มะเร็งและโรคร้าย

เกร็ดน่ารู้ดูแลสุขภาพ กระเพาะและลำไส้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 614864094 %281%29

เกร็ดน่ารู้ดูแลสุขภาพ กระเพาะและลำไส้

เคี้ยวนานแค่ไหน ดีอย่างไร

คนในสมัยปัจจุบันที่มักอ้างความเร่งรีบในชีวิตการทำงาน มาเป็นสาเหตุของรีบเร่งรับประทานอาหาร เคี้ยวไม่ละเอียดก็กลืน ทำให้เกิดปัญหาย่อยยาก ย่อยไม่หมด กรดไหลย้อน ที่พบกันบ่อยมากในยุคนี้ ความจริงแล้วควรใช้เวลาขบเคี้ยวอาหารให้ละเอียดประมาณ 30 – 40 ครั้งแต่อาหาร 1 คำ จะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารหลั่งออกมาก่อนบางส่วน เตรียมพร้อมสำหรับการย่อยที่ดี

นอกเหนือไปจากกลิ่นและลักษณะอาหารที่น่ารับประทาน จะกระตุ้นจิตประสาทให้หลั่งน้ำย่อยออกมาด้วย ทานไปดมไป เคี้ยวช้า ๆ เมื่ออาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหารจะมีการกระตุ้นให้เซลล์ในกระเพาะหลั่งน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้นจนง่ายต่อการย่อย

อาหารที่ละเอียดยังช่วยให้กระเพาะทำงานน้อยลง และช่วยให้ลดปริมาณอาหารลงได้ทางอ้อม ส่งผลให้ลดความอ้วนลงได้ด้วย เพราะเมื่อเต็มกระเพาะแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที สมองถึงจะส่งสัญญาณให้ร่างกายทราบว่าอิ่ม ในขณะที่คนทานอย่างรีบเร่ง อาหารเต็มกระเพาะแล้วสมองจะยังไม่สั่งทันทีว่าอิ่ม อาจจะยังรับประทานต่อไป แล้วก็กระเพาะคราก

น้ำลายดีอย่างไร น้ำลายแห้งทำอย่างไร

น้ำลายมีคุณสมบัติทำลายเชื้อโรคบงตัวได้ ด้วยคุณสมบัติของไลโซไซม์ ที่สามารถย่อยผนังแบคทีเรียได้ และมีแลคโตเฟอริน ยับยั้งการแบ่งตัวของแบคทีเรีย รวมทั้งมีแอนติบอดีอยู่ในน้ำลายด้วย

ในน้ำลายมีเอนไซม์อะไมเลส หรือเอนไซม์ไทยาลิน ซึ่งสามารถย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลชั้นต้น คือ ไกแซคคาไรด์ สภาพความเป็นกรดจะทำลายฤทธิ์ของเอนไซม์ไทยาลิน

น้ำลายมีเอนไซม์ไลเปสสำหรับย่อยไขมัน ซึ่งทำงานได้ในสภาพที่เป็นกรดดังนั้นจึงไม่มีการย่อยในไขมันในปาก แต่ไลเปสจะคลุกเคล้าไปพร้อมอาหารแล้วตกไปถึงกระเพาะจึงจะมีการย่อยไขมันได้บางส่วน

ต่อมน้ำลายที่มีอยู่หลายแห่ง คือ

  1. ที่ได้ลิ้นซึ่งขับน้ำเมือกเหนียว
  2. ที่ใต้ขากรรไกร
  3. ที่ใต้ใบหูซึ่งขับน้ำเมือกใส

ปกติจะมีน้ำลายถูกสร้างมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน

คนที่น้ำลายน้อย หรือน้ำลายแห้ง ซึ่งพบบ่อยในคนชรา คนป่วยยอกจากทำให้เชื้อโรคในปากไม่ค่อยถูกขับออกแล้ว ยังทำให้ฝืดคือกลืนอาหารไม่ค่อยลง ทำให้ปุ่มรับรสอาหารทำงานได้ไม่ดี จึงทานอาการไม่ค่อยอร่อย

คนที่น้ำลายแห้ง ควรดื่มน้ำเรื่อย ๆ อาหารก็ควรเหลวเพื่อให้รับรสชาติอาหารได้ดี การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอม จะกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำลายมากขึ้น อันนี้ต้องลองทำดูด้วยตนเอง

ดื่มน้ำอย่างไรดีกับโรคกระเพาะลำไส้

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 50 – 70% หล่อเลี้ยงอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยรวมประมาณ 60% มีอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% และอยู่ 150

แป้งให้เป็นน้ำตาลชั้นต้น คือ ไดแซคคาไรด์ สภาพความเป็นกรดจะทำลายฤทธิ์ของเอนไซม์ไทยาลิน

น้ำลายมีเอนไซม์ไลเปสสำหรับย่อยไขมัน ซึ่งทำงานได้ในสภาพที่เป็นกรดดังนั้นจึงไม่มีการย่อยไขมันในปาก แต่ไลเปสจะคลุกเคล้าไปพร้อมอาหารแล้วตกไปถึงกระเพาะจึงจะมีการย่อยไขมันได้บางส่วน

ต่อมน้ำลายมีอยู่หลายแห่ง คือ

  1. ที่ใต้ลิ้นซึ่งขับน้ำเมือกเหนียว
  2. ที่ใต้ขากรรไกร
  3. ที่ใต้ใบหูซึ่งขับน้ำเมือกใส

ปกติจะมีน้ำลายถูกสร้างมากกว่า 1 ลิตรต่อวัน

คนที่น้ำลายลดน้อย หรือน้ำลายแห้ง ซึ่งพบบ่อยในคนชรา คนป่วยซึ่งทำให้เชื้อโรคในปากไม่ค่อยถูกขับออกแล้ว ทำให้ฝืดคอกลืนอาหารไม่ค่อยลง ทำให้ปุ่มรับรสอาหารทำงานได้ไม่ดี จึงทานอาหารไม่ค่อยอร่อย

คนที่น้ำลายแห้ง ควรดื่มน้ำเรื่อยๆ อาหารควรเหลวเพื่อให้รับรสชาติอาหารได้ดี การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอม จะกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำลายมากกว่า นอกจากนี้การบริหารและการนวดคาง คอ และใบหน้าอาจจะกระตุ้นการไหลเวียนให้ดีขึ้น ซึ่งทำให้การสร้างน้ำลายมากขึ้นได้ อันนี้ต้องลองทำดูด้วยตนเอง

ดื่มน้ำอย่างไรดีกับโรคกระเพาะลำไส้

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 50 -70 % หล่อเลี้ยงอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยรวมประมาณ 60 %จะอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% จะอยู่ในเลือดอีก 10 % เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการน้ำปริมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน

หน้าที่ของน้ำมีมากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจนเพื่อขนส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ข้อกระดูก เคลื่อนไหวได้สะดวก ทำให้ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน

ในทุกวันเรามีการสูญเสียน้ำไปทางปัสสาวะ 0.5 - 2.3 ลิตร และขับน้ำออกจากทางเหงื่อ อุจจาระและลมหายใจด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับน้ำทดแทนส่วนที่ขาดไป

ปกติควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว (2 ลิตร) ปริมาณน้ำนี้รวมไปถึงน้ำในอาหาร ซุป แกง น้ำในผลไม้ และเครื่องดื่ม แต่หากอากาศร้อนมาก หรือมีการสูญเสียน้ำมากด้วยเหตุอย่างอื่น ควรดื่มน้ำมากขึ้นตามไปด้วย

น้ำที่เราดื่มนี้จะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 2 นาที เท่านั้นแล้วไหลไปที่ลำไส้และถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตที่มีอาการบวมน้ำ ผู้ป่วยโรคตับขั้นรุนแรงและมีอีกหลายโรคที่แพร่ได้แนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวัน จำเป็นต้องดื่มน้ำอย่างน้อยตามที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคแย่ลง บ่งบอกถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแอไม่สามารถดูดซึม หรือขับน้ำออกจากร่างกายได้ตามปกติ

เทคนิคการดื่มน้ำให้เป็นผลดีต่อระบบย่อยและร่างกาย คือ

  1. ไม่ดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำมากเกินไป ระหว่างหรือหลังมื้ออาหาร เพราะน้ำจะไปเจือจางน้ำย่อยและลดความร้อนในกระเพาะอาหารน้ำให้ย่อยอาหารช้าลง
  2. ดื่มน้ำเล็กน้อยทุกครั้งที่รู้สึกกระหายไปตลอดกลางวัน อย่าดื่มมากแบบอั๊กๆ เพราะร่างกายดูดซึมน้ำได้ครั้งละน้อยๆ เท่านั้น การดื่มน้ำมากเกินไป ไม่ว่าจะตอนไหนก็ตาม จะทำให้เป็นภาระกับระบบย่อยอาหาร รวมทั้งหัวใจ ตับ ไต ปอด ม้าม และกระเพาะปัสสาวะที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น แล้วขับออกมาเป็นปัสสาวะ แต่ร่างกายยังรู้สึกหิวนั้นอยู่อีก เพราะร่างกายมีขีดจำกัดในการดูดซึมน้ำนั่นเอง
  3. ไม่ควรดื่มน้ำหลัง 3 ทุ่มเพราะกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
  4. น้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนในปริมาณมาก อาจทำให้อุจจาระร่วง และระวังน้ำดื่มปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก เช่น คลอไรด์, ไนเตรท. แมงกานีส, สังกะสี, ตะกั่ว ด้วย
  5. ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้ว ช่วยกระตุ้นให้ขับถ่ายอุจจาระได้ดี น้ำที่ดื่มหลังตื่นนอนนี้ยังจะไปกระตุ้นการสร้างน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารเป็นปกติ การดูดซึมอาหารเข้าสู่ลำไส้ได้ดีด้วย
  6. หากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ระบบย่อยจะทำงานไม่ดี ไต ตับ ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี ทั้งยังต้องทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ร่างกายยังต้องดึงน้ำจากส่วนต่าง ๆ มาใช้ด้วย ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ผิวอยาบ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันเลือดสูง เป็นต้น
  7. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป ไม่ว่าจะเค็มจัด เผ็ดจัด หวานจัด สามรสจัดๆ เพราะจะทำให้รู้สึกจะหายมากกว่าปกติ แล้วก็ต้องดื่มน้ำมากเพื่อไปทำให้ร่างกายไม่มีเกลือแร่เข้มข้นมากเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "ดูแลกระเพราะอาหารและลำไส้" โดยกนกอร บุญพิทักษ์ จากสำนักพิมพ์ Feel Good

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่