Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
โรคเบาหวาน

เบาหวาน (Diabetes)

เบาหวาน (Diabetes)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 984,164 คน

เบาหวาน (Diabetes)

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีอาการอย่างไร และอาการ “เบาหวานขึ้นจอตา” อันตรายขนาดไหน เมื่อไหร่ถึงควรไปพบแพทย์

เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

เบาหวาน คือ โรคที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยสูงเกินไป ซึ่งตามปกติแล้ว ปริมาณน้ำตาลในเลือดจะถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่เรียกว่า อินซูลิน (Insulin) ซึ่งผลิตขึ้นมาจากตับอ่อน (ต่อมที่อยู่หลังกระเพาะอาหาร) เมื่ออาหารถูกย่อยและเข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะดึงกลูโคสออกจากเลือดและเข้าสู่เซลล์ที่ซึ่งจะทำลายกลูโคสไปเป็นพลังงาน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

หากคุณเบาหวาน ร่างกายของคุณจะไม่สามารถสลายกลูโคสไปเป็นพลังงานได้ เนื่องจากไม่มีอินซูลินเพียงพอต่อการดูดกลูโคส หรือเพราะว่าอินซูลินที่ผลิตออกมานั้นทำงานไม่ได้ตามที่ควรเป็น

 ประเภทของโรคเบาหวานมีดังต่อไปนี้

  • เบาหวานประเภท 1 : ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 จะทำลายเซลล์ที่ใช้ผลิตอินซูลิน เมื่อร่างกายไม่มีอินซูลิน ระดับกลูโคสจึงจะเพิ่มขึ้นจนสร้างความเสียหายแก่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เบาหวานประเภท 1 มักเรียกกันว่าเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-Dependent Diabetes) หรือเบาหวานในวัยรุ่นและเด็ก เพราะเป็นภาวะที่มักเกิดกับผู้มีอายุน้อยกว่า 40 ปี โดยมากมักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานประเภท 1 คุณจะต้องฉีดอินซูลินไปตลอดชีวิต อีกทั้งต้องเฝ้าระวังการใช้ชีวิตและสุขภาพของตัวเอง เพื่อดูแลควบคุมให้กลูโคสในเลือดอยู่ในระดับที่สมดุลอยู่เสมอ เช่น ต้องรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เข้ารับการตรวจเลือดเป็นประจำ เป็นต้น
  • เบาหวานประเภท 2 : โรคเบาหวานประเภท 2 คือ ภาวะร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน หรือเรียว่าเกิดภาวะดื้ออินซูลิน หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานประเภท 2 คุณจำต้องควบคุมอาการด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังสม่ำเสมอ และเฝ้าระวังระดับกลูโคสในเลือด และเมื่อเป็นมากขึ้นจะต้องได้รับการรักษาด้วยยา โรคเบาหวานประเภท 2 มักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน (Obesity) หรือพบมากในผู้สูงอายุ
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ : ระหว่างตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนจะมีระดับกลูโคสในเลือดที่สูงขึ้น จนทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาดูดซับได้เพียงพอ ภาวะนี้เรียกว่า “โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)” มีโอกาสเกิดขึ้นกับสตรีมีครรภ์มากกว่า 18 จาก 100 คน หากเป็นเบาหวานประเภท 1 อยู่แล้ว การตั้งครรภ์จะยิ่งทำให้อาการทรุดลงได้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพของทารกในครรภ์ ผู้หญิงทุกคนจึงควรควบคุมระดับกลูโคสในเลือดของตนเองขณะมีครรภ์ ส่วนมากแล้ว ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเกิดในช่วงอายุครรภ์ 14-26 สัปดาห์ และจะหายไปเมื่อคลอดบุตรแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่ประสบกับภาวะเบาหวานขณะมีครรภ์ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภท 2 ในช่วงท้ายของชีวิตเพิ่มขึ้น (30%) เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของกลุ่มประชากรทั่วไปที่ 10%

อาการและสัญญาณของโรคเบาหวาน

ในโลกนี้มีผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าเกณฑ์ปกติ หากยังไม่ถึงระดับที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน จะเรียกว่า “ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes)” เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว มักมีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกกระหายน้ำรุนแรง
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน
  • รู้สึกเหน็ดเหนื่อยรุนแรง
  • น้ำหนักลดและสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
  • มีอาการคันรอบองคชาติหรือช่องคลอด หรือมีเชื้อราในช่องปาก (Thrush) บ่อยครั้ง
  • เมื่อเกิดบาดแผล พบว่าแผลสมานตัวช้า
  • การมองเห็นไม่ชัดเจน

สาเหตุของโรคเบาหวาน

เบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็มีพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน ได้แก่ ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ทำให้เกิดไขมันในเลือดสูงหรือน้ำหนักเกิน เป็นต้น

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

คุณควรไปพบแพทย์ทันทีที่ทำได้ หากคุณมีอาการของโรคเบาหวาน เช่น รู้สึกกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อยครั้ง และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา

ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา

ภาวะเบาหวานขึ้นจอตาเกิดขึ้นเมื่อโรคเบาหวานส่งผลต่อหลอดเลือดฝอยและสร้างความเสียหายต่อจอตา (Retina) โดยภาวะนี้เป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นของผู้ป่วยเบาหวานวัยทำงานที่พบได้บ่อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม คุณอาจไม่ตระหนักว่าตนเองมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ เนื่องจากช่วงระยะแรกของโรคจะยังคงไม่ปรากฏอาการใดๆ ที่ชัดเจน ทำให้การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีการตรวจจับภาวะนี้ในช่วงแรกเริ่มที่ดีที่สุด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

การตรวจคัดกรองมักดำเนินด้วยการตรวจข้างหลังลูกตานานครึ่งชั่วโมง เพื่อตรวจจับสัญญาณแรกเริ่มของภาวะนี้ และเริ่มการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อประสิทธิภาพการรักษาสูงสุด

การตรวจคัดกรองจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เริ่มแรก แพทย์จะอธิบายกระบวนการต่างๆ จากนั้นจึงทำการหยอดตาขยายม่านตาให้คุณ โดยต้องใช้เวลารอประมาณ 15-20 นาทีก่อนทำการถ่ายภาพจอตา การถ่ายภาพจอตาแต่ละครั้งจะมีแสบวูบวาบออกมา ซึ่งแสงนี้แม้จะสว่าง แต่ก็ไม่ควรทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัวแต่อย่างใด ยาหยอดขยายม่านตาอาจทำให้ดวงตาคุณแสบเล็กน้อย และหลังจากนั้นประมาณ 15 นาทีการมองเห็นของคุณจะไม่ชัดเจน ภาวะดังกล่าวอาจคงอยู่นานประมาณ 2-6 ชั่วโมง คุณจึงไม่ควรขับรถมารับการตรวจด้วยตัวคนเดียว ควรนำผู้ที่สามารถขับรถพาคุณกลับบ้านได้มาด้วย

หลังกระบวนการตรวจคัดกรอง ดวงตาจะมีความอ่อนไหวต่อแสงมากขึ้น แม้จะเป็นแสงที่สว่างไม่มากก็ตาม คุณจึงควรนำแว่นกันแดดมาสวมใส่ระหว่างนี้ไปก่อน

ผู้เข้ารับการตรวจเบาหวานขึ้นจอตาควรนำแว่นตาและคอนแทกต์เลนส์ที่คุณสวมใส่ประจำไปด้วย (ร่วมกับน้ำยาและกล่องเก็บคอนแทกต์เลนส์) และหากคุณมีปัญหาสายตาเกิดขึ้นระหว่างการตรวจคัดกรอง เช่น สูญเสียการมองเห็น หรือการมองเห็นแย่ลงกะทันหัน ให้รีบปรึกษาแพทย์อย่างเร่งด่วน ห้ามรอจนกว่าจะถึงวันนัดหมายครั้งต่อไปเด็ดขาด

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปทุกคนควรเข้ารับการตรวจคัดกรองดวงตาหนึ่งครั้งต่อปี เพราะเบาหวานอาจทำให้ดวงตาเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ หากไม่ดำเนินการรักษา ส่วนผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์ จะได้รับการทดสอบหาภาวะเบาหวานขึ้นจอตาทันที หรือหลังจากการเข้ารับการตรวจฝากครรภ์ครั้งแรก และอีกครั้งหลังจากอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ และจำต้องได้รับการดูแลรักษาแบบพิเศษ เพราะกระบวนการตามปกติอาจเป็นอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์

ผลการตรวจคัดกรอง

หลังจากการตรวจคัดกรอง ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เวลาวิเคราะห์ภาพถ่ายจอตา ผลที่ออกมามีดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad
  • ไม่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา
  • เบาหวานขึ้นจอตาระยะหนึ่ง
  • เบาหวานขึ้นจอตาในระดับที่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
  • คุณอาจต้องเข้ารับการประเมินเพิ่มเติม หากเกิดกรณีต่อไปนี้
  • ภาพถ่ายไม่ชัดเจนพอจะให้ผลที่น่าเชื่อถือ
  • คุณมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ที่ส่งผลต่อสายตาและต้องการรักษาติดตามผล
  • คุณมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ที่จำต้องได้รับการตรวจมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี
  • คุณมีภาวะดวงตาอื่นๆ อย่างต้อหินหรือต้อกระจก

 หากผลการตรวจไม่แสดงให้เห็นร่องรอยของภาวะเบาหวานขึ้นจอตา คุณจะได้รับการนัดหมายให้กลับมารับการตรวจคัดกรองใหม่อีกครั้ง ในหนึ่งปีให้หลัง

ผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอตาในอนาคตได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต หากการตรวจคัดกรองพบสัญญาณของภาวะเบาหวานขึ้นจอตา หรือภาวะจอตาเสื่อม (Maculopathy) ที่เป็นภัยต่อการมองเห็น คุณจะได้รับข้อมูลว่าภาวะนั้นๆ ลุกลามมากเพียงไหน ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกนำไปออกแบบการรักษาอาการของคุณต่อไป

 

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป