Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

รู้ทันประโยชน์และโทษก่อนทาน 3 วิตามินยอดฮิต

ประโยชน์และโทษของ 3 วิตามินยอดฮิตมีอะไรบ้าง เพื่อการรับประทานที่ถูกต้อง
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,669,213 คน

รู้ทันประโยชน์และโทษก่อนทาน 3 วิตามินยอดฮิต

สมัยนี้ วิตามินและความงามมักเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ต้องการให้ผิวพรรณของตนเองผ่องใส ไร้ริ้วรอย ไม่หมองคล้ำและแข็งแรงสามารถต่อสู้กับมลภาวะเป็นพิษต่างๆ ที่ต้องพบเจอได้ โดยสรรพคุณของวิตามินนั้นจะมีทั้งบำรุงร่างกาย รักษาผิวพรรณให้สดใส และเพราะความนิยมในการรับประทานวิตามินที่มีมาอย่างต่อเนื่องนี้ จึงทำให้เกิดวิตามินชนิดต่างๆ มากมายออกขายตามกันมา แต่วิตามินแต่ละชนิดจะช่วยเรื่องไหน ช่วยด้านใด หรือแม้แต่ประโยชน์กับโทษมีมากแค่ไหน ก่อนซื้อวิตามินทุกชนิด คุณจึงควรศึกษารายละเอียดของวิตามินตัวนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินและสุขภาพโดยเปล่าประโยชน์ในภายหลัง 

วันนี้เราจะมาแจกแจงประโยชน์และโทษของ 3 วิตามินยอดนิยมกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซีและวิตามินอี

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

วิตามินเอ

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในด้านต่อไปนี้ 

  • การมองเห็น
  • เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
  • ทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น
  • เสริมสร้างให้กระดูก ฟัน และเล็บแข็งแรง 
  • ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจและระบบปัสสาวะ 
  • ทำให้ผิวและผมแข็งแรง 
  • บรรเทาโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของไทรอยด์ได้ 

ส่วนในด้านของผิวพรรณนั้น วิตามินเอจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะมีส่วนช่วยด้านการบำรุงสุขภาพผิว ดังนี้ 

  • ชะลอความแก่
  • ลดอาการอักเสบของผิว
  • ช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้ 
  • ช่วยลดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ซึ่งเป็นจุดเด่นของวิตามินเอเลยทีเดียว 

เพราะสรรพคุณด้านการบำรุงผิวพรรณที่มีหลายด้านแบบนี้ ทำให้ในอุตสาหกรรมเวชสำอางค์ จึงได้นำวิตามินเอมาผสมทั้งครีม แป้ง และผลิตภัณฑ์อีกหลายๆ ตัว 

อาหารที่มีวิตามินเอโดยธรรมชาติ 

อาหารที่มีวิตามินเอมักจะอยู่ในผักใบเขียว ใบเหลือง ไข่แดง ตับ นม เนย ปลา มะเขือเทศ แครอท เป็นต้น โดยวิตามินเอที่ได้จากเนื้อสัตว์จะดูดซึมได้ดีกว่า ส่วนในด้านของตัววิตามินหรืออาหารเสริม จะมีการนำวิตามินเอมาผสมในปริมาณ 5,000-10,000 ไอยู (International Units: IU) ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่กำลังพอดีต่อร่างกาย และได้มีการนำมาปรับทำเป็นแบบน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการรูปของการทาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ของวิตามินเอ

  1. ช่วยให้ตาสู้แสงได้ในเวลากลางวัน สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินเอ จะมีอาการตาไม่สู้แสงเมื่อเจอแสงแดด มีอาการตาไวต่อแสง รู้สึกแสบตา และทำให้น้ำตาไหลได้ง่าย
  2. คนที่ขาดวิตามินเอมากๆ จะมีอาการเยื่อบุตาแห้งและอักเสบ ทำให้เปลือกตาบวมและมีเม็ดขาวขุ่นขึ้นที่กระจกตา ถ้าไม่รีบรักษาอาจทำให้ตาบอดได้
  3. รักษาอาการโรคตาฟาง หรือตาบอดในตอนกลางคื คนเป็นโรคนี้จะมองในที่มืดไม่ชัด ทั้งๆ ที่มีแสงให้พอมองเห็นได้ หรืออาจมองไม่เห็นเลย ซึ่งแสดงว่ากำลังขาดวิตามินเออย่างหนัก
  4. ช่วยไม่ให้เหงื่อออกง่าย โดยการเข้าไปเพิ่มเคราตินในผิวชั้นนอก ทำให้เยื่อบุมีความหนาขึ้น และเหงื่อก็จะออกน้อยลง
  5. ป้องกันเซลล์เยื่อบุต่างๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะถ้าเยื่อบุต่างๆ เกิดความผิดปกติ อวัยวะภายในร่างกายก็จะเกิดอาการอักเสบตามไปด้วย เช่น ระบบทางเดินอาหารอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบ เป็นต้น เป็นผลให้ระบบในร่างกายทำงานผิดเพี้ยนและก่อให้เกิดโรคตามมา
  6. ช่วยให้ระบบในร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ ไม่หยุดชะงัก หรือเกิดความผิดปกติในการเจริญเติบโตต่างๆ
  7. ป้องกันผิวหนังแห้งหยาบ และเป็นแผลอักเสบ พุพอง ซึ่งคนที่ขาดวิตามินเอมากๆ จะมีปัญหาเรื่องของผิวหนังที่เกิดตุ่ม สาก และจะเกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด โดยมักเกิดบริเวณ แขน ขา หลัง หน้าอก และหน้าท้อง
  8. รักษาสิวได้ดี ลดอาการอักเสบของสิ ไม่ว่าจะสิวหัวช้าง สิวเสี้ยน สิวหนอง ก็สามารถทำให้ยุบได้อย่างรวดเร็ว และไม่ลุกลาม แถมยังป้องกันผิวแห้งแตกลายงา หรือแตกเป็นเกล็ดคล้ายคนขาดไขมัน เพราะไขมันในวิตามินเอเป็นไขมันที่ละลายได้ง่ายในร่างกาย

โทษของวิตามินเอ

  1. สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินเอในปริมาณที่แพทย์สั่งหรือแนะนำเท่านั้น เพราะหากได้รับวิตามินเอมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะแท้งลูกได้ง่าย หรือเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะพิการได้ และมีอาการกระดูกผิดรูป
  2. เกิดอาการเจ็บบริเวณกระดูกและข้อต่อ รวมถึงมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยในระยะยาว หากได้รับวิตามินเอมากเกินไป ได้แก่ ง่วง ซึม นอนไม่หลับ ผมร่วง กระวนกระวาย ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ท้องผูก 
  3. ผิวหนังลอก ผัวหนังแห้งแตก และคันตามตัว
  4. มีอาการกระดูกผิดรูป ตับโต ม้ามโตกว่าคนปกติ

ปริมาณการรับประทานวิตามินเอที่เหมาะสม

ทั้งนี้ วิตามินเอที่เป็นรูปแบบสารสังเคราะห์แบบเม็ดนั้น ถ้ารับประทานเข้าไปมากเกินความจำเป็น จะเกิดการสะสมในร่างกายที่อาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้น ปริมาณการรับประทานวิตามินเอที่แนะนำจะอยู่ที่ไม่เกิน 50,000 ไอยูต่อวัน และถ้ามีการรับประทานยาคุมอยู่ ก็ไม่ควรรับประทานวิตามินเอร่วมด้วย 

วิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่มีประโยชน์และปลอดภัยมากที่สุดชนิดหนึ่ง ในร่างกายของคนเราจะไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้ เราจึงควรต้องได้รับจากอาหาร หรือวิตามินเสริมที่มีวิตามินซีประกอบอยู่ และไม่ต้องกังวลเรื่องการตกค้างภายในร่างกาย เพราะวิตามินซีนั้นสามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะละลายและดึงเอาประโยชน์ไปใช้ หลังจากนั้นก็ถูกขับออกจากร่างกาย ในรูปแบบของการขับถ่ายภายใน 24 ชั่วโมง 

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

ดังนั้น วิตามินซีจึงปลอดภัยกับร่างกายโดยแท้ และยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น

  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี 
  • ลดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ 
  • เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • ต่อต้านสารก่อมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ส่วนในด้านของผิวพรรณ วิตามินซีมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงผิวได้ เช่น 

  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย
  • ควบคุมคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเลือด
  • ช่วยลดธาตุเหล็กให้อยู่ในระดับที่พอดีในลำไส้ เพื่อที่ร่างกายจะได้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น เพราะธาตุเหล็กคือส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวเรียบเนียน ดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี

อาหารที่มีวิตามินซีโดยธรรมชาติ 

เราสามารถหาวิตามินซีได้จากผักใบเขียวและผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ รวมถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รี แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ และพริกไทย เป็นต้น 

ข้อควรระวังในการเก็บรักษาวิตามินซี

คุณควรเก็บวิตามินซีให้พ้นจากแสงแดด ออกซิเจน น้ำ ความร้อน และการปรุงอาหาร การเก็บวิตามินซีที่ดีสุดคือ เก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิดและควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพของวิตามินไว้

ประโยชน์ของวิตามินซี

  1. เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหวัดได้ดี รักษาอาการเลือดออกตามไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิดได้ และช่วยระงับเลือดได้ดีในการผ่าตัด หรือหากใครที่ป่วยเป็นโรคหวัด หากรับประทานวิตามินซี 1,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้มีโอกาสหายได้เร็วขึ้น 21% 
  2. ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะวิตามินซีจะเข้าไปซ่อมแซมผนังเซลล์ที่เกิดการอักเสบ  และทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น
  3. ป้องกันสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่และผู้ที่ต้องออกไปเจอมลภาวะจากควันพิษต่างๆ กลุ่มคนเหล่านี้ควรต้องได้รับวิตามินซีมากกว่าคนปกติ เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์ในการต่อต้านสารก่อมะเร็งได้เป็นอย่างดี
  4. วิตามินซีเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างคอลาเจน เพราะคอลลาเจนก็คือโปรตีนที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้กับร่างกาย และช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
  5. เพิ่มความแข็งแรงและต้านทานโรคให้หัวใจ เพราะวิตามินซีจะเข้าไปควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ยิ่งถ้ารับประทานคู่กับวิตามินเอในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะยิ่งเข้าไปช่วยลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดด้วย
  6. ช่วยป้องกันไมเกรน ลดความเครียดได้ดี และรักษาสภาพของเซลล์ประสาทที่มีผลต่อเรื่องของความจำ ทำให้อารมณ์ดีมากขึ้น
  7. ทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ลื่นขึ้น ผิวดูกระจ่างใส ไม่หมองคล้ำ และยังป้องกันผิวไหม้จากการโดนแสงแดดได้อีก

โทษของวิตามินซี

  1. หากรับประทานวิตามินซีมากจนไป อาจทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย รวมถึงท้องร่วง และมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ห้ามรับประทานวิตามินซีโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เกิดโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าคนปกติ 
  2. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินซีอาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น จึงไม่ควรรับประทานวิตามินซีเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้และอาจถึงขั้นเสียชีวิต
  3. วิตามินซีทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปได้

ปริมาณการรับประทานวิตามินซีที่เหมาะสม

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่พอเหมาะนั้น จะอยู่ที่ 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งในรูปแบบอัดเม็ดหรือผสมเป็นน้ำ และควรรับประทานหลังอาหารประมาณ 2-3 ชั่วโมงจึงจะได้ผลที่ดี สำหรับผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ควรรับประทานวิตามินซีเสริมเข้าไปด้วย ซึ่งการรับประทานนั้นไม่จำเป็นต้องรับประทานทีเดียว สามารถแบ่งรับประทานได้หลายครั้งใน 1 วัน เพียงแต่อย่ารับประทานเกินปริมาณที่กำหนดเป็นพอ

วิตามินอี

วิตามินอี เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ซึ่งวิตามินอีจะละลายได้ดีในไขมันเช่นเดียวกับวิตามินเอ ส่วนมีหน้าที่สำคัญของวิตามินอีที่มีต่อร่างกายของเราจะมีดังต่อไปนี้ 

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer
  • ช่วยในการขยายหลอดลม 
  • เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด 
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งการเสื่อมของเยื่อหุ้มเซลล์ และป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ 
  • ทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคงทนมากขึ้นด้วย 

ในวิตามินอีนั้นจะสามารถละลายได้ในร่างกาย จึงถูกขับออกมาทางระบบขับถ่ายเหมือนกับวิตามินซี แต่ก็สามารถตกค้างอยู่ในร่างกายจนกลายเป็นการสะสมได้เหมือนวิตามินเอ เพราะฉะนั้นจึงควรระมัดระวังในการรับประทาน

ส่วนประโยชน์ด้านของผิวพรรณ วิตามินอีจะมีสรรพคุณดังต่อไปนี้ 

  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย
  • ลบเลือนรอยไหม้จากแสงแดด และรอยแผลเป็นได้ดี 
  • เป็นไขมันดีที่เข้าไปให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง 
  • ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลมากยิ่งขึ้น
  • ทำให้ผิวดูมีเลือดฝาด และดูสุขภาพดีด้วยสรรพคุณที่เข้าไปทำให้ระบบไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น 

อาหารที่มีวิตามินอีโดยธรรมชาติ 

อาหารที่ให้วิตามินอีจะประกอบไปด้วยมะเขือเทศ นม ไข่ ถั่ว ปลา จมูกข้าวสาลี ในน้ำมันพืช ขนมปังธัญพืช และผักใบเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำวิตามินอีไปผสมกับอาหารเสริมหรือผลิตออกมาในรูปแบบเม็ดวิตามินอีโดยเฉพาะ และใช้ในการผลิตเวชสำอางค์ด้วย เช่น ครีมบำรุงผิว เซรั่ม (Serum) สบู่ล้างหน้า และเครื่องสำอางค์ชนิดแป้ง ลิปสติก ลิปมัน เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินอี

  1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ช่วยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดและสลายไขมันแบบเลว ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองอุดตันได้ดี
  2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และป้องกันหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้
  3. ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดโรคต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 52-74 ปี
  4. ชะลอความแก่ และริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ดี โดยวิตามินอีจะทำหน้าที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น พร้อมยังช่วยให้ผิวคงทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Radiation: UV) ในแสงแดดได้ดี
  5. ลดอาการอ่อนเพลีย และลดโอกาสการเป็นโรคเรื้อรังทางสมองต่างๆ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์คินสัน (Parkinson's Disease) เป็นต้น 
  6. แก้ไขความบกพร่องของระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งช่วยลดอาการต่างๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า และเจ็บหน้าอกได้ นอกจากนี้ยังแก้ความบกพร่องในผู้ชายที่มีระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ และช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรให้ผู้ที่มีบุตรยากด้วย
  7. ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ารับประทานวิตามินอีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากถึง 41%
  8. ช่วยบำรุงและฟื้นฟูดวงตาที่เสื่อมสภาพให้กลับมาสดใส และยังสามารถชะลอการเกิดโรคประสาทตาเสื่อมได้ถึง 25%  

โทษของวิตามินอี

  1. ถ้ามีวิตามินอีสะสมในร่างกายมากจนเกินไป จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ไปจนถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  2. อาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด เพราะหากได้รับวิตามินอีมากเกินไป อาจส่งผลต่อการไหลของเลือดได้ หรือเลือดอาจไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวช้า 
  3. ในผู้สูงอายุ ถ้ารับวิตามินอีมากเกินไปทุกวัน อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปริมาณการรับประทานวิตามินอีที่เหมาะสม

การรับประทานวิตามินอีทั้งในรูปแบบเม็ดหรืออาหารเสริมนั้น ควรอยู่ที่ 200-1,200 ไอยูต่อวัน สำหรับผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่หรือกำลังตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินอีเสริมด้วย และในหญิงที่เข้าสู่วัยทองก็ควรรับประทานวิตามินอีให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยหากอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรรับประทานวิตามินอีอยู่ที่ 400 ไอยูต่อวัน แต่หากมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรรับประทานวิตามินอีอยู่ที่ 800 ไอยูต่อวัน และควรเป็นแบบเม็ดถึงจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ก่อนการซื้อวิตามินมารับประทานเอง ผู้รับประทานควรต้องศึกษารายละเอียดของวิตามินนั้นๆ ให้ดี ทั้งในรูปแบบของประโยชน์และโทษให้เข้าใจ เพื่อที่จะไม่เป็นการสร้างผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว แต่ทั้งนี้การรับประทานวิตามินเหล่านี้เป็นเพียงการรับประทานอาหารเสริมเท่านั้น แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ การรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ และมีการรับประทานอย่างหลากหลาย และระมัดระวังอาหารที่เป็นพิษหรืออาหารที่มีไขมันสูง เพียงเท่านี้เราก็สามารถรักษาสุขภาพให้ห่างไกลโรคภัยต่างๆ ได้แล้ว

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป