มะเร็งและโรคร้าย

โรคหน้าหนาว ที่คนไทยเป็นกันบ่อยมาก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
Istock 508957452 m

        บางคนก็ได้สัมผัสไอเย็นๆ ในช่วงเช้า แต่ไหงช่วงกลางวัน กลับร้อนตับแทบแลบ แถมบางครั้งช่วงเย็นยังแถมฝนตกอีกต่างหาก เราคงเอาแน่เอานอนอะไรกับธรรมชาติไม่ได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงทุกปี คือ การเจ็บป่วย ที่มักมาพร้อมกับไอหนาว ดังต่อไปนี้ 



 

1. โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ : ทั้งสายพันธุ์ เอ,บี, 2009 และไข้หวัดตามฤดู (หนาว) กำลังระบาด และมีแนวโน้มมากขึ้นในช่วงนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากเชื้อไวรัสในน้ำมูกและน้ำลาย โดยสามารถติดต่อกันได้ทางการหายใจ ไอ หรือจามรดกัน ซึ่งเชื้อดังกล่าวมักแพร่กระจายในสถานที่แออัด ไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด โดยอาการจะเริ่มจาก มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อย น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บหรือแสบคอ แต่หากเป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดตามกระดูก คลื่นไส้ กินน้อยลง และอาจมีภาวะขาดน้ำ หากมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยควรระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ



 

2. โรคหลอดลมอักเสบ : สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการไอมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน ในระยะแรกจะไอแห้งๆ มีเสียงแหบและเจ็บหน้าอกมาก เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ อ่อนเพลีย ผู้ป่วยเด็กอาจไอมากจนอาเจียน ในบางรายอาจมีอาการคล้ายหอบหืด และหายใจมีเสียงหวีดจากภาวะหลอดลมหดเกร็งตัว แต่ถึงกระนั้น... โรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือรุนแรงขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และอาจลุกลามถึงขั้นปอดอักเสบ การรักษาเบื้องต้น คือ พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยระบายเสมหะ หลีกเลี่ยงน้ำเย็น งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงที่ที่มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมากๆ



 

3. โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ : หรือชื่อทางการว่า นิวโมเนีย คือ ภาวะปอดติดเชื้อ มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ สามารถติดต่อทางการหายใจ น้ำมูก น้ำลาย และใช้ของร่วมกัน มีระยะฟักตัวของโรค 1-3 วัน และอาจนานถึง 1 สัปดาห์ในบางราย โรคปอดบวมเป็นโรคที่ควรระวังมาก เพราะในปีที่ผ่านมายังพบว่า โรคนี้ครองแชมป์สาเหตุการตายอันดับหนึ่งของกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะขวบปีแรก โดยมักเกิดตามหลังโรคหวัดประมาณ 2-3 วัน ดังนั้นหากสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาการ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาเนิ่นๆ



 

4. โรคอีสุกอีใส : มักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน อาการแรกเริ่มจะมีไข้ต่ำๆ เหมือนไข้หวัด หลังจากนั้นจะมีผื่นแดง ตุ่มนูนขึ้น และจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสประมาณ 2-3 วันหลังจากเริ่มมีไข้ จากนั้นตุ่มพองใสจะกลายเป็นตุ่มหนอง แล้วค่อยๆ แห้งตกสะเก็ด ทั้งนี้ผื่นอาจขึ้นในคอ ตา และปาก ทำให้กินอาหารได้น้อย เกิดอาการขาดน้ำ โดยทั่วไปหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม โรคจะหายได้ด้วยตัวเอง หากไม่มีโรคแทรกซ้อน



 

5. โรคอุจจาระร่วง : เกิดได้จากเชื้อไวรัสหลายชนิด แม้จะเป็นหน้าหนาว แต่ก็พบได้มาก สามารถติดต่อจากการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน นอกจากนี้ ยังติดต่อทางน้ำลายหรือน้ำมูกได้ด้วย ลักษณะอาการจะถ่ายเป็นน้ำหรือของเหลวบ่อยครั้ง แม้อาการไม่รุนแรงแต่อาจขาดน้ำได้ในบางราย มักพบผู้ป่วยได้ในชุมชน โรงเรียน ค่ายทหาร หรือศูนย์ฝึกที่อยู่รวมกันแออัด ศูนย์ฝากเลี้ยงเด็ก หรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งวิธีป้องกันที่ดี คือ การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก และดื่มน้ำสะอาด



 

6. โรคผิวหนังแห้งหรืออักเสบ : เมื่อกระทบอากาศเย็น ผิวจะมีความชื้นน้อยและแห้ง อาจเกิดปัญหาผิวแห้งหยาบ เป็นขุยหรือแตก ซึ่งเป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญ เพราะเมื่อผิวแห้งมากจะยิ่งรู้สึกคัน หากดูแลไม่ดี อาจลุกลามเกิดแผล และติดเชื้ออักเสบได้ การป้องกัน คือ การรักษาความชุ่มชื้นจากภายในและภายนอก เน้นดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ให้มากขึ้น เปลี่ยนวิธีการอาบน้ำ โดยลดอุณหภูมิน้ำให้ไม่ร้อนเกิน 34 องศาเซลเซียส ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังอาบน้ำ หากมีผิวแห้งมากๆ แนะนำให้ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นนาน และหากผิวหนังแห้ง อักเสบรุนแรง หรือคันมากๆ ให้รีบพบแพทย์



 

a9.gif อีกโรคที่่ต้องระมัดระวัง คือ โรคผิวหนัง จากเสื้อกันหนาวหรือเครื่องนุ่งห่มมือสอง เช่น เชื้อรา กลาก เกลื้อน อาการแพ้ทางผิวหนัง เช่น หิด เหา โลน หรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ เพราะแม้ราคาเสื้อมือสองจะถูกกว่า แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงที่มา จึงมั่นใจไม่ได้ว่า จะสะอาดเพียงพอหรือไม่ ไม่รู้ว่าซักมากี่ครั้ง ใส่มากี่มือ ซึ่งอาจนำพาเชื้อโรคร้ายมาสู่ผิวหนังเราได้ ดังนั้น หากจำเป็นต้องซื้อมาใช้ จึงควรทำความสะอาดให้ถูกวิธี เริ่มจากตรวจสอบรอยด่างดำ รอยคราบ สารคัดหลั่ง รวมไปถึงกลิ่นอับชื้นที่ติดอยู่ จากนั้นซักด้วยน้ำร้อนมากว่า 60 องศาขึ้นไปหลายๆ ครั้ง และตากในแดดจัด ก็น่าจะช่วยป้องกันโรคได้ระดับหนึ่ง
 
a9.gif การเตรียมตัวรับมือ 6 โรคที่พบบ่อยในหน้าหนาว จึงควรรู้จักวิธีการป้องกันและดูแลรักษาในเบื้องต้น เช่น รับประทานอาหารสุกและสะอาดในสัดส่วนที่เหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ ใช้ช้อนกลาง หากต้องรับประทานอาหารร่วมกัน ล้างมือให้เป็นนิสัย สวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่น และป้องกันการเผยแพร่เชื้อจากตนเอง รวมทั้งแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงสัมผัสผู้ป่วยที่ไม่สบาย นอกจากนี้ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน ก็ถือว่า มีความจำเป็น หากสามารถทำได้ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะถือเป็นคาถาวิเศษป้องกันโรคที่แฝงมากับหน้าหนาวได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่