Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
อาหารการกิน

5 สิ่งผิดพลาดที่เราทำเวลาให้โภชนาการอาหารดิบแก่สัตว์เลี้ยง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,641,031 คน

เจ้าของสัตว์เลี้ยงเสาะหาอะไรที่ทำให้ตนเองมีสุขภาพดี พวกเขาต่างตระหนักดีว่าอาหารที่มีคุณภาพดีจะต้องนำมาใช้กับทุกคนในครอบครัว รวมไปถึงเจ้าสี่ขาในบ้านด้วย

ในความเป็นจริง เจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนมากเปลี่ยนไปเป็นโภชนาการอาหารดิบเพราะปัญหาสุขภาพของสุนัข นี่คือเหตุผลว่าทำไมเจ้าของชิวาว่าพันธุ์ผสมคนหนึ่งให้สุนัขของตนกินอาหารดิบผสมกับฟักทองหรือมันหวานกระป๋อง ถึงแม้ว่าโภชนาการจะมีความแตกต่างออกไป แต่ก็มีผลลัพธ์ที่ดีต่อสุนัข

สุนัขแก่ที่มีน้ำหนักเกินก็ได้โภชนาการอาหารดิบช่วยให้มันผอมลง มีกล้ามเนื้อมากขึ้น และมีเรี่ยวแรงมากขึ้น

ส่วนสุนัขอีกตัวก็เปลี่ยนมากินอาหารดิบเพื่อช่วยเรื่องขน เพราะความที่ขนที่หลังร่วงจนแหว่ง และก็ผอมแห้ง แต่เมื่อมันเริ่มกินอาหารดิบ ขนที่หายไปก็งอกกลับคืนมาและยังมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกนิดด้วย

สุนัขแก่พันธุ์ผสมอีกตัวน้ำหนักประมาณ 5 ปอนด์ เราให้อาหารมันครึ่งหนึ่งของที่ให้ตัวอื่น แต่มันก็ยังได้กล้ามเนื้อกลับมาและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปเป็นโภชนาการอาหารดิบไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป นี่คือ 5 สิ่งเบื้องต้นที่เจ้าของมักจะทำผิดพลาดเมื่อเปลี่ยนไปเป็นโภชนาการอาหารดิบ

ข้อผิดพลาดเรื่องที่ 1 : ไม่เข้าใจถึงหลักของสารอาหารเบื้องต้น

พูดง่าย ๆ ก็คือ โภชนาการอาหารดิบประกอบไปด้วยอาหารที่ยังไม่ได้ปรุง ในความเป็นจริง มันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น

เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนคิดว่าการให้แฮมเบอร์เกอร์ดิบ ๆ ลงไปชามอาหาร นั่นคือ โภชนาการอาหารดิบ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารแบบนี้ไม่ให้สารอาหารที่ครบถ้วนกับสัตว์เลี้ยง แต่ยังจะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องสุขภาพในเวลาต่อมา

หลัก ๆ แล้ว โภชนาการอาหารดิบจะต้องประกอบไปด้วยเนื้อที่ยังไม่ได้ปรุงบวกกับสารเสริมปรุงแต่ง

สารปรุงแต่งมีตั้งแต่กระดูกไปจนถึงชิ้นส่วนของอวัยวะ ไปจนถึงผักและอาหารเสริม นอกเหนือไปจากนั้น โภชนาการอาหารดิบอาจรวมไปถึงธัญพืชหรือผักที่ปรุงสุกแล้ว หลายต่อหลายคนรวมอาหารแช่แข็ง (ต้องมีผัก วิตามิน และแร่ธาตุยืนพื้น) ผสมกับเนื้อดิบเข้าด้วยกัน

ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับโภชนาการอาหารดิบคือ ไม่มีมาตรฐานเกี่ยวกับวิตามินหรือแร่ธาตุกำหนดไว้

แนวทางทั้งหลายต่างก็ตั้งอยู่บนโภชนาการอาหารแห้ง ความเป็นไปได้ที่มีก็คือการใส่อาหารเสริมลงไปในโภชนาการอาหารดิบเพื่อให้ได้มาตรฐานเ ทียบเท่ากับอาหารเม็ดของสุนัข แต่มันก็อาจจะนำมาซึ่งสารอาหารที่มากเกินไปและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตราย เพราะมันจะสะสมในร่างกายของสุนัข

แล้วมันมีความหมายอย่างไรกับเจ้าของสัตว์เลี้ยง นั่นหมายความว่าเจ้าของที่มีความสนใจกับโภชนาการอาหารดิบควรจะคุยผู้เชี่ยวชาญมากกว่าที่จะแค่ให้สุนัขกินเนื้อดิบ ๆ

นักโภชนาการและเจ้าของให้ความหมายแตกต่างกันไม่มากในการให้ความหมายของคำว่า ดิบ ยกตัวอย่างเช่น สุนัขบางตัวน้ำหนักตัวลดลงมากจากการได้รับโภชนาการอาหารดิบและอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากนักโภชนาการเพื่อหาว่าจะต้องเพิ่มอะไรลงไปในส่วนผสม (เช่น ธัญพืชที่ต้มสุกแล้วหรือไขมันเพิ่มเติมลงไปอีก) เพื่อแก้ปัญหานี้

ส่วนดิบมีมากกว่าส่วนเนื้อ

ข้อผิดพลาดเรื่องที่ 2 : คิดว่าโภชนาการอาหารดิบนั้นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเนื้อดิบ

ในขณะที่โภชนาการอาหารดิบเต็มไปด้วยปริมาณเนื้อดิบที่เยอะมาก จึงต้องมีส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อเป็นส่วนเติมเต็ม ตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อของเนื้อสัตว์ อวัยวะสัตว์ กระดูก ไข่ ผัก และสัตว์ทะเล (หอยแมลงภู่หรือหอยนางรมทำให้สุก) ในโภชนาการอาหารดิบ

การได้มาซึ่งความหลากหลายก็เพื่อให้ได้ความสมดุลที่สมส่วนของไขมันโอเมกาในอัตราส่วน 3:6 จะต้องมีความหลากหลายในส่วนของวิตามินและแร่ธาตุอีกด้วย

แม้กระทั่งโภชนาการอาหารดิบที่ถูกผลิตเพื่อการค้าก็ยังมีส่วนผสม “พิเศษ” ที่มีชื่อที่สุดก็เห็นจะเป็น BARF (Biologically Active Raw Food) ซึ่งอาหารประเภท BARF นี้มีส่วนผสมของเนื้ออยู่ 50% และอีก 50% เป็นส่วนผสมที่มีความหลากหลายอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาชดเชยอีก 50% ของส่วนผสมที่เหลือ

ส่วนผสมที่เพิ่มเติมขึ้นมาจะรวมไข่ดิบ ชีส สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ตับ ผักทั้งแบบบดและดิบ น้ำมันตับปลา และเกลือ และแน่นอนว่าชีสจะต้องผ่านการแปรรูปแล้ว

ความหลากหลายของโภชนาการอาหารดิบอาจจะรวมถึงผักที่ปรุงสุกแล้ว

การย่อยผักของสุนัขนั้นยากกว่าการย่อยของมนุษย์ ดังนั้น ผักควรจะมีการบด คั้นน้ำ หรือทำให้สุกเพื่อช่วยในการย่อย

ความสำคัญของผลไม้

ข้อผิดพลาดเรื่องที่ 3 : ลืมนึกไปถึงผลไม้

ผลไม้จะเป็นส่วนเพิ่มเติมที่ยอดเยี่ยมให้กับโภชนาการอาหารดิบ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มผลเบอร์รี่ลงไปในโภชนาการอาหารดิบเพราะมันมีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ ของขบเคี้ยวอาจจะเป็นแอปเปิ้ลหรือแตงโมหั่นเป็นชิ้น ผลไม้ให้ใยอาหาร วิตามิน รสชาติ และความหลากหลาย

ผลไม้สามารถถูกรวมเข้าไปในโภชนาการอาหารดิบทั้งลูก (หลังจากเอาเมล็ดออกแล้ว) หั่น บด ต้ม หรือด้วยวิธีการปรุงอื่น ๆ

เหมือนกับผัก พยายามให้ผลไม้อยู่ใน 30% ของอาหารทั้งหมด เนื่องจากสารอาหารหลักของสุนัขจะมาจากเนื้อสัตว์ ห้ามให้องุ่นหรือลูกเกดโดยเด็ดขาดเนื่องจากมันทำลายไต และหลีกเลี่ยงผลไม้กระป๋องกับน้ำเชื่อมทั้งหลาย

คุณต้องการอาหารเสริมหรือไม่ ?

ข้อผิดพลาดเรื่องที่ 4 : เพิกเฉยต่อความเป็นไปได้ที่ร่างกายนั้นต้องการอาหารเสริม

ไม่ใช่สุนัขทุกตัวที่กินอาหารดิบจะต้องการอาหารเสริมไปหมดเสียทุกตัว แต่บางตัวก็อาจต้องการ

แคลเซียมเป็นสารอาหารที่น่าจะสำคัญที่สุด ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่ามันมีอยู่เพียงพอในโภชนาการอาหารดิบ

โชคดีที่ว่า การเพิ่มแคลเซียมลงไปในอาหารนั้นเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

สำหรับผู้ที่ซื้ออาหารดิบที่มีขายในท้องตลาด แคลเซียมที่มีอยู่ในอาหารนั้นถือว่าเพียงพอแล้ว สำหรับผู้ที่ต้องปรุงอาหารดิบที่บ้าน เปลือกไข่บดหรือเปลือกหอยนางรมบดสามารถนำมาซึ่งตัวเพิ่มแคลเซียมที่ร่างกายต้องการมากกว่าที่มีในกระดูกเสียอีก

สุนัขที่กินอาหารดิบยังสามารถได้ผลประโยชน์จากแหล่งของกรดไขมันโอเมกา-3 จากน้ำมันปลา หรือน้ำมันเมล็ดลินิน น้ำมันทั้งสองนี้ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ในเรื่องเป็นยาลดการอักเสบ

อาหารเสริมอย่างอื่นก็ขึ้นอยู่กับความชอบของเจ้าของและความต้องการเฉพาะตัวของสุนัขตัวนั้น การเพิ่มสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลและสาหร่ายทะเลเป็นการดี เนื่องจากมันเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสัตว์เลี้ยงและปัญหาของมัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสารอาหาร วิตามิน หรือแร่ธาตุก็อาจจะเป็นสิ่งจำเป็น ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

เรื่องของความปลอดภัย

ข้อผิดพลาดเรื่องที่ 5 : ปล่อยให้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยทำให้คุณกลัว

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้มีการเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของการให้และการจัดการอาหารดิบ เนื่องจากมันสามารถมีแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับอาหาร เช่น Salmonella, Listeria และ E. coli

ความกังวลนั้นไม่ใช่แค่การที่กลัวสัตว์จะเกิดอาการเจ็บป่วยจากอาหาร แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ มนุษย์จะสามารถได้รับความเจ็บป่วยได้จากการจัดการอาหารดิบเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม อันตรายดังกล่าวอาจจะฟังดูเกินกว่าเหตุ

ด้วยการฝึกฝนการจัดการที่ดี โภชนาการอาหารดิบสำหรับสุนัขก็ไม่ได้มีอันตรายไปมากกว่าการจัดการแฮมเบอร์เกอร์ดิบก่อนที่จะนำมันไปขึ้นบนเตาย่างเลย การมีสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อย ๆ และใช้อาหารในเวลาที่เหมาะสมกับช่วงระยะเวลาจะสามารถป้องกันความเจ็บป่วยที่อาจเกิดได้ในมนุษย์และสุนัข

ยังคงกังวลใจอยู่ใช่ไหม? ซื้อเนื้อจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้และใช้วิธีการละลายน้ำแข็งภายใน 3 วันจะรักษาระดับแบคทีเรียให้อยู่ในระดับต่ำ

ระดับแบคทีเรียที่น้อยที่สุดจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพของสุนัข สำหรับเจ้าของสุนัขที่มีระบบภูมิต้านทานร่างกายบกพร่อง การให้อาหารดิบถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

สิ่งหนึ่งที่ควรจะระวังไว้: สุนัขบางตัวมีการปรับตัวของปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วง เมื่อเริ่มเปลี่ยนไปเป็นโภชนาการอาหารดิบ โดยเฉพาะสุนัขที่มีปัญหาจริง ๆ เกี่ยวกับลำไส้ แต่ส่วนมากแล้วปัญหานี้จะไม่เป็นปัญหาที่เรื้อรัง

ในบางกรณี เจ้าของจะต้องใส่ส่วนผสมใหม่ทีละครั้งลงในอาหารจนกระทั่งสุนัขสามารถรับมือกับโภชนาการได้อย่างเต็มสูตร ในกรณีอื่น การเพิ่มเอนไซม์ช่วยย่อยในอาหารหรือปรุงอาหารให้สุกในช่วง 2-3 วันแรก จะสามารถช่วยสุนัขที่มีความไวต่อการปรับเปลี่ยนอาหารสูตรใหม่ได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป