Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
อาหารการกิน

อาหารที่แมวไม่ควรกิน มีอะไรบ้าง?

รวม 14 อาหารที่เจ้าเหมียวห้ามกิน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,300,641 คน

อาหารที่แมวไม่ควรกิน มีอะไรบ้าง?

แมวถือเป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิตของใครหลายๆ คน ด้วยนิสัยขี้อ้อน ติดเจ้าของ และเป็นเพื่อนเล่นยามเหงาได้ดี แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลี้ยงแมวอย่างจริงจัง หรือใครที่เป็นมือใหม่หัดเลี้ยงแมว คุณควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง และอาหารที่สามารถช่วยให้มีขนสวยเสียก่อน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงให้แมวกิน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง มีดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad
  1. อาหารทอด: ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด หมูทอด ลูกชิ้นทอด ต่างก็มีสารปรุงรสซึ่งมีโซเดียมสูง ดังนั้นในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคไตได้ นอกจากนี้ อาหารทอดยังมีไขมันสูง จึงอาจทำให้เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบได้
  2. มะเขือเทศสีเขียว (green tomato) และมันฝรั่งดิบ (raw potato): ในผักทั้งสองชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่า “ไกลโคอัลคาลอยด์ โซลานีน" (Glycoalkaloid Solanine) ซึ่งอาจทำให้ท้องเสีย อาเจียนได้ (แต่หากเป็นมะเขือเทศที่สุกแล้ว หรือกินในปริมาณที่ไม่มากนักก็ไม่อันตราย)
  3. ลูกอมและหมากฝรั่ง: ที่มีสารไซลิทอล (Xylitol) เป็นส่วนประกอบ ใช้เป็นสารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาล หากแมวกินเข้าไป สารนี้จะมีผลกระตุ้นให้เกิดการหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไป ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ตลอดจนเกิดอาการอาเจียน อ่อนแรง ชัก รวมถึงอาจพบภาวะตับวายได้ภายใน 2-3 วัน
  4. ขนมปังที่มียีสต์ (Yeast Dough): หากกินเข้าไปจะทำให้เกิดการสะสมของแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรงได้
  5. อะโวคาโด: อะโวคาโดอาจมีประโยชน์ต่อร่างกายของคน แต่หากแมวกินอะโวคาโดเข้าไป อาจทำให้ท้องเสีย อาเจียนได้
  6. ช็อกโกแลต กาแฟ และโซดา: นอกจากคาเฟอีนในช็อกโกแลตและกาแฟจะมีผลเสียต่อแมวแล้ว สารเมทิลแซนทีน (Methylxanthine) ซึ่งพบได้ในเมล็ดโกโก้ เมล็ดกาแฟ และถั่วบางชนิดที่นำมาสกัดเป็นโซดา ก็มีผลทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้หอบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ตัวสั่น ชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
  7. ตับ: เนื่องจากตับมีวิตามินเอสูงมาก ดังนั้นหากกินมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะพิษจากวิตามินเอ (Vitamin A Toxicity) ทำให้เกิดกระดูกผิดรูป มีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกในลูกแมว และอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้
  8. พืชผักบางชนิด เช่น หอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม และกุยช่าย: ถ้ากินเข้าไปไม่มาก อาจมีผลให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนและท้องเสียได้ แต่ผักกลุ่มนี้มีสารไทโอซัลเฟต (Thiosulphate) หากกินมากเกินไปอาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและเกิดโลหิตจางตามมาได้
  9. องุ่นและลูกเกด: มีผลให้เกิดไตวายเฉียบพลัน โดยอาการที่พบคือ ไม่มีฉี่ นอกจากนี้อาจพบอาการท้องเสีย อาเจียนร่วมด้วย โดยจะเกิดอาการภายใน 24 ชั่วโมง และมักพบในแมวกลุ่มที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว เช่น แมวแก่ หรือมีปัญหาโรคเรื้อรัง
  10. ไข่ดิบ: ไข่ดิบมีผลลดการดูดซึมวิตามินเข้าสู่ร่างกายของแมว จึงอาจมีผลให้ขนไม่สวยเงางามเท่าที่ควร แต่ที่สำคัญคือการกินไข่ดิบอาจทำให้แมวท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (Escherichia coli: E. coli) ได้
  11. กระดูกหรือก้างปลา: ก้างปลาไม่ใช่ของโปรดสำหรับแมวอย่างที่หลายคนเข้าใจ และอาจก่ออันตรายรุนแรงได้ เช่น ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณหลอดอาหาร (จากการถูกบาด หรือก้างปลาทิ่มตำ) หากโชคร้ายกว่านั้น ก้างปลาหรือกระดูกติดคอ ทำให้หายใจไม่สะดวกได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นไอเป็นเลือดได้
  12. นม: ลูกแมวจะมีเอนไซม์สำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose) ในนมวัว แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นเอนไซม์จะลดลงทำให้ย่อยแลคโตสได้น้อยลง และเกิดปัญหากับทางเดินอาหารได้ เช่น ท้องอืด ท้องเสีย ปวดท้อง เป็นต้น ดังนั้นหากจะให้แมวโตกินนม ก็ควรจะเป็นนมที่ไม่มีแลคโตส นอกจากนี้สำหรับแมวโตแล้วการได้กินน้ำสะอาดจะมีความสำคัญมากกว่าการกินนม
  13. แอลกอฮอล์ (Alcohol): เนื่องจากแมวตัวเล็กกว่าคนมาก ดังนั้นการได้รับแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นอันตรายได้ โดยจะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และระบบประสาท เนื่องจากมีผลกดระบบประสาทส่วนกลาง รวมทั้งทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาหารช่วยบำรุงขนแมว

สารที่ช่วยในการบำรุงขนหลักๆ คือ กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) และโอเมก้า-6 (Omega-6) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะต้องอยู่ในระดับที่สมดุลกัน เพราะหากไม่สมดุลจะสามารถก่อปัญหาได้ 

นอกจากนี้ ยังมีวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินอี ที่ช่วยในการบำรุงขนได้

ดังนั้น อาหารที่จะช่วยบำรุงขน ก็จะต้องเป็นอาหารที่มีสารเหล่านี้อยู่ในปริมาณมาก

ตัวอย่างอาหารที่มีสารช่วยบำรุงขน

  • โอเมก้า-3 สามารถพบได้ใน น้ำมันคาโนลา (Canola Oil) ปลาทะเล และอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู เป็นต้น
  • โอเมก้า-6 สามารถพบได้ในน้ำมันพืชชนิดต่างๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว เป็นต้น
  • วิตามินเอ พบได้ในน้ำมันตับปลา ไข่แดง เครื่องในสัตว์ และแครอท เป็นต้น
  • วิตามินดี พบได้ในไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาทู
  • วิตามินอี พบได้ในน้ำมันคาโนล่า จมูกข้าว กุ้ง ฟักทอง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าอาหารหลายชนิดมีส่วนช่วยให้ขนสวย แต่หลักการสำคัญคือต้องให้ทุกอย่างอยู่ในระดับที่สมดุล เพราะหากมากหรือน้อยเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ตับ ถือเป็นอาหารที่ให้วิตามินเอสูงมาก แต่หากให้กินมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาภาวะเป็นพิษจากวิตามินเอ 

ดังนั้น ควรบริโภคให้หลากหลาย และเน้นว่าเป็นเพียงแค่การเสริมเท่านั้นไม่ใช่ให้เป็นอาหารหลักอย่างเดียว (เช่น ถ้ากินแต่ปลาทูทุกวัน อาจจะได้อร่อย ขนสวย แต่ระยะยาวโอกาสจะได้โรคไตแถมมาด้วยก็สูงเช่นกัน)

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกในการบำรุงขน คือการใช้วิตามินสำหรับบำรุงขนโดยเฉพาะ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ยาหยดหลัง (spot on) วิตามินแบบน้ำ (ผสมอาหาร) หรือแบบเม็ด (มีทั้งแบบที่แต่งกลิ่นแต่งรส มีความน่ากินสูง แต่ราคาจะสูงกว่าแบบเม็ดธรรมดา ซึ่งคล้ายกับการป้อนยาทั่วไป) ทั้งนี้อาจปรึกษากับสัตวแพทย์เพื่อการเลือกใช้ที่เหมาะสม

สุดท้าย อย่าลืมหมั่นแปรงขน (โดยเฉพาะแมวขนยาว การแปรงขนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขนพันกัน) และเลือกใช้แชมพูที่เหมาะสม (แชมพูสำหรับแมวโดยเฉพาะ) ก็จะสามารถช่วยให้ขนแมวสวยได้เช่นกัน

ที่มาของข้อมูล

Rebecca Schmidt, Foods That Can Make Your Cat Sick (https://www.northernilcatclinic.com/foods-that-can-make-your-cat-sick), 17 July 2012

Jason Nicholas, 14 Human Foods You Shouldn’t Give to Your Cat (https://www.preventivevet.com/cats/human-foods-you-should-not-give-to-your-cat), 20 November 2017

D. West Hamryka, Cats and Diary: Get the Facts (https://pets.webmd.com/cats/guide/cats-and-diary-get-the-facts), 1 May 2010


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป