทำให้เกิดการหกล้มได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น

  • เก้าอี้หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่แข็งแรง อาจทำให้หกล้มได้ บางครั้งอาจพลิกหงายหลัง หรือเก้าอี้ที่โยกเยกก็ทำให้หกล้มได้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เก้าอี้หรือเตียงนอนที่มีระดับความสูงไม่เหมาะสม หากมีระดับต่ำเกินไปจะทำให้นั่งและลุกลำบาก เนื่องจากผู้สูงอายุมักข้อเข่าเสื่อมและกล้ามเนื้อต้นขาไม่มีแรง ทำให้ลุกแล้วทรงตัวไม่ได้
  • โถส้วมที่มีความสูงไม่เหมาะสม ต้องนั่งยองๆ ทำให้ลุกลำบาก
  • ทางเดินหรือห้องน้ำไม่มีที่ยึดเกาะ
  • พื้นลื่น พื้นไม่เรียบ มีที่กั้น สายไฟ หรือพรมกีดขวาง
  • บันไดไม่มีราวจับหรือขั้นไม่เท่ากัน
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ
  • สัตว์เลี้ยงหรือของเด็กเล่นที่อาจขวางทางเดิน

การประเมินผู้ป่วย

เมื่อเกิดปัญหาการหกล้ม โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินผู้ป่วยหลายๆ ด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ดูแลการบาดเจ็บจากการหกล้มเท่านั้น สิ่งที่แพทย์จะประเมิน ได้แก่

  • ประเมินอาการบาดเจ็บจากการหกล้มและรักษาอาการนั้น โดยอาการที่สำคัญ ได้แก่ กระดูกหัก อาการบ่งชี้ว่ามีเลือดคั่งในกะโหลกศีรษะ บาดแผลฟกช้ำหรือฉีกขาด
  • หาสาเหตุของการหกล้มและทำการแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้หกล้มอีก
  • ให้ทำกายภาพบำบัดและให้คำแนะนำในการฝึกเดิน ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน การเปลี่ยนท่า การใช้รองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า
  • แนะนำการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการหกล้ม ในบางครั้ง สภาพแวดล้อมภายในบ้านก่อนการหกล้มอาจไม่มีปัญหา แต่เมื่อผู้ป่วยเกิดการหกล้มและกระดูกหัก ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีเหมือนเดิม จึงอาจมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้มากขึ้นในสภาพแวดล้อมเดิม ดังนั้นแพทย์จะประเมินความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมที่บ้าน เพื่อลดโอกาสในการหกล้มซ้ำ

การป้องกัน

  • ให้มีแสงสว่างในบ้านเพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณบันได
  • มีอุปกรณ์เครื่องเรือนในบริเวณที่อยู่เท่าที่จำเป็น และต้องแข็งแรง มั่นคงอยู่สูงจากพื้น มองเห็นได้ง่าย ไม่ย้ายที่บ่อยๆ
  • เตียงนอน เก้าอี้ และโถส้วมควรมีความสูงพอเหมาะ ไม่เตี้ยเกินไป
  • ทางเดินและบันไดควรมีราวจับตลอด และขั้นบันไดสม่ำเสมอ
  • พื้นห้องควรเรียบ ไม่มีขั้น และเป็นวัตถุที่ไม่ลื่น โดยเฉพาะในห้องน้ำ บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างห้องควรอยู่ในระดับเดียวกัน และหลีกเลี่ยงการมีธรณีประตู
  • ไม่ควรมีสิ่งของวางเกะกะ เช่นพรมเช็ดเท้าหรือสายไฟ
  • วางของใช้ประจำวันในระดับที่ไม่ต้องก้ม เงย หรือเอื้อมมากเกินไป
  • สวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่พอดี ไม่หลวมหรือรัดจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการมีสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมวในบริเวณที่อยู่อาศัย
  • ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ เช่น การมองเห็น การได้ยิน วัดความดันโลหิต และตรวจร่างกายประจำปีทุกปี
  • ไม่กินยาที่ไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินยาใหม่ทุกครั้งและนำยาทั้งหมดไปให้แพทย์ดู
  • ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มให้น้อยที่สุด
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยนอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อมีความยืดหยุ่นดีแล้ว ยังทำให้การทรงตัวดีขึ้นด้วย
  • เปลี่ยนท่าช้าๆ เช่นลุกขึ้นยืนและเดินช้าๆ พยายามมองหาวัตถุรอบตัวที่สามารถเกาะยึดได้
  • กรณีที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวไม่ดี ควรใช้อุปกรณ์ช่วยเดินเช่น ไม้เท้าหรือคอกอะลูมิเนียมที่มี 4 ขา

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "รู้จริงและเข้าใจ สุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม" โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือ "สุขภาพดีสมใจ ในวัยสูงอายุ" จากสำนักพิมพ์ซีเอ็ด

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่