การดูแล

4 โรคที่มากับหมัดที่คุณควรรู้จัก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
4 โรคที่มากับหมัดที่คุณควรรู้จัก

เป็นเรื่องง่ายที่เราจะไม่ทันสังเกตหมัด หมัดไม่เหมมือนกับเห็บที่เป็นพาหะโรคไลม์ในสุนัขและคน หมัดดูจะไม่เป็นอันตรายมากขนาดนั้น ส่วนมากเราจะเห็นเจ้าตัวดูดเลือดขนาดเล็กเป็นสิ่งที่น่ารำคาญสำหรับสัตว์เลี้ยงและพวกเรา ดูจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก

อย่างไรก็ตามหมัดสามารถนำโรคที่น่าตกใจได้ทั้งในคนและในสัตว์ หมัดสามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพแก่คุณและสัตว์เลี้ยงของคุณได้อย่างมากผ่านการกัดของหมัดและการถูกกิน (เช่นเวลาสัตว์เลียตัวเอง) โดยสัตว์ที่ตัวหมัดอาศัยอยู่

นี่เป็นโรคทั้ง 4 จากหมัดที่คุณควรระวัง

1. โรคไข้รากสาดใหญ่จากหนู (Murine typhus)

หนูเป็นพาหะตัวหลักที่มีหมัดซึ่งนำโรคไข้รากสาดใหญ่ แต่แมวสามารถสัมผัสกับหมัดที่มีเชื้อและนำเชื้อกลับมาสู่ที่อยู่อาศัย จากรายงานของกรมสุขภาพแห่งรัฐ Texas คนมักได้รับเชื้อจากการถูกหมัดกัด ขณะที่หมัดกัดมันมักจะขับถ่ายอุจจาระไปด้วยในเวลาเดียวกัน

Rickettsia typhi เป็นแบคทีเรียที่พบในอุจจาระของหมัด เข้าสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตผ่านแผลที่ถูกหมัดกัดหรือการเกาในบริเวณที่ถูกกัด

อาการของโรคไข้รากสาดใหญ่ ได้แก่ ปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นเหียน และปวดตามร่างกาย ห้าถึงหกวันหลังจากพบอาการเบื้องต้นผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นรอยผื่น เริ่มจากบริเวณลำตัวและลามไปตามแขนขา ถ้าคุณคิดว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่ ควรไปพบแพทย์ทันที โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ถ้ารักษาล่าช้าอาจจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาล หากไม่ทำการรักษาโรคนี้จะอยู่กับผู้ป่วยไปอีกหลายเดือน

พบรายงานผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่ในเขตร้อนชื้นที่มีประชากรหนูจำนวนมาก รัฐ Texas พบรายงานผู้ป่วยจำนวน 324 รายในปี 2015 และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย มีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้รากสาดใหญ่จากหนูในรัฐ Texas อย่างน้อยปีละ 1 รายตั้งแต่ปี 2012

“หากปล่อยให้โรคเกิดขึ้นโดยไม่ทำการรักษา จะทำให้ผลกระทบร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากอาการที่ดูเป็นอาการป่วยทั่วไป ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมักจะมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน โรคไต มีประวัติติดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์” Vans Deusen เจ้าหน้าที่สื่อมวลชนจากกรมสุขภาพประจำรัฐ Texas กล่าว

รายงานปีล่าสุดจากกรมสาธารณะสุขประจำรัฐ California พบว่ามีรายงานผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่จากหนูจำนวน 14 ราย ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และมาจาก 4 เขตในรัฐ โดยทั่วไปแต่ละปีจะพบผู้ป่วยราว ๆ 50 ราย โดยมากอยู่ในเขตนอกตัวเมือง Los Angeles และเขต Orange

โรคไข้รากสาดใหญ่จากหนูพบได้น้อยในบริเวณอื่น

“บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิกแทบจะไม่พบโรคนี้” ดร. Lee Herold หัวหน้างานสุขภาพจาก DeveLewis Emergency Animal Hospital ใน Portland รัฐ Oregon กล่าว

2. มัยโคพลาสม่า ฮีโมฟีลิส (mycoplasma haemofelis)

เชื้อมัยโคพลาสม่าฮีโมฟิลิส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อในแมวผ่านการกัดของหมัด เช่นเดียวกับการกัดของเห็บและยุง การติดเชื้อในเม็ดเลือดแดงทำให้เกิดไข้และภาวะโลหิตจางในแมว พบรายงานการติดเชื้อมัยโคพลาสม่าฮีโมฟีลิสในคน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากหมัดจะดูดเลือดทุกครั้งที่มีโอกาส หมัดที่มีเชื้อแบคทีเรียสามารถนำโรคมาสู่คุณและสัตว์เลี้ยงของคุณได้

เชื้อมัยโคพลาสม่าฮีโมฟิลิสจะเกาะกับเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ ทำให้ร่างกายตอบแสดงปฏิกิริยาต่อต้านเซลล์เม็ดเลือดแดงไปพร้อมกับเชื้อ และทำลายเซลล์เม็เลือดแดง การทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงจำนวนมากส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจาง

สัตวแพทย์จะทำการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่ป่วยรุนแรงแมวอาจจำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือดตามด้วยการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

“แมวบางตัวจำเป็นต้องให้ยาสเตียรอยด์เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง” การรักษาอาจใช้เวลาประมาณสี่ถึงหกสัปดาห์

3. พยาธิตัวตืด (Tapeworm)

เป็นหนึ่งในพยาธิที่น่ารักเกียจที่สุด พยาธิตัวตืดอาศัยอยู่ในลำไส้ของสุนัข แมว และมนุษย์ สัตว์เลี้ยงได้รับพยาธิตัวตืดจากการกินหมัดตัวเต็มวัย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัตว์เลียขนตัวเองหรือสัตว์ตัวอื่น แมวสามารถได้รับพยาธิจากการกินหนูเช่นกัน

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention; CDC) ระบุว่าผู้ใหญ่มีโอกาสได้รับพยาธิน้อยมาก แต่เด็กอาจได้รับพยาธิโดยไม่ได้ตั้งใจจากการกินหมัดโดยบังเอิญ เช่น ขณะที่เล่นนอกบ้าน เด็กและสัตว์เลี้ยงได้รับชิ้นส่วนของพยาธิที่เรียกว่า ปล้องตัวตืด (proglottid) และปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางเดินอาหาร

การรักษาพยาธิตัวตืดในสัตว์เลี้ยงและคนเป็นเรื่องง่าย การให้ยา praziquantel โดยการกินหรือการฉีด การให้ยาจะทำให้พยาธิตายไปเองในทางเดินอาหาร

4. ไข้แมวข่วน (Cat Scratch Disease)

เป็นโรคที่น่าสนใจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบาโทเนลล่า เฮนเซเล่ (Bartonella henselae) เป็นเชื้อที่พบทั่วไปในแมว จากรายงานของ CDC ประมาณร้อยละ 40 ของประชากรแมวมีเชื้อนี้ โดยเฉพาะลูกแมว แมวทุกตัวมีโอกาสได้รับเชื้อนี้ช่วงเวลาใดก็ได้ของชีวิต

แมวบางตัวมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อ CDC แนะนำว่าเจ้าของควรพาแมวไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์หากแมวมีอาการอาเจียน ดูอ่อนแรง มีอาการตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต หรือความอยากอาหารลดลง

แมวส่วนมากไม่เคยแสดงอาการป่วยที่กล่าวไป อาจมีเพียงอาการไข้เป็นเวลาสองถึงสามวันและหายเป็นปกติได้เอง แมวของคุณอาจจะดูปกติดี แต่จริง ๆ แล้วสามารถทำให้คุณป่วยได้ “คนสามารถรับเชื้อโรคไข้แมวข่วนได้แม้ว่าแมวจะไม่แสดงอาการใด ๆ”

โรคแพร่จากแมวสู่คนผ่านการกัดหรือข่วน รอยแผลต้องลึกพอที่จะทำให้เป็นแผลเปิด หรือผ่านการเลียบริเวณที่เป็นแผลสดหรือสะเก็ดแผล

พบรายงานข่าวกรณีที่หาได้ยากจากคุณ Janese Walter จากเมือง Toledo รัฐ Ohio ซึ่งตื่นมาในตอนเช้าและพบว่าตัวเองได้ตาบอดไปหนึ่งข้าง หลังจากผ่านการทดสอบหลายเดือน แพทย์ไม่สามารถค้นหาสาเหตุที่ทำให้เธอตาบอดได้ จนกระทั้งเธอได้แจ้งแพทย์เรื่องแมวของเธอ ทีมแพทย์จึงสามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรียตัวนี้และสรุปผลว่าเธอป่วยด้วยโรคโรคไข้แมวข่วน เธอสูญเสียการมองเห็นในตาข้างนั้นหลังจากที่แมวเลียบริเวณดวงตาของเธอ

พบกรณีการติดเชื้อในสมอง ดวงตา หัวใจ และอวัยวะภายในอื่น ๆ จากโรคนี้ได้แม้ว่าจะพบได้น้อยมาก ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นนี้มักจะพบในเด็กอายุต่ำว่า 5 ปี และผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

จากนี้ไปจะเป็นการพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการจัดการให้บ้านปลอดจากหมัด

วิธีการควบคุมหมัดที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ชีวิตของสัตว์เลี้ยงสุขสบายมากขึ้นและป้องกันคุณ สัตว์เลี้ยงของคุณ และครอบครัวของคุณ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้หลายตัวขายตามท้องตลาด คุณควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยงและการใช้ชีวิตของคุณ

เจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนมากนิยมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดหมัดบนตัวสัตว์ เพื่อป้องกันตัวสัตว์จากหมัด คือ ผลิตภัณฑ์รูปแบบหยดหลัง (spot on) แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้เป็นประจำทุกเดือน และอาจไม่สะดวกสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคน

บริษัทผู้ผลิตได้เล็งเห็นถึงปัญหาความไม่สะดวกจากการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นประจำทุกเดือน จึงออกแบบผลิตภัณฑ์รูปแบบปลอกคอสำหรับสุนัขและแมวที่ระบุว่าสามารถคุ้มกันสัตว์เลี้ยงจากเห็บและหมัดได้เป็นเวลานาน 8 เดือน ปลอกคอได้ถูกพัฒนามาให้ปล่อยส่วนประกอบที่สามารถฆ่าหมัดได้ในปริมาณที่เหมาะสมตลอดช่วงเวลาที่สัตว์สวมใส่ปลอกคอ

ผลิตภัณฑ์รูปแบบกินก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเจ้าของ

“ไม่มีสูตรตายตัวที่ได้ผลสำหรับทุกคน สัตวแพทย์สามารถช่วยแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตของคุณและสัตว์เลี้ยงได้”

เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรระมัดระวังไม่นำผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดหมัดเหล่านี้ไปปะปนกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเพอมิธริน (permethrin) สำหรับสุนัข เนื่องจากสารนี้เป็นพิษต่อแมว

การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ปลอดจากหมัด

การกำจัดตัวหมัดบนร่างกายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น  เนื่องจากหมัดมีวงจรชีวิตส่วนมากนอกตัวสัตว์ ดังนั้นการกำจัดเพียบหมัดบนตัวสัตว์ไม่ทำให้ปัญหาหมดไป

สัตว์เลี้ยงของคุณจะได้รับหมัดอีกครั้งเมื่อหมัดที่ออกลูกหลานอยู่ในบริเวณบ้านของคุณกลายเป็นตัวโตเต็มวัยและเกาะติดตัวสัตว์เลี้ยงของคุณอีกครั้ง ควรทำความสะอาดบริเวณที่นอนของสัตว์เลี้ยง และดูดฝุ่นทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่อย่างสม่ำเสมอ การทำความสะอาดและดูดฝุ่นบริเวณต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอจะเป็นการกำจัดหมัดทุกช่วงอายุในวงจรชีวิต

“หากคุณสามารถกำจัดไข่ของหมัดที่อยู่ตามพรมได้ คุณจะต้องทำความสะอาดเครื่องดูดฝุ่นของคุณด้วย”

การกำจัดหมัดให้หมดไปจากบ้านอาจต้องใช้เวลานาน ดังนั้นความอดทนและความสม่ำเสมอคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

“ทุกวิธีการที่ใช้จำเป็นต้องใช้เวลา คุณไม่สามารถกำจัดหมัดได้ทั้งหมดภายในวันเดียว แม้ว่าคุณจะระเบิดบ้านทั้งหลังทิ้งก็ไม่สามารถกำจัดหมัดทั้งหมดได้ในคราวเดียว” ดร. Herold กล่าว 

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ