มะเร็งและโรคร้าย

เกร็ดน่ารู้ดูแลสุขภาพ กระเพาะและลำไส้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
เกร็ดน่ารู้ดูแลสุขภาพ กระเพาะและลำไส้

เกร็ดน่ารู้ดูแลสุขภาพ กระเพาะและลำไส้

เคี้ยวนานแค่ไหน ดีอย่างไร

คนในสมัยปัจจุบันที่มักอ้างความเร่งรีบในชีวิตการทำงาน มาเป็นสาเหตุของรีบเร่งรับประทานอาหาร เคี้ยวไม่ละเอียดก็กลืน ทำให้เกิดปัญหาย่อยยาก ย่อยไม่หมด กรดไหลย้อน ที่พบกันบ่อยมากในยุคนี้ ความจริงแล้วควรใช้เวลาขบเคี้ยวอาหารให้ละเอียดประมาณ 30 – 40 ครั้งแต่อาหาร 1 คำ จะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารหลั่งออกมาก่อนบางส่วน เตรียมพร้อมสำหรับการย่อยที่ดี

นอกเหนือไปจากกลิ่นและลักษณะอาหารที่น่ารับประทาน จะกระตุ้นจิตประสาทให้หลั่งน้ำย่อยออกมาด้วย ทานไปดมไป เคี้ยวช้า ๆ เมื่ออาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหารจะมีการกระตุ้นให้เซลล์ในกระเพาะหลั่งน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้นจนง่ายต่อการย่อย

อาหารที่ละเอียดยังช่วยให้กระเพาะทำงานน้อยลง และช่วยให้ลดปริมาณอาหารลงได้ทางอ้อม ส่งผลให้ลดความอ้วนลงได้ด้วย เพราะเมื่อเต็มกระเพาะแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที สมองถึงจะส่งสัญญาณให้ร่างกายทราบว่าอิ่ม ในขณะที่คนทานอย่างรีบเร่ง อาหารเต็มกระเพาะแล้วสมองจะยังไม่สั่งทันทีว่าอิ่ม อาจจะยังรับประทานต่อไป แล้วก็กระเพาะคราก

น้ำลายดีอย่างไร น้ำลายแห้งทำอย่างไร

น้ำลายมีคุณสมบัติทำลายเชื้อโรคบงตัวได้ ด้วยคุณสมบัติของไลโซไซม์ ที่สามารถย่อยผนังแบคทีเรียได้ และมีแลคโตเฟอริน ยับยั้งการแบ่งตัวของแบคทีเรีย รวมทั้งมีแอนติบอดีอยู่ในน้ำลายด้วย

ในน้ำลายมีเอนไซม์อะไมเลส หรือเอนไซม์ไทยาลิน ซึ่งสามารถย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลชั้นต้น คือ ไกแซคคาไรด์ สภาพความเป็นกรดจะทำลายฤทธิ์ของเอนไซม์ไทยาลิน

น้ำลายมีเอนไซม์ไลเปสสำหรับย่อยไขมัน ซึ่งทำงานได้ในสภาพที่เป็นกรดดังนั้นจึงไม่มีการย่อยในไขมันในปาก แต่ไลเปสจะคลุกเคล้าไปพร้อมอาหารแล้วตกไปถึงกระเพาะจึงจะมีการย่อยไขมันได้บางส่วน

ต่อมน้ำลายที่มีอยู่หลายแห่ง คือ

  1. ที่ได้ลิ้นซึ่งขับน้ำเมือกเหนียว
  2. ที่ใต้ขากรรไกร
  3. ที่ใต้ใบหูซึ่งขับน้ำเมือกใส

ปกติจะมีน้ำลายถูกสร้างมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน

คนที่น้ำลายน้อย หรือน้ำลายแห้ง ซึ่งพบบ่อยในคนชรา คนป่วยยอกจากทำให้เชื้อโรคในปากไม่ค่อยถูกขับออกแล้ว ยังทำให้ฝืดคือกลืนอาหารไม่ค่อยลง ทำให้ปุ่มรับรสอาหารทำงานได้ไม่ดี จึงทานอาการไม่ค่อยอร่อย

คนที่น้ำลายแห้ง ควรดื่มน้ำเรื่อย ๆ อาหารก็ควรเหลวเพื่อให้รับรสชาติอาหารได้ดี การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอม จะกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำลายมากขึ้น อันนี้ต้องลองทำดูด้วยตนเอง

ดื่มน้ำอย่างไรดีกับโรคกระเพาะลำไส้

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 50 – 70% หล่อเลี้ยงอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยรวมประมาณ 60% มีอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% และอยู่ 150

แป้งให้เป็นน้ำตาลชั้นต้น คือ ไดแซคคาไรด์ สภาพความเป็นกรดจะทำลายฤทธิ์ของเอนไซม์ไทยาลิน

น้ำลายมีเอนไซม์ไลเปสสำหรับย่อยไขมัน ซึ่งทำงานได้ในสภาพที่เป็นกรดดังนั้นจึงไม่มีการย่อยไขมันในปาก แต่ไลเปสจะคลุกเคล้าไปพร้อมอาหารแล้วตกไปถึงกระเพาะจึงจะมีการย่อยไขมันได้บางส่วน

ต่อมน้ำลายมีอยู่หลายแห่ง คือ

  1. ที่ใต้ลิ้นซึ่งขับน้ำเมือกเหนียว
  2. ที่ใต้ขากรรไกร
  3. ที่ใต้ใบหูซึ่งขับน้ำเมือกใส

ปกติจะมีน้ำลายถูกสร้างมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน

คนที่น้ำลายลดน้อย หรือน้ำลายแห้ง ซึ่งพบบ่อยในคนชรา คนป่วยซึ่งทำให้เชื้อโรคในปากไม่ค่อยถูกขับออกแล้ว ทำให้ฝืดคอกลืนอาหารไม่ค่อยลง ทำให้ปุ่มรับรสอาหารทำงานได้ไม่ดี จึงทานอาหารไม่ค่อยอร่อย

คนที่น้ำลายแห้ง ควรดื่มน้ำเรื่อยๆ อาหารควรเหลวเพื่อให้รับรสชาติอาหารได้ดี การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอม จะกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำลายมากกว่า นอกจากนี้การบริหารและการนวดคาง คอ และใบหน้าอาจจะกระตุ้นการไหลเวียนให้ดีขึ้น ซึ่งทำให้การสร้างน้ำลายมากขึ้นได้ อันนี้ต้องลองทำดูด้วยตนเอง

ดื่มน้ำอย่างไรดีกับโรคกระเพาะลำไส้

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 50 -70 % หล่อเลี้ยงอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยรวมประมาณ 60 %จะอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% จะอยู่ในเลือดอีก 10 % เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการน้ำปริมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน

หน้าที่ของน้ำมีมากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจนเพื่อขนส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ข้อกระดูก เคลื่อนไหวได้สะดวก ทำให้ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน

ในทุกวันเรามีการสูญเสียน้ำไปทางปัสสาวะ 0.5 - 2.3 ลิตร และขับน้ำออกจากทางเหงื่อ อุจจาระและลมหายใจด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับน้ำทดแทนส่วนที่ขาดไป

ปกติควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว (2 ลิตร) ปริมาณน้ำนี้รวมไปถึงน้ำในอาหาร ซุป แกง น้ำในผลไม้ และเครื่องดื่ม แต่หากอากาศร้อนมาก หรือมีการสูญเสียน้ำมากด้วยเหตุอย่างอื่น ควรดื่มน้ำมากขึ้นตามไปด้วย

น้ำที่เราดื่มนี้จะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 2 นาที เท่านั้นแล้วไหลไปที่ลำไส้และถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตที่มีอาการบวมน้ำ ผู้ป่วยโรคตับขั้นรุนแรงและมีอีกหลายโรคที่แพร่ได้แนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวัน จำเป็นต้องดื่มน้ำอย่างน้อยตามที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคแย่ลง บ่งบอกถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแอไม่สามารถดูดซึม หรือขับน้ำออกจากร่างกายได้ตามปกติ

เทคนิคการดื่มน้ำให้เป็นผลดีต่อระบบย่อยและร่างกาย คือ

  1. ไม่ดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำมากเกินไป ระหว่างหรือหลังมื้ออาหาร เพราะน้ำจะไปเจือจางน้ำย่อยและลดความร้อนในกระเพาะอาหารน้ำให้ย่อยอาหารช้าลง
  2. ดื่มน้ำเล็กน้อยทุกครั้งที่รู้สึกกระหายไปตลอดกลางวัน อย่าดื่มมากแบบอั๊กๆ เพราะร่างกายดูดซึมน้ำได้ครั้งละน้อยๆ เท่านั้น การดื่มน้ำมากเกินไป ไม่ว่าจะตอนไหนก็ตาม จะทำให้เป็นภาระกับระบบย่อยอาหาร รวมทั้งหัวใจ ตับ ไต ปอด ม้าม และกระเพาะปัสสาวะที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น แล้วขับออกมาเป็นปัสสาวะ แต่ร่างกายยังรู้สึกหิวนั้นอยู่อีก เพราะร่างกายมีขีดจำกัดในการดูดซึมน้ำนั่นเอง
  3. ไม่ควรดื่มน้ำหลัง 3 ทุ่มเพราะกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
  4. น้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนในปริมาณมาก อาจทำให้อุจจาระร่วง และระวังน้ำดื่มปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก เช่น คลอไรด์, ไนเตรท. แมงกานีส, สังกะสี, ตะกั่ว ด้วย
  5. ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้ว ช่วยกระตุ้นให้ขับถ่ายอุจจาระได้ดี น้ำที่ดื่มหลังตื่นนอนนี้ยังจะไปกระตุ้นการสร้างน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารเป็นปกติ การดูดซึมอาหารเข้าสู่ลำไส้ได้ดีด้วย
  6. หากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ระบบย่อยจะทำงานไม่ดี ไต ตับ ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี ทั้งยังต้องทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ร่างกายยังต้องดึงน้ำจากส่วนต่าง ๆ มาใช้ด้วย ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ผิวอยาบ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันเลือดสูง เป็นต้น
  7. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป ไม่ว่าจะเค็มจัด เผ็ดจัด หวานจัด สามรสจัดๆ เพราะจะทำให้รู้สึกจะหายมากกว่าปกติ แล้วก็ต้องดื่มน้ำมากเพื่อไปทำให้ร่างกายไม่มีเกลือแร่เข้มข้นมากเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "ดูแลกระเพราะอาหารและลำไส้" โดยกนกอร บุญพิทักษ์ จากสำนักพิมพ์ Feel Good

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่