มะเร็งและโรคร้าย

เช็กสัญญาณโรคหัวใจด้วยตัวเอง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 11, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 20 นาที
เช็กสัญญาณโรคหัวใจด้วยตัวเอง

โรคหัวใจ

โรคหัวใจเป็นโรคกลุ่มหนึ่งที่พบบ่อยในประเทศไทย เราอาจแบ่งโรคหัวใจเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

1. โรคหัวใจที่เป็นแต่กำเนิด

 โรคหัวใจที่เป็นแต่กำเนิด คือเป็นติดตัวมาตั้งอยู่ในครรภ์มารดา มักจะเป็นชนิดที่มีรูรั่วที่ผนังหัวใจ หรือมีลิ้นหัวใจต่าง ๆ ตีบหรือรั่ว หรืออาจจะเป็นรวม ๆ กันหลายอย่างในคนคนเดียวกันก็ได้ เด็กเหล่านี้ถ้าเป็นน้อย ๆ จะไม่มีอาการใด ๆ นอกจากฟังได้เสียงผิดปกติที่หัวใจ แต่ถ้าเป็นมากอาจเติบโตไม่สมอายุ เหนื่อยหอบ ไอ บวม หรือมีอาการเขียวก็ได้ ปัจจุบันการแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าไปมาก จนสามารถผ่าตัดรักษาโรคหัวใจเหล่านี้ได้เกือบทุกชนิด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กที่มีอาการดังกล่าวได้รับการตรวจจากแพทย์โดยละเอียด เพื่อจะได้ให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป

2. โรคหัวใจที่เป็นหลังเกิด

 โรคหัวใจที่เป็นหลังเกิด แบ่งออกได้เป็นหลายชนิด ได้แก่

2.1 โรคหัวใจรูห์มาติก เป็นโรคหัวใจซึ่งเกิดตามหลังการเจ็บคออันเนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (B streptococcus group A) ในผู้ป่วยที่เจ็บคอจากเชื้อโรคตัวนี้ ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องก็จะไม่เกิดโรคนี้ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้องหรือไม่นานพอ ก็จะเกิดโรคนี้ขึ้นได้ ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของหัวใจ ได้แก่ เยื่อหุ้มหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ และลิ้นหัวใจ เกิดการอักเสบทั่วไปและเกิดลิ้นหัวใจรั่ว ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคหัวใจทั่ว ๆ ไป คือ เหนื่อยง่าย ไอหอบ บวมเท้า ซึ่งเป็นอาการของหัวใจวาย ในรายที่มีการอักเสบของหัวใจมาก ๆ ผู้ป่วยอาจถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าเกิดการอักเสบไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าเป็นนาน ๆ เข้า ผู้ป่วยบางรายจะมีเนื้อเยื่อพังผืดไปเกาะต่อตรงลิ้นหัวใจที่เคยอักเสบ ทำให้เกิดลิ้นหัวใจตีบขึ้นและมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นใหม่ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการข้ออักเสบ หรือมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติของแขน ขา มือ เท้า ร่วมไปกับอาการทางโรคหัวใจด้วย



 

จะเห็นได้ว่าโรคหัวใจชนิดนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ถ้าได้รับการรักษาอาการเจ็บคอที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง จึงไม่ควรละเลยอย่างยิ่งหากมีอาการเป็นไข้เจ็บคอเกิดขึ้น ผู้ป่วยเหล่านี้ที่หายจากอาการหัวใจอักเสบ แพทย์จะนัดไปฉีดยาจำพวกเพนิซิลินชนิดออกฤทธิ์นานทุก 4 สัปดาห์ เป็นเวลาหลาย ๆ ปี เพื่อป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้อีก ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการฉีดยาดังกล่าว ถ้ามีการติดเชื้อนี้ที่คออีกจะทำให้ลิ้นหัวใจที่เคยอักเสบและรั่วอยู่แล้วรั่วมากยิ่งขึ้น จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

2.2 โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากเชื้อไวรัส เชื้อโรคคอตีบ พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็ก ทำให้มีอาการเหนื่อย หอบ ไอ บวม ซึ่งเป็นอาการของหัวใจวายดังกล่าว การรักษาเป็นการรักษาตามอาการซึ่งผลไม่ค่อยดีนัก สำหรับโรคคอตีบถ้าเด็กได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเป็นระยะก็จะสามารถป้องกันโรคนี้ได้

2.3 โรคหัวใจเนื่องมาจากความดันโลหิตสูง โรคนี้พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หรือในวัยหนุ่มสาวส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดจากโรคไต แต่ในผู้ใหญ่มักเกิดขึ้นเอง เมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูง หัวใจก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถสูบฉีดโลหิตออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เมื่อทำไปสักระยะหนึ่งหัวใจก็จะไม่สามารถทำงานหนักได้อีก การสูบฉีดโลหิตของหัวใจก็จะอ่อนตัวลง และมีอาการของหัวใจวาย คือ เหนื่อย หอบ ไอ บวมเกิดขึ้น

โรคความดันโลหิตสูงนี้ในระยะแรกที่หัวใจทำงานดีอยู่ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงงบ้าง แต่จะไม่มีอาการของโรคหัวใจ การวินิจฉัยโรคจึงค่อนข้างยาก นอกเสียจากจะได้ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะ ปัจจุบันแพทย์นิยมวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Sphygmomanometer โดยทั่วไปในเด็กโตหรือในผู้ใหญ่ ค่าความดันโลหิตจะประมาณเท่ากับ 120/80 มม.ปรอท ซึ่งหมายความว่ามีความดันโลหิตปกติขณะหัวใจบีบตัว 120 มม.ปรอท และความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว 80 มม.ปรอท ในเด็กเล็กค่าปกติจะต่ำกว่านี้ทั้ง 2 ค่า ถ้าวัดได้สูงเกินเกณฑ์ปกติเมื่อเทียบกับอายุแล้ว ถือว่ามีความดันโลหิตสูง

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ 

  สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มักเกิดจากพฤติกรรมต่อไปนี้

1. การสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อหัวใจวายมากกว่าคนไม่สูบ 2 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหัน 4 เท่าของคนไม่สูบ 

2. ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงทำให้หัวใจทำงานหนัก เนื่องจากมีการสะสมไขมันบริเวณบริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ จึงทำให้ต้องสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นเพื่อนำไปเลี้ยงทั่วร่างกาย 

3. คอเลสเตอรอลสูง ยิ่งมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมากขึ้นมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้นเท่านั้น 

4. ไม่ออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดหัวใจ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-5 วันจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

สำหรับอาการผิดปกติเบื้องต้นที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นโรคหัวใจนั้น มีดังต่อไปนี้

  • เหนื่อยเวลาออกกำลังกาย ถึงแม้จะออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกเหนื่อย จะรู้สึกเหนื่อยอย่างผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก จะมีอาการรู้สึกหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่บนอก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว โดยจะมีอาการเหนื่อยแม้นั่งอยู่เฉย ๆ อาการหัวใจล้มเหลวหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีอันตรายถึงชีวิตได้
  • ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยปกติหัวใจเราจะเต้นอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที แต่อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วถึง 150-250 ครั้งต่อนาที ซึ่งจะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน
  • เป็นลมหมดสติ เนื่องจากหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมได้
  • หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้


โรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงวัยและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง อาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดและตำแหน่งปวดที่หลากหลาย หรืออาจจะไม่มีอาการเจ็บเลยซึ่งพบในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะเส้นประสาทนำความรู้สึกสูญเสียการทำงาน จนบางครั้งทำให้คิดว่าเป็นโรคอื่น หรือในทางกลับกัน วินิจฉัยโรคอื่นเป็นโรคหัวใจ

อาการต่อไปนี้ทำให้สงสัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เรียงลำดับจากมากไปน้อย

อาการ                               

โอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นซึ่งมีอาการแบบเดียวกัน (เท่า)

ปวดร้าวไปแขนหรือไหล่ด้านขวา

4.7

ปวดร้าวไปแขนหรือไหล่ทั้งสองข้าง

4.1

อาการปวดสัมพันธ์กับการออกแรง

2.4

ปวดร้าวไปแขนซ้าย

2.3

เจ็บหน้าอก ร่วมกับเหงื่อแตก ตัวเย็น ใจสั่น

2.0

เจ็บหน้าอกร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน

1.9

เจ็บหน้าอกมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน

1.8

อาการปวดคล้ายกับถูกกดทับ

1.3

เนื่องจากบริเวณช่องอกมีอวัยวะหลายอย่างรวมอยู่ อาการปวดหรือเจ็บหน้าอกจึงสามารถเป็นอาการเริ่มต้นของความผิดปกติจากอวัยวะอื่นนอกจากหัวใจได้เช่นกัน โดยโรคอันตราย 5 อันดับแรกที่ต้องนึกถึงเสมอเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกในผู้ที่มีโรคประจำตัวคือ
 

  1. หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (aortic dissection) เกิดในผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงและผู้สูงอายุ ผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออต้าฉีกขาดทำให้ปวดบริเวณหน้าอกแบบทะลุหน้าทะลุหลังและปวดมาก ความดันโลหิตต่ำและซีด
  2. หลอดเลือดดำในปอดอุดตัน (massive pulmonary embolism) เกิดในผู้ที่ขยับตัวน้อยและนอนติดเตียงที่มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่ขา แล้วลิ่มเลือดปลิวไปอุดตันในหลอดเลือดดำที่ปอด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปฟอกที่ปอดได้และเลือดจากปอดไหลเวียนกลับสู่หัวใจลดลง ทำให้เจ็บแน่นที่หน้าอก หายใจหอบเหนื่อย ออกซิเจนในเลือดลดต่ำ หากเป็นมากจะทำให้ความดันโลหิตต่ำได้
  3. ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) เกิดในผู้ที่เป็นโรคปอด ถุงลมโป่งพอง มีรูรั่วที่เยื่อหุ้มปอด ทำให้ปอดไม่สามารถขยายตัวได้ตามปกติทำให้หายใจหอบเหนื่อย การมีลมรั่วจะทำให้เจ็บหน้าอกด้านที่เกิดพยาธิสภาพ โดยอาการเจ็บเป็นแบบแปล๊บ ๆ เมื่อหายใจเข้าลึก ๆ
  4. หลอดอาหารแตก (esophageal rupture) มักพบตามหลังการอาเจียนมาก ๆ อาการเจ็บหน้าอกจะทะลุไปด้านหลัง อาจมีไข้และภาวะติดเชื้อร่วมด้วยจากน้ำย่อยในหลอดอาหารและกระเพาะเข้าไปทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อในช่องอก
  5. กระเพาะอาหารทะลุ (perforated peptic ulcer) เกิดในผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร เช่น รับประทานยาแก้ปวดมานาน หรือดื่มแอลกอฮอล์แล้วเกิดแผลในกระเพาะอาหารจนทะลุ ทำให้ปวดบริเวณลิ้นปี่มากในช่วงแรก จากนั้นอาการปวดจะลดลง ตามมาด้วยหน้าท้องแข็งเกร็งและมีไข้สูง

เมื่อเกิดอาการเจ็บหน้าอกครั้งแรกในผู้ที่ไม่เคยมีประวัติโรคหัวใจมาก่อนแต่มีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้แก่ สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักตัวเกิน มีคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ที่มีความเสี่ยงดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกเสมอ แม้ว่าอาการเจ็บหน้าอกอาจจะเป็นไม่นานและหายได้เอง เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจอาจตีบชั่วคราว หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม หลอดเลือดนั้นอาจกลับมาตีบซ้ำในอนาคตได้ 

การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่มีหลายวิธี ดังนี้

  • ตรวจร่างกาย วัดชีพจร ความดันโลหิต วัดระดับออกซิเจนในเลือด คลำชีพจร ฟังเสียงหัวใจ ฟังเสียงปอด ตรวจหน้าท้อง
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อดูกระแสไฟฟ้าที่เครื่องบันทึกออกมาเป็นกราฟ สามารถบอกภาวะหัวใจขาดเลือดได้
  • ตรวจเอกซเรย์ปอด ดูขนาดห้องหัวใจว่ามีภาวะหัวใจโตหรือไม่ รวมทั้งดูปอดและอวัยวะข้างเคียง สามารถตรวจลมในช่องท้องที่เกิดจากกระเพาะอาหารทะลุได้ด้วย
  • ตรวจคลื่นสะท้อนหัวใจ (Echocardiography) ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ตรวจดูการบีบตัวของหัวใจและวัดขนาดความหนาของผนังหัวใจ สามารถวัดความดันในห้องหัวใจเมื่อสงสัยว่ามีหลอดเลือดดำในปอดอุดตัน
  • ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (exercise stress test) เป็นการกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และดูการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของหัวใจ
  • ตรวจเลือดเพื่อดูระดับค่า Troponin และสารบางชนิดที่จะสูงขึ้นหลังมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

วิธีการรักษาโรคหัวใจ

การรักษาโรคหัวใจนั้นมีอยู่หลายวิธี ซึ่งหลัก ๆ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การรักษาโดยการใช้ยาและการรักษาโดยการผ่าตัด

  • การรักษาโดยการใช้ยา ยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจนั้นมีอยู่หลายชนิด ซึ่งก็ให้ผลแตกต่างกันไป ยาบางชนิดจะช่วยลดการทำงานหนักของหัวใจ และบางชนิดก็ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการสูบฉีดโลหิตให้กับหัวใจ
  • การผ่าตัดโดยใช้หลอดเลือดแดง ได้รับการยอมรับว่ามีผลดีต่อผู้ป่วยในระยะยาว โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงจากหน้าอกที่นำมาต่อกับหลอดเลือดหัวใจด้านหน้า ให้ผลการผ่าตัดดีมาก
  • การผ่าตัดแบบแผลขนาดเล็กและไม่มีแผลที่ขา จะไม่มีแผลขนาดยาวเหมือนการผ่าตัดแบบเก่า ทำให้มีอาการปวดแผลน้อยลง เส้นประสาทเนื้อเยื่อถูกทำลายน้อยลง

โรคหัวใจนั้นเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นการหมั่นสังเกตอาการของโรค และการป้องกันโดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ได้กล่าวไปในข้างต้นจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

โรคหัวใจล้มเหลว โรคอันตราย เสียชีวิตเฉียบพลัน

โรคหัวใจล้มเหลว เป็นโรคที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากจะเกิดความผิดปกติที่หัวใจแล้ว ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายอีกด้วย โดยปกติแล้วโรคหัวใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นและมีผลกระทบเฉพาะหัวใจซีกขวาหรือเฉพาะซีกซ้ายก็ได้ แต่โดยส่วนมากแล้วโรคหัวใจล้มเหลวมักจะมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจทั้งสองด้าน โดยโรคหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้ อ้างอิงจาก: http://www.thaihealth.or.th/bl...

1. Systolic Heart Failure

เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจึงลดลง

2. Diastolic Heart Failure

เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจไม่มีความยืดหยุ่น จึงส่งผลให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจอย่างไม่มีประสิทธิภาพ การสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจจึงน้อยลง

สาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว

โรคหัวใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ที่สร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) ซึ่งเป็นภาวะของหลอดเลือดแดงนำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่กล้ามเนื้อหัวใจตีบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจลดลง
  • หัวใจวายเฉียบพลัน (heart attack) เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างเฉียบพลัน จึงหยุดการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งทำให้เกิดความเสียงหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
  • โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเกิดขึ้นจากปัญหาการติดเชื้อ การเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการใช้ยาเสพติด
  • ภาวะที่หัวใจทำงานมากเกินไป เช่น ความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ โรคของต่อมไทรอยด์ โรคไต และโรคเบาหวาน

อาการโดยรวมของโรคหัวใจล้มเหลว

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว อาจไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรง โดยอาการของโรคอาจจะคงที่หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงไปมาก็ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับหัวใจ รวมถึงร่างกายของตัวผู้ป่วยเอง โดยอาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว ได้แก่

  1. น้ำท่วมปอด เมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้จะส่งผลทำให้เลือดไหลกลับไปที่ปอด ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจถี่ หายใจลำบากเมื่อนอนราบ ไอ หรือหายใจมีเสียงดัง
  2. อาการบวมน้ำ เมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปที่ไต ก็จะทำให้เกิดการกักเก็บของเหลวในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการบวมตามส่วนล่างของร่างกาย เช่น ข้อเท้า
  3. อาการเวียนศีรษะ ความเมื่อยล้าและความอ่อนแอ เกิดจากปริมาณเลือดที่ไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ลดลง โดยเฉพาะที่สมอง ก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือเกิดความสับสนได้
  4. หัวใจเต้นเร็ว เมื่อเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ หัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงให้เพียงพอกับความต้องการ

การรักษาและการป้องกัน

การรับประทานยารักษาโรคหัวใจล้มเหลวอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการของโรคไม่ให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น โดยยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ ยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุ ยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดเลือด รวมถึงยาที่ช่วยเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรจำกัดปริมาณของโซเดียม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ รวมถึงมารับการตรวจที่โรงพยาบาลตามนัด

ถึงแม้ว่าโรคหัวใจล้มเหลวจะเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติของหัวใจ และยังเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลันจากหลากหลายปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้น แต่อย่างน้อยถ้าหากผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ หรือจำกัดปริมาณเกลือในแต่ละวัน รวมถึงไออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ จะสามารถช่วยเป็นเกราะป้องกัน ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้นั่นเอง

ทำไมบางประเภทของโรคหัวใจวายถึง ‘ไม่แสดงอาการ’ ?

“Silent Heart Attack” เป็นภาวะที่หัวใจถูกทำลาย

เพราะการเกิดภาวะหัวใจวายแบบไม่มีอาการนำที่สามารถสังเกตเห็น หรืออย่างน้อยไม่มีอาการที่รุนแรงและชัดเจนจนผู้ป่วยไม่ทราบว่าอาการที่เกิดนั้นเป็นอาการของโรค พวกเรามักคิดว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (โรคหัวใจวาย) เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวและร้ายแรงซึ่งส่วนมากเป็นเช่นนั้น

โรคหัวใจวายเป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุดของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) เมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจถูกปิดกั้นโดยลิ่มเลือดอย่างฉับพลันซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะเกิดขึ้นจากการอุดตันของ plaque จากการเป็นโรคหัวใจวาย การถูกปิดกั้นนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตายและเกิดเป็นแผลเป็นที่เนื้อเยื่อ

คนส่วนใหญ่ที่กำลังเป็นโรคหัวใจวายรู้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะเกิดอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง หรือรูปแบบอื่น ๆ ของอาการเจ็บเค้นหน้าอกอย่างรุนแรง และขณะที่อาการปวดอาจ “ผิดปกติ” (ยกตัวอย่างเช่น อาการปวดอาจส่งผลต่อคอ ไหล่ หรือหลัง แทนที่จะเป็นที่ตัวหน้าอกเอง) โดยทั่วไปแล้วมันเป็นเรื่องยากที่จะปล่อยให้ผ่านไป อาการอื่น ๆ มักเกิดขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงอาการตกใจจนเหงื่อแตก ภาวะหายใจตื้น หรือมีความรู้สึกกลัวว่าสิ่งที่เลวร้ายมาก ๆ จะเกิดขึ้นแต่ไม่ทราบว่าคืออะไร โดยทั่วไปแล้วโรคหัวใจวายมักจะมีอะไรให้ “สังเกตเห็น” มากกว่าการตีแสกหน้าด้วยไม้หน้าสาม

ดังนั้น มันอาจเป็นเรื่องที่ฟังดูน่าตกใจอย่างมากสำหรับคนกลุ่มน้อยที่เป็นโรคหัวใจและรับรู้ว่าโรคนี้นั้นเป็น “ภัยเงียบ” เพราะว่าโรคหัวใจวายเกิดขึ้นเมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจถูกอุดกั้นโดยลิ่มเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตายโดยที่ผู้ป่วยไม่ได้ตระหนักว่าอะไรที่สำคัญกำลังเกิดขึ้น

มีหลายเหตุผลที่ทำไมบางคนอาจเป็นโรคหัวใจวายโดยที่ไม่มีอาการเด่นชัด รวมถึงอาการดังต่อไปนี้

  • บางคนมีระดับการรับรู้ความเจ็บปวดได้สูง หรือมีความทนทานสูงต่ออาการปวด จึงยากที่จะสังเกตอาการในขณะที่เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราที่จะทนต่อไปได้
  • ภาวะเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทนำความรู้สึกปวดของอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina) หรือโรคหัวใจวายนั้นถูกบดบังไป
  • ในบางคนภาวะหัวใจขาดเลือด (เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด) ไม่ได้ทำให้เกิดอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก หรืออาการของการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดแบบ “ทั่วไป” เพราะพวกเขาอาจประสบกับภาวะหายใจตื้น หรืออาการอ่อนแอชั่วครู่ หรืออาการอื่น ๆ ที่ไม่เฉพาะซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่นึกถึงว่าเป็นโรคหัวใจ อาการผิดปกติโดยเฉพาะอาการภาวะหัวใจขาดเลือดที่เกิดขึ้นในผู้หญิง
  • บางคนโดยเฉพาะเมื่ออาการไม่รุนแรงมักไม่สนใจทั้งสัญญาณและอาการของโรคหัวใจวาย และคิดไปว่าอาการต่าง ๆ เกิดจากโรคหวัดหรือ “สิ่งที่พวกเขาได้รับประทานเข้าไป”

คุณสามารถเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการได้หรือไม่ ?

คุณสามารถเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายชนิดใดก็ได้ ในขณะที่ข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลซึ่งสามารถทราบอย่างชัดเจนเมื่อเกิดการเสียชีวิต โรคหัวใจประเภทนั้นจึงไม่สามารถนับได้ว่าเป็น “ภัยเงียบ” หลาย ๆ คนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะพบกับสัญญาณหรืออาการของภาวะของการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันที่พวกเขาประสบ

ความจริงแล้วหลาย ๆ คนที่เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยที่ไม่มีประวัติเกี่ยวกับการเป็นโรคหัวใจ แต่สุดท้ายพวกเขาเป็นโรคหลอดหัวใจตีบที่รุนแรงและมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาประสบกับหลาย ๆ ระยะของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยที่ไม่มีอาการ และมีความเป็นไปได้ที่เคยประสบกับอาการของภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการได้เช่นกัน ก่อนที่จะเกิดภาวะหยุดเต้นของหัวใจเฉียบพลันอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตได้

ภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการถูกวินิจฉัยได้อย่างไร ?

เพราะภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ ไม่มีอาการแสดงใด ๆ ที่จะให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ การวินิจฉัยจึงจะทำหลังจากที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว แพทย์สามารถตรวจพบความเสียหายของหัวใจที่เกิดขึ้นจากภาวะหัวใจวายโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวินิจฉัยนี้สามารถยืนยันโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจดูกล้ามเนื้อหัวใจที่อ่อนแอ

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ

เมื่อคุณรู้ตัวว่าเป็นภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ สิ่งสำคัญ 2 ประการที่คุณควรรู้คือ 1. คุณเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจชนิดที่จะต้องตระหนักไว้อย่างสูง และ 2. อาการของคุณไม่สามารถวัดได้จากความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือความบ่อยในการรักษาโรคนี้ เพราะว่าการที่ไม่มีอาการแสดง (เช่น การเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด) ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือว่าการรักษานั้นประสบผลสำเร็จหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของคุณนั้นคงที่

ถ้าคุณมีภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ การรักษาของคุณควรเป็นเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่มีชีวิตรอดจากภาวะหัวใจวายทั่วไป นั่นหมายความว่า การรักษาควรมุ่งถึงการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายที่จะตามมาภายหลัง ป้องกันการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคต ป้องกันระยะเริ่มต้นของภาวะหัวใจล้มเหลว และป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นอกจากนี้ เนื่องจากการปรากฏหรือหายไปของอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดไม่สามารถเชื่อว่าเกิดจากได้รับการรักษาอย่างดีพอและเหมาะสม ถ้าคุณมีภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ แพทย์ประจำตัวของคุณควรแนะนำให้คุณตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายโดยด่วน การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายมีจุดประสงค์สำคัญสองประการสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ

ประการแรก การตรวจชนิดนี้อาจช่วยให้แพทย์ประจำตัวของคุณวัด "จุดตัด" ของการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสำหรับกรณีของคุณ และแพทย์ประจำตัวของคุณสามารถให้คำแนะนำที่เฉพาะเกี่ยวกับกิจกรรมที่ปลอดภัยที่คุณสามารถทำได้ เนื่องจากคุณไม่สามารถใช้ ระยะเริ่มต้นของการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไป คำแนะนำเหล่านี้จึงอาจเป็นเรื่องสำคัญ

และประการที่สอง เมื่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นระหว่างการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย แม้ในผู้ที่เคยเกิดภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดไม่มีอาการ มักจะรู้สึกถึง “อะไรบางอย่าง” แม้มันอาจจะไม่ใช่การเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดชนิดทั่วไป ดังนั้น การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังสายสามารถให้ผลลัพธ์ที่สำคัญกับผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดไม่มีอาการ และสามารถสอนพวกเขาว่า “นี่คือสิ่งที่พวกเขาจะสัมผัสได้เมื่อเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดไม่มีอาการ” และในอนาคตเมื่อคุณรู้สึกถึง “อาการเหล่านี้” ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดไหล่ที่ไม่รุนแรง ภาวะหายใจตื้น อาการอ่อนเพลียแบบเฉียบพลัน หรืออาการอื่น ๆ นี่หมายความว่าอาการที่คุณเป็นนั้น “เทียบเท่ากับการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด” คุณควรหยุดทุกอย่างที่คุณทำและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวของคุณในการรักษาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (ยกตัวอย่างเช่น การรับประทานยาเม็ด nitroglycerin)

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และแม้แต่ Significant CAD มักไม่แสดงอาการทั่วไปทุกครั้งเหมือนที่อธิบายไว้ในตำราทางการแพทย์ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและแม้แต่โรคหัวใจวายเป็นโรคทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในผู้ที่ไม่เคยมีอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

นี่หมายความว่าถ้าคุณมีหลาย ๆ ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น สูบบุหรี่ มีการใช้ชีวิตด้วยพฤติกรรมเนือยนิ่ง มีน้ำหนักเกิน มีคอเลสเตอรอลสูงหรือความดันโลหิตสูง การที่ไม่มีอาการแสดงของโรคไม่ควรถือเป็นหลักฐานว่าหลอดเลือดหัวใจของคุณนั้นปกติ คุณควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อลดความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคหัวใจ ก่อนที่คุณจะต้องทรมานกับหัวใจที่เสียหายอย่างที่ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้หรือแย่กว่าเดิม

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกรายมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หลอดเลือดสมองตีบตัน หลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน และโรคหัวใจวาย และมีสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่จากโรคหัวใจและหลอดเลือด สามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ปัจจัยเสี่ยงทั่วไป ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ สูงอายุ โรคอ้วน เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้พบเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป

2. ปัจจัยเสี่ยงสัมพันธ์กับโรคไตเรื้อรัง เชื่อว่าเกิดจากของเสียคั่งในร่างกาย (ruemic toxin) และผลแทรกซ้อนต่าง ๆ จากโรคไตเรื้อรัง โดยปัจจัยกลุ่มนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น เมื่อการทำงานของไตลดลง หรือโรคดำเนินเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ปัจจัยในกลุ่มนี้ได้แก่  

2.1 ภาวะโลหิตจาง เมื่อไตทำงานลดลงจะสร้างฮอร์โมนอีริโธรปัวอิติน (erythropoietin) ที่ใช้ในขบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงตาม พบว่า ภาวะโลหิตจางเป็นสาเหตุหลักของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจโต และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อระดับฮีโมโกลบิน (hemoglobin) น้อยกว่า 9 กรัม/ดล.

2.2 ภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ พบว่าระดับไข่ขาวในปัสสาวะชนิด microalbumin เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่เกิดจากเบาหวานและไม่ได้เกิดจากเบาหวาน

2.3 ภาวะความผิดปกติของเกลือแร่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และภาวะต่อมพาราไธรอยด์ทำงานมาก (hyperparathyroidism) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจโต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

พยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจตีบตันในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความแตกต่างจากหลอดเลือดหัวใจตีบตันในผู้ป่วยทั่วไป คือ พบการเกิดพยาธิสภาพหลักในชั้นกลางของหลอดเลือดหัวใจ และมีการสะสมของแคลเซียมที่เรียกว่าภาวะ coronary artery calcification โดยภาวะนี้จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic) เพิ่มขึ้น ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic) ลดลง ปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจลดลง และสุดท้ายเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด จากหลายการศึกษาพบปัจจัยเสี่ยงของการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คือผู้ป่วยสูงอายุ โรคเบาหวาน ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดสูง การเพิ่มขึ้นของไข่ขาวในปัสสาวะ และการทำงานของไตลดลง

2.4 ภาวะอักเสบในร่างกายของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ขบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเกิดในกลุ่มอาการที่เรียกว่า malnutrition-inflammation-atherosclerosis (MIA syndrome) เมื่อตรวจเลือดมักพบระดับ ซี-รีแอททีฟโปรตีน (C-re-active protein, CRP) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เกิดพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจ และเพิ่มอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นตามมา  




ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจกับการร่วมเพศ มีอันตรายไหม

ระหว่างการร่วมเพศ หัวใจคนเราจะเต้นเร็วขึ้นมาก อาจสูงถึง 170 ครั้งต่อนาทีเมื่อเทียบกับ 70-80 ครั้งต่อนาทีในเวลาปกติ สำหรับผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในระหว่างพักฟื้นจากโรคหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจระดับนี้อาจเป็นอันตราย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวัง ควรจะมียาไนโตรกลีเซอรีนอยู่ใกล้มือไว้ใช้เสมอ หากเกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาขณะร่วมเพศ แต่แรงกดดันที่เกิดจากการไม่ได้ร่วมเพศบางครั้งจะรุนแรงเสียยิ่งกว่าความเครียดจากการร่วมเพศเสียอีก

 การร่วมเพศอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ ในกรณีเช่นนี้จะต้องมีการดัดแปลงท่าการร่วมเพศให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้หัวใจต้องทำงานหนักเกินไป โดยให้ฝ่ายที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจซึ่งอาจเป็นชายหรือหญิงก็ได้ เป็นผู้กระทำในการร่วมเพศ

7 สิ่งที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะหัวใจเต้นแรง

บางครั้งอาการที่เกิดขึ้นกับหัวใจบางช่วงเวลา ไม่ว่าจะเจ็บจี๊ด ๆ หายใจติดขัด เหนื่อย อาจคิดไปไกลว่ากำลังเป็นโรคหัวใจ จนบางทีเครียดและเป็นกังวล เพราะอาการบ่งชี้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นโรคหัวใจแน่ ๆ แต่การเจ็บที่บริเวณหัวใจหรือการเต้นของหัวใจแรงและเร็ว ก็ไม่ได้เป็นอาการของโรคหัวใจเสมอไป

1. ภาวะตื่นเต้นตกใจ

หากมีอาการตื่นเต้นหรือตกใจมาก จนเกิดอาการใจเต้นแรงแทบทะลุออกมานอกอก เนื้อตัวสั่น เหงื่อซึมหรือรู้สึกหวิวเหมือนเป็นลม ความจริงอาการเช่นนี้อาจไม่ใช่อาการของโรคหัวใจ เป็นเพียงแค่ความตื่นเต้นตกใจเมื่อเจอบางอย่างกระตุ้นหรือเร้าเท่านั้น หรืออาจกำลังเผชิญกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอันเกิดจากปฏิกิริยาคลื่นไฟฟ้าแตกตัว จนส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วแรงและตามมาด้วยอาการข้างเคียงดังกล่าว

แต่หากมีอาการเช่นนี้บ่อยเกินไปก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด หรือบางคนที่ตกใจเกินเหตุก็อาจปรึกษากับจิตแพทย์และขอรับยาลดความวิตกกังวลมารับประทานร่วมด้วย

2. คาเฟอีนทำให้หัวใจเต้นแรง

หากดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนมาก ๆ อาจทำให้มีผลต่อระบบประสาทออโตโนมิกเกิดทำงานผิดปกติได้ และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้หัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ แต่หากมีอาการเจ็บหน้าอกและหน้ามืด เวียนศีรษะร่วมด้วย นั่นอาจเป็นเพียงเพราะผลข้างเคียงจากคาเฟอีน ซึ่งไม่ใช่โรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามควรพบแพทย์เพื่อตรวจอาการอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจเกี่ยวกับโรคหัวใจ

[caption id="" align="aligncenter" width="600"] ปริมาณคาเฟอีน[/caption]

3. ยาลดน้ำมูกทำให้หัวใจเต้นแรง

ยาลดน้ำมูกจำพวกยาซูโดอีเฟดรีน (pseudoephedrine) อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติไป หากรู้สึกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับหัวใจในทุกครั้งที่รับประทานยา ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาใหม่ 

4. เกิดภาวะขาดน้ำ

เมื่อร่างกายขาดน้ำเพราะเสียน้ำมาก ดื่มน้ำน้อย ร่างกายจะส่งสัญญาณประท้วงด้วยการทำงานแบบผิดปกติของกล้ามเนื้อ อาจเป็นตะคริว ปากแห้งหรือแตก หน้าซีด ปวดศีรษะ จนอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติได้ ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2.2 ลิตร เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับร่างกายและจะทำให้การทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นปกติ

5. ได้รับผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

ยาบางชนิดโดยเฉพาะยาที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืดและโรคไทรอยด์ จะส่งผลข้างเคียงในการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ด้วย ฉะนั้นก่อนรับประทานยาควรตรวจสอบอาการข้างเคียงของตัวยาด้วยทุกครั้ง และควรหมั่นสังเกตอาการของตัวเองหลังรับประทานยาเข้าไป โดยเฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์จ่ายยาตัวใหม่ให้หรือซื้อยามารักษาอาการป่วยเอง หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายก็ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทันที

6. มีภาวะโลหิตจาง

คนที่เป็นโรคโลหิตจางมักเกิดจากร่างกายขาดธาตุเหล็กและไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นการขนถ่ายออกซิเจนสู่เนื้อเยื่อจึงค่อนข้างลำบากและส่งผลกระทบไปถึงการทำงานของหัวใจ อาจต้องเจอกับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เหนื่อยง่าย และผมร่วง ผู้ป่วยบางคนอัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอแต่มีจังหวะหนักแน่นจนรู้สึกได้ว่าผิดปกติก็มี

7. มีโลหะหนักสะสมในร่างกาย

แคดเมียม ปรอท และโลหะหนักอื่น ๆ เมื่อเข้าไปสะสมในร่างกายนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการอักเสบของหลอดเลือด และแข็งตัวจนเกิดอาการผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ หรือไปรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจได้โดยตรง แถมยังปั่นป่วนคลื่นไฟฟ้าหัวใจจนทำงานผิดปกติ ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเกิดความผิดปกติไปด้วย สำหรับคนที่มีความเสี่ยงส่วนใหญ่จะเป็นผู้ทำงานในระบบอุตสาหกรรม


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่