การดูแล

โรคพยาธิหนอนหัวใจในสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 469360172 %281%29

                โรคพยาธิหนอนหัวใจ (heartworm disease, dilofiriasis) เกิดจากการได้รับเชื้อพยาธิหนอนหัวใจที่ชื่อว่า Dilofilaria immitis ซึ่งเป็นหนอนพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งที่พบวามีพาหะเป็นยุง โดยตัวอ่อนของหนอนพยาธิจะอยู่ในร่างกายสุนัขตัวหนึ่ง เมื่อยุงมาดูดเลือดสุนัข ก็จะเอาตัวอ่อนเข้าไปพัฒนาในตัว และตัวเต็มวัยก็จะถูกปล่อยออกมาพร้อมน้ำลายเมื่อยุงไปดูดสุนัขอีกตัวหนึ่ง เมื่อพยาธิหนอนหัวใจ เมื่อพยาธิหนอนหัวใจโตเต็มที่ก็จะเข้าไปอาศัยอยู่ในห้องหัวใจและหลอดเลือดใกล้เคียง เป็นผลให้การทำงานของหัวใจไป เกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูงขึ้น (pulmonary hypertension) และตัวอ่อนในกระแสเลือดยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ Dilofilaria ยังมาพร้อมๆกับแบคทีเรียที่อยู่ด้วยกันที่ชื่อว่า Wolbachia sp. ซึ่งก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบอย่างรุนแรงร่วมด้วย จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าโรคพยาธิหนอนหัวใจเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย หากสุนัขไม่ได้รับการป้องกันพยาธิหนอนหัวใจอย่างต่อเนื่องก็มีโอกาสเป็นโรคได้ทันที

อาการ

                อาการของโรคสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 จะยังไม่แสดงอาการใดๆ การทำงานของหัวใจอาจจะยังปกติอยู่ก็ได้ แต่พบการปรากฏของหนอนพยาธิในห้องหัวใจหรือหลอดเลือดที่ไปปอด (pulmonary artery) แล้ว ระดับสองจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติของหัวใจ โดยส่วนใหญ่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจฝั่งขวาล้มเหลว (right-sided congestive heart failure) แต่ยังไม่รุนแรงมากนัก อาจะพบการเพิ่มขึ้นของความดันในระบบเลือดปอด ซึ่งก่อให้เกิดอาการไอ ร่วมกับภาวะท้องมาน ตับโต เป็นต้น ระดับสามจะเริ่มมีอาการของการถ่ายปัสสาวะสีแดง ซึ่งเป็นสีของ hemoglobin ทั้งนี้เนื่องจากตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของพยาธิหนอนหัวใจจะไปเฉือนเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดแล้วทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ได้ hemoglobin ในเลือดปริมาณมากจึงถ่ายปัสสาวะออกมาเป็นสีแดงด้วย และอาจพบภาวะโลหิตจางด้วยเช่นกัน ส่วนระดับ 4 หรือระดับสุดท้าย จะเรียกว่า Caval syndrome หรือเกิดการอุดตันของหลอดเลือดดำใหญ่ Vena cava คือปริมาณของพยาธิหนอนหัวใจเยอะมากจนเบียดกันเต็มห้องหัวใจทั้งหมด ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายรุนแรง มีอาการไอ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เป็นลม และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้

การวินิจฉัย

                โดยทั่วไปแล้วเจ้าของจะเริ่มเห็นอาการเมื่อเข้าสู่ระดับ 2-3 แล้ว มักจะพบว่ามีอาการของโรคหัวใจ เมื่อสัตวแพทย์ฟังเสียงหัวใจอาจได้ยินเสียงลิ้นหัวใจรั่วฝั่งขวา ดังนั้นการตรวจที่จำเป็นได้แก่การฉายภาพรังสีวินิจฉัย (x-ray) เพื่อดูการขยายขนาดของหัวใจรวมถึงลักษณะของเนื้อเยื่อปอดที่เปลี่ยนแปลง ภาพที่ปรากฏมักเห็นเงาของหัวใจเป็นรูปร่างเหมือนตัว D กลับด้าน (reversed D-shape) การตรวจคลื่นวัดไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiography) อาจพบความผิดปกติหรือไม่พบก็ได้ และการทำคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography) หรือการทำอัลตร้าซาวด์หัวใจ ขั้นตอนนี้จะสามารถพบตัวเต็มวัยของหนอนพยาธิหัวใจ ทั้งในหลอดเลือดและในห้องหัวใจ จะพบลักษณะเหมือนเครื่องหมายเท่ากับหรือรางรถไป และอาจพบการทำงานของหัวใจที่สูญเสียไปด้วยเช่นกัน

            นอกจากการตรวจทางหัวใจแล้วการตรวจทั่วไปอาจพบความผิดปกติได้แก่ ภาวะโลหิตจางจากการแตกของเม็ดเลือดแดง น้ำเลือดและปัสสาวะจะกลายเป็นสีแดงจากการเพิ่มขึ้นของ hemoglobin การเพิ่มขึ้นเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ซึ่งทำให้หน้าที่ขณะเกิดการอักเสบที่เนื้อเยื่อปอด อาจพบตัวอ่อนของพยาธิหนอนหัวใจ (microfilaria) ในกระแสเลือดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ชุดตรวจเพื่อตรวจหาตัวเต็มวัยได้จากการเก็บเลือดอีกเช่นกัน แต่ข้อจำกัดคือชุดตรวจใช้ตรวจหาผนังเยื่อบุมดลูกของหนอนพยาธิ ดังนั้นหากเป็นตัวผู้ทั้งหมด ก็จะไม่สามารถตรวจเจอได้จากการใช้ชุดตรวจนี้

การรักษา

                การรักษาหนอนพยาธิหัวใจทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากการฆ่าตัวเต็มวัยทันทีอาจทำให้ตัวอ่อนจำนวนมากตายและไปอุดหลอดเลือด ซึ่งมักจะทำให้สุนัขเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด (pulmonary thrombo-embolism) ตามมาได้ โดยทั่วไปจะใช้วิธีการจัดการแบบค่อยเป็นค่อยไป คือใช้การฆ่าตัวอ่อนไปเรื่อยๆ ร่วมกับการจัดการ Wolbachia sp. ที่มากับตัวอ่อน โดยการใช้ยากินที่ควบคุมพยาธิหนอนหัวใจ กินไปทุกเดือน และใช้ doxycycline เพื่อจัดการแบคทีเรีย เดือนเว้นเดือน ทำการตรวจหาตัวอ่อนในกระแสเลือดซ้ำทุกเดือน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีแล้วจึงสามารถใช้ยาฆ่าตัวเต็มวัย (adulticide) ที่ชื่อว่า melarsomine dihhydrochloride ฉีด 3 ครั้ง ครั้งแรกกับครั้งที่ 2 ห่างกัน 1 เดือน และครั้งที่ 3 จะฉีด 1 วันถัดจากครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตามหากปริมาณหนอนพยาธิเยอะมากถึงขนาดอยู่ในระดับ 3 ถึง 4 จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดโดยจะใช้ alligator forceps เข้าทางหลอดเลือดที่คอ แล้วหยิบเอาพยาธิตัวเต็มวัยออกมาให้ได้มากที่สุดก่อน อย่างไรก็ตามเทคนิคดังกล่าวอาจทำได้ยากต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตขณะผ่าตัดได้เช่นกัน หลังจากนั้นจึงทำการรักษาทางยาต่อไป

การดูแลและจัดการ

                ความสำคัญขณะที่ได้รับยารักษาพยาธิหนอนหัวใจนั้น เจ้าของจะต้องป้อนยาทุกวัน และดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิด เมื่อได้รับการฉีดยาฆ่าตัวเต็มวัย สัตว์จำเป็นจะต้องถูกจำกัดบริเวณเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ภายหลังจากการรักษาจำเป็นจะต้องกินยาเพื่อรักษาโรคหัวใจต่อไป เนื่องจากการสูญเสียการทำหน้าที่ของหัวใจอาจจะกลับมาแต่ไม่เหมือนเดิม 100% อาหารควรควบคุมเกลือเพื่อลดการทำงานของหัวใจ และตรวจหาพยาธิหนอนหัวใจซ้ำ 4 เดือนหลังจากรักษา

จะเห็นได้ว่าการรักษาพยาธิหนอนหัวใจนั้นใช้เวลานาน ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เป็นจะดีที่สุด สามารถป้องกันได้โดยการพาไปฉีดยาปิ้งกันทุก 2-3 เดือน การใช้ผลิตภัณฑ์หยอดหลัง (spot-on) หรือการกินยาเพื่อกำจัดตัวอ่อนพยาธิทุกเดือน เป็นต้น ถึงแม้ว่าการเลี้ยงสัตว์ในบ้านตลอดเวลาจะมีโอกาสเจอยุงได้ค่อนข้างน้อย แต่เจ้าของควรกำจัดแหล่งน้ำหรือแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เพื่อลดโอกาสในการเกิดโรคในสัตว์เลี้ยง

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ