การกินเพื่อสุขภาพ

3 วิตามินยอดฮิต A C E รู้ก่อนทาน ประโยชน์หรือโทษ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 434,521 คน

3 วิตามินยอดฮิต A C E รู้ก่อนทาน ประโยชน์หรือโทษ

สมัยนี้ วิตามิน กับความสวยหล่อเป็นของคู่กัน เพราะผู้คนโดยเฉพาะ "วัยหนุ่มสาว" จะหาซื้อวิตามิน ตามคำกล่าวอ้างในโฆษณา ที่มีสรรพคุณทั้งบำรุงร่างกาย และรักษาผิวพรรณให้สดใส ทำให้เกิดวิตามินชนิดต่าง ๆ อีกมากมายออกขายตามกัน จนเราเองก็เลือกแทบไม่ถูกว่า วิตามินแต่ละชนิดจะช่วยเรื่องไหน, ด้านใด หรือแม้แต่ประโยชน์กับโทษมีมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นก่อนซื้อทาน ควรศึกษารายละเอียดของวิตามินตัวนั้น ๆ ให้ดีเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียเงิน และสุขภาพโดยเปล่าประโยชน์ในภายหลัง

วิตามิน A

Beta-Carotene (Plant-Based Vitamin A) | rebelDIETITIAN.US

วิตามิน A เป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น, ทั้งยังเสริมสร้างให้กระดูก ฟัน และเล็บแข็งแรง นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร, ระบบทางเดินหายใจและระบบปัสสาวะ ผิวและผมแข็งแรง ช่วยบรรเทาโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ได้ 

ส่วนในด้านของผิวพรรณนั้น วิตามินเอ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่, ลดอาการอักเสบของผิว, ช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้ วิตามินเอจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการลดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ในอุตสาหกรรมเวชสำอางค์ จึงได้นำวิตามินเอมาผสมทั้งครีม, แป้ง และผลิตภัณฑ์อีกหลาย ๆ ตัว 

อาหารที่มีวิตามินเอโดยธรรมชาติ อยู่ในผักใบเขียว ใบเหลือง ไข่แดง ตับ นม เนย ปลา มะเขือเทศ แครอท เป็นต้น โดยวิตามินเอ ที่ได้จากเนื้อสัตว์จะดูดซึมได้ดีกว่า ในด้านของตัววิตามิน หรืออาหารเสริม จะมีการนำวิตามินเอมาผสมในปริมาณ 5,000 - 10,000 IU ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณ ที่กำลังพอดีต่อร่างกาย และได้มีการนำมาทำแบบเป็นน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ของวิตามิน A

  1. ช่วยให้ตาสู้แสงได้ในเวลากลางวัน สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินเอ จะมีอาการตาไม่สู้แสง เมื่อเจอแสงแดด, ตาไวต่อแสง, แสบตา และทำให้น้ำตาไหลได้ง่ายอีกด้วย
  2. คนที่ขาดวิตามินเอมาก ๆ จะมีอาการเยื่อบุตาแห้งและอักเสบ ทำให้เปลือกตาบวมและมีเม็ดขาวขุ่นขึ้นที่กระจกตา ถ้าไม่รีบรักษาอาจทำให้ตาบอดได้
  3. รักษาอาการโรคตาฟาง หรือตาบอดในตอนกลางคืน คนเป็นโรคนี้จะมองในที่มืดไม่ชัด ทั้ง ๆ ที่มีแสงให้พอมองเห็น หรือไม่ก็อาจจะมองไม่เห็นเลย แสดงว่าขาดวิตามินเออย่างหนัก
  4. ช่วยไม่ให้เหงื่อออกง่าย โดยการเข้าไปเพิ่มเคราติน ในผิวชั้นนอก ทำให้เยื่อบุมีความหนาขึ้น และเหงื่อก็จะออกน้อยลง
  5. ป้องกันเซลล์เยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะถ้าเยื่อบุต่าง ๆ เกิดการผิดปกติ อวัยวะภายในร่างกาย ก็จะเกิดอาการอักเสบ เช่น ระบบทางเดินอาหารอักเสบ, เยื่อบุจมูกอักเสบ เป็นต้น เป็นผลให้ร่างกายทำงานผิดเพี้ยน และก่อให้เกิดโรคได้ง่าย
  6. ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ, ไม่หยุดชะงัก หรือเกิดความผิดปกติในการเจริญเติบโต
  7. ป้องกันผิวหนังแห้งหยาบ และเป็นแผลอักเสบ, พุพอง ซึ่งคนที่ขาดวิตามินเอมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องของผิวหนังที่เกิดตุ่ม, สาก และอักเสบไปในที่สุด จะเกิดมากโดยเฉพาะบริเวณ แขน ขา หลัง หน้าอก และหน้าท้อง
  8. รักษาสิวได้ดี ลดอาการอักเสบของสิว ไม่ว่าจะสิวหัวช้าง สิวเสี้ยน สิวหนอง ก็สามารถทำให้ยุบได้อย่างรวดเร็ว และไม่ลุกลาม แถมยังป้องกันผิวแห้งแตกลายงา หรือแตกเป็นเกล็ดคล้ายคนขาดไขมัน เพราะในวิตามินเอ เป็นไขมันที่ละลายได้ง่ายในร่างกาย

โทษของวิตามิน A

  1. สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ ควรได้รับในปริมาณที่แพทย์สั่ง หรือแนะนำเท่านั้น เพราะถ้าได้รับวิตามินเอมาเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแท้งลูกได้ง่าย หรือเสี่ยงต่อทารกพิการ และมีอาการกระดูกผิดรูปอีกด้วย
  2. เกิดอาการเจ็บกระดูก และข้อต่อ ง่วง ซึม นอนไม่หลับ ผมร่วง กระวนกระวาย ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ท้องผูก ทั้งหมดเป็นโทษในระยะยาว จากการได้รับวิตามินเอ ที่มากจนเกินไป
  3. ผิวหนังลอก ผัวหนังแห้งแตก และคันตามตัว
  4. มีอาการกระดูกผิดรูป ตับโต ม้ามโตกว่าคนปกติ

ทั้งนี้วิตามินเอ ที่เป็นรูปแบบสารสังเคราะห์ แบบเม็ดนั้น ถ้ารับประทานเข้าไปมาก จะเกิดการสะสม เพราะวิตามินเอเป็นวิตามินที่มีรูปแบบ ในการสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งปริมาณที่แนะนำในการรับประทานนั้น อยู่ที่ไม่เกิน 50,000 IU ต่อวัน และถ้ามีการรับประทานยาคุม ก็ไม่ควรทานวิตามินเอร่วมด้วย 

วิตามิน C

Vit_C.jpg อาหารวิตามินซี[/caption]

วิตามิน C เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ และปลอดภัยมากที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของเรา  ไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้ เราจึงควรต้องได้รับจากอาหาร หรือวิตามินเสริม และไม่ต้องกังวลการตกค้างภายในร่างกาย เพราะวิตามินซีนั้นสามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะละลาย และดึงเอาประโยชน์ไปใช้ หลังจากนั้นก็ถูกขับออกจากร่างกาย ในรูปแบบของการขับถ่ายภายใน 24 ชม. วิตามินซีจึงปลอดภัยกับร่างกายโดยแท้ วิตามินซีนั้นช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี, ลดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ, เสริมสร้างกระดูกและฟัน และต่อต้านสารก่อมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ส่วนในด้านของผิวพรรณ วิตามินซี มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย, ควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือด, ช่วยลดธาตุเหล็กให้อยู่ในระดับที่พอดีในลำใส้ เพื่อที่ร่างกายจะได้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

อาหารที่มีวิตามินซีโดยธรรมชาติ คือ ผักใบเขียว และผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, แคนตาลูป, มันฝรั่ง, มะเขือเทศ และพริกไทย เป็นต้น ควรเก็บวิตามินซีให้พ้นจาก แสง, ออกซิเจน, น้ำ, ความร้อน,  และการปรุงอาหาร การเก็บวิตามินซีที่ดีสุดคือเก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิด และควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพของวิตามินไว้

ประโยชน์ของวิตามิน C

  1. เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหวัดได้ดี และรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน ( ลักปิดลักเปิด ) และระงับเลือดได้ดีในการผ่าตัด ซึ่งถ้าหากหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% 
  2. ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะวิตามินซีจะเข้าไปซ่อมแซมผนังเซลล์ ที่เกิดการอักเสบ  และทำให้เส้นเลือดฝอย แข็งแรงขึ้น
  3. สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ และต้องออกไปเจอมลภาวะจากควันพิษต่าง ๆ ควรต้องได้รับวิตามินซี  มากกว่าคนปกติ เพื่อป้องกันสารที่ก่อมะเร็ง เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์ในการต่อต้านสารเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
  4. วิตามินซี เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้าง คอลาเจน คอลลาเจนก็คือโปรตีน ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูก, ร่างกาย และผิวพรรณให้แข็งแรง มากยิ่งขึ้น
  5. เพิ่มความต้านทานโรคให้หัวใจ เพราะวิตามินซีจะเข้าไปควบคุม ระดับคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด ยิ่งถ้ารับประทานคู่กับวิตามินเอในปริมาณที่พอเหมาะ จะยิ่งเข้าไปลดการเกาะตัว ของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  6. ช่วยป้องกันไมเกรน ลดความเครียดได้ดี และรักษาสภาพของเซลล์ประสาท ที่มีผลต่อเรื่องของความจำ ทำให้อารมณ์ดีมากขึ้น
  7. ทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ลื่นขึ้น และยังทำให้ผิวดูสว่าง สดใส ไม่หมองคล้ำ ป้องกันผิวใหม้จากการโดนแดด

โทษของวิตามิน C

  1. ถ้าทานวิตามินซีมากจนไป อาจทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ท้องร่วง และมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็น โรคธาลัสซีเมีย ห้ามทานวิตามินซีโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เกิดโรคนิ่ว ในกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าคนปกติ 
  2. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินซีอาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น จึงไม่ควรทานวิตามินซีเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อหัวใจวายได้ และอาจถึงขั้นเสียชีวิต
  3. วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป

การทานวิตามินซี ในปริมาณที่พอเหมาะนั้น จะอยู่ที่ 1,000 - 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งในรูปแบบอัดเม็ด หรือผสมเป็นน้ำ และควรทานหลังอาหารประมาณ 2 - 3 ชม. ถึงจะได้ผลที่ดี สำหรับผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ควรรับประทานวิตามินซีเสริมเข้าไปด้วย การรับประทานนั้นไม่จำเป็นต้องทานทีเดียว สามารถแบ่งทานได้หลายครั้งใน 1 วัน เพียงแต่อย่าทานเกินปริมาณที่กำหนดเป็นพอ

วิตามิน E

Vitamin E - Are You Ready for a Change? 

วิตามิน E เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย และต้องได้รับทุกวัน ละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ มีหน้าที่สำคัญในการขยายหลอดลม และเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด วิตามินอี ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่ช่วยยับยั้ง การเสื่อมของเยื่อหุ้มเซลล์  และป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ และทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคงทนมากขึ้นด้วย ในวิตามินอีนั้นจะสามารถละลายได้ในร่างกาย จึงถูกขับออกมาทางระบบขับถ่ายเหมือนกับวิตามินซี แต่กลับมีการตกค้างอยู่ในร่างกาย จนกลายเป็นการสะสมเหมือน วิตามินเอ เพราะฉะนั้นจึงควรระวังในการรับประทาน

ส่วนในด้านของผิวพรรณ วิตามินอี จะช่วยลดเลือนริ้วรอย, รอยไหม้จากแดด และรอยแผลเป็นได้ดี และยังเป็นไขมันดีที่เข้าไปให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง, มีน้ำมีนวลมากยิ่งขึ้น และด้วยสรรพคุณที่เข้าไปทำให้ระบบไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น จึงทำให้ให้ผิวดูมีเลือดฝาด และดูสุขภาพดีอีกด้วย

อาหารที่มีวิตามินอีโดยธรรมชาติ คือ มะเขือเทศ ( มีวิตามินอีสูง ) นม ไข่ ถั่ว ปลา ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต ในน้ำมันพืช และผักใบเขียว เป็นต้น นอกจจากนี้ ยังมีการนำไปผสมกับอาหารเสริม หรือทำในรูปแบบเม็ดวิตามินอีแบบเพียว ๆ และใช้ในการผลิตเวชสำอางค์ เช่น ครีม เซรั่ม โฟมล้างหน้า และเครื่องสำอางค์ ชนิดแป้ง ลิปสติก ลิปมัน เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามิน E

  1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ช่วยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด และสลายไขมันแบบเลว ทำให้ลดการเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมองอุดตันได้ดี
  2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และป้องกันหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้
  3. ช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดโรคต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 52 - 74 ปี
  4. ชะลอความแก่, ริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ดี วิตามินอีจะทำหน้าที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระ ก่อนที่จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น 
  5. ลดอาการอ่อนเพลีย และลดโอกาสการเป็นโรคเรื้อรังทางสมองต่าง ๆ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์คินสัน เป็นต้น 
  6. แก้ไขความบกพร่องของระบบสืบพันธุ์ ช่วยลดอาการต่าง ๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า และเจ็บหน้าอกได้ นอกจากนี้ยังแก้ความบกพร่องในผู้ชายที่มีระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ และเพิ่มโอกาสในการมีบุตร ในผู้ที่มีบุตรยาก
  7. ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ารับประทานวิตามินอีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ลดอัตราเสี่ยง ต่ออาการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากถึง 41 %
  8. ช่วยบำรุง และฟื้นฟูดวงตาที่เสื่อมสภาพ ให้กลับมาสดใส, ชะลอการเกิดโรคประสาทตาเสื่อมได้ถึง 25 %  

โทษของวิตามิน E

  1. ถ้ามีวิตามินอี สะสมในร่างกายมากจนเกินไป จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ไปจนถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  2. หากได้รับมากเกินไป อาจส่งผลต่อการไหลของเลือด เลือดอาจไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวช้า ไม่เหมาะทานก่อนการผ่าตัด
  3. ในผู้สูงอายุ ถ้ารับวิตามินอีมากเกินไปทุกวัน อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

การรับประทานวิตามินอี ทั้งในรูปแบบเม็ดหรืออาหารเสริมนั้น ควรอยู่ที่ 200 - 1,200 IU ต่อวัน สำหรับในหญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด และหญิงที่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินอีเสริม และในหญิงที่เข้าสู่วัยทองควรรับประทาน วิตามินอี ให้มากขึ้น โดยหากอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรรับประทานอยู่ที่ 400 IU ต่อวัน แต่หากมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรรับประทานอยู่ที่ 800 IU ต่อวัน และควรเป็นแบบเม็ดถึงจะได้ประสิทธิภาพที่ดี

ก่อนการซื้อวิตามินมารับประทานเอง ควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และผู้ทานก็ต้องศึกษารายละเอียด ของวิตามินนั้น ๆ ให้ดี ทั้งในรูปแบบของประโยชน์และโทษให้เข้าใจ เพื่อที่จะไม่เป็นการสร้างผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว แต่ทั้งนี้การทานวิตามินเหล่านี้เป็นเพียงการทานเสริม แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการรับประทานอาหาร ให้ครบหลัก 5 หมู่ ทานอย่างหลากหลาย และระมัดระวังอาหารที่เป็นพิษ แค่นี้เราก็สามารถรักษาสุขภาพให้ไกลโรคได้ง่าย ๆ แล้ว

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่