การลดน้ำหนัก

คีโตเจนิกไดเอ็ท สูตรลดน้ำหนัก

สาวกคีโตไดเอ็ทบอกว่าคุณสามารถกินไขมันเพื่อลดน้ำหนักได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
Istock 153902892 m

คีโตเจนิกไดเอ็ทหรือคีโตไดเอ็ท เป็นสูตรการกินที่ลดอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เพื่อบังคับให้ร่างกายนำไขมันออกมาใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักแทนที่จะเป็นกลูโคส ซึ่งกระบวนการนี้จะผลิตกรดที่เรียกว่าคีโตน (ketones) เมื่อระดับคีโตนสูงเพียงพอแล้วผู้บริโภคก็จะอยู่ในสภาวะคีโตซิส (ketosis) คีโตไดเอ็ทยังอาจถูกปรับใช้กับการรักษาทางการแพทย์ด้วย เช่น โรคลมชัก หรือการเจ็บป่วยทางระบบประสาท ผู้บบริโภคคีโตไดเอ็ทบางท่านยังใช้คีโตเจนิกไดเอ็ทในการลดน้ำหนักด้วย

คีโตเจนิก ไดเอ็ทสำหรับการลดน้ำหนัก

นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ได้มีการใช้คีโตเจนิกไดเอ็ท เพื่อรักษาอาการป่วยบางอย่างตั้งแต่ช่วงปี 1920 แต่ในปัจจุบัน ผู้คนเริ่มหันมาใช้คีโตไดเอ็ท เพื่อการลดน้ำหนัก การกินอาหารแบบ Atkins Diet ได้กลายเป็นกระแสของการทานไขมันเพื่อลดไขมัน และเมื่อผู้บริโภคมากมายเริ่มประสบความสำเร็จกับสูตร Atkins แล้ว กระแสการกินนี้ก็ติดตลาดในที่สุด แล้วคีโตไดเอ็ททำงานยังไง? ผู้ที่บริโภคโดยใช้สูตรคีโตเจนิกไดเอ็ทส่วนใหญ่บริโภคแคลอรี่ 70-75%จากไขมัน 5-10%จากคาร์โบไฮเดรต และที่เหลือคือแคลอรี่จากโปรตีน พูดง่ายๆก็คือ ผู้บริโภคแบบคีโตจะรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งไขมันมากๆอย่างชีส ถั่ว น้ำมัน ปลาที่มีไขมัน และเนื้อสัตว์
เมื่อคุณจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ร่างกายคุณก็จะขายแหล่งพลังงานนั่นก็คือกลูโคส  ร่างกายจะเอาโปรตีนจากแหล่งพลังงานนี้มาใช้ แต่ถ้าคุณไปลดปริมาณโปรตีนด้วยแล้ว ร่างกายคุณก็จะถูกบังคับให้หันมาใช้ไขมันสะสมเพื่อเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย เมื่อคุณใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกาย ร่างกายก็จะสร้างคีโตน เมื่อร่างกายเริ่มใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก และคุณเริ่มสร้างคีโตนได้แล้ว คุณก็จะอยู่ในสภาวะคีโตซิส ผู้บริโภคสามารถทดสอบระดับคีโตนได้โดยใช้แถบตรวจปัสสาวะ แถบตรวจจเลือด หรือเครื่องตรวจจับลมหายใจ แต่คีโตนไม่สามารถผลิตได้ในทันทีเมื่อคุณเริ่มทานอาหาร และคุณต้องเข้มงวงกับแผนการกินของคุณพอสมควรเพื่อที่จะให้เข้าสู่สภาวะคีโตซิส "คนส่วนใหญ่ใช้เวลา 5-10 แต่นั่นก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรถ้าพวกเขาไม่เข้มงวดกับการทานอาหาร"
ดร.กอร์ดอนเป็นนักการแพทย์แบบองค์รวมที่ปฏิบัตงานอยู่ในเมืองแอชแลนด์ รัฐโอเรกอน เธอบอกว่าเริ่มแรกเธอได้แนะนำการกินอาหารแบบคีโตเจนิกให้กับผู้ป่วยเพราะเหตุผลทางการแพทย์ และคนไข้รายนั้นประสบความสำเร็จในการใช้ แต่เธอกล่าวว่าถ้านำมาใช้ในการลดน้ำหนัก ผลที่ได้ก็อาจหลากหลายแตกต่างกันออกไป

แล้วคีโตเจนิกช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?

มีการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้คีโตเจนิกไดเอ็ท ในการลดน้ำหนัก ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไปนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ แต่บางคนก็พูดว่าการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต (โดยเฉพาะในรูปแบบที่เป็นพลังงานว่างเปล่าหรืออาหารพลังงานสูงแต่ไร้ประโยชน์) จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพได้ แต่ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่เห็นว่าการกินแบบคีโตเจนิกจะมีประสิทธิภาพในระยะยาว "ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะพบว่าน้ำหนักพวกเขาลดลงในระยะเวลาอันสั้นเมื่อพวกเขากินอาหารแบบคีโตเจนิก" เขาบอกว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ที่บริโภคแบบคีโตเจนิกจะผอมลงในช่วงแรกเนื่องจากพวกเขาสูญเสียน้ำ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญบางท่านได้กล่าว คาร์โบไฮเดรตทุกๆกรัมที่คุณกินเข้าไปทำให้ร่างกายของคุณก็จะเก็บน้ำไว้ถึง 3 กรัม และเมื่อคุณกำจัดคาร์โบไฮเดรตไปจนหมด ร่างกายก็จะกำจัดน้ำออกไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังบอกว่าการจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ก็แปลว่าส่วนใหญ่ผู้บริโภคกินอาหารน้อยกว่าปกติ ผลก็คือคนที่กินแบบคีโตเจนิกจะได้แคลิรี่น้อยลง

สรุปแล้วงานวิจัยบอกอะไรกับเรา? นักวิทยาศาสตร์พบว่าอาหารแบบไคโตเจนิกมักจะทำให้น้ำหนักลดในระยะสั้น แต่ยังไม่ทราบว่าทำไมถึงเกิดการสูญเสียไขมันขึ้นได้ นักวิจัยบางท่านคิดว่าอาหารไขมันสูงช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกพอใจและลดความอยากอาหารได้ บางคนบอกว่ามีกลไกทางสมองที่เปลี่ยนไปเมื่อมีการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน แต่นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการกินอาหารแบบคีโตเจนิกอาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน

ผลข้างเคียงของการกินแบบไคโตเจนิก

ผู้บริโภคหลายคนพยายามอย่างยิ่งในการกินอาหารแบบคีโตเจนิกเป็นเวลามากกว่าหกเดือนถึงหนึ่งปี นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลการลดน้ำหนักในระยะยาวไม่สามรถสรุปได้ และผลข้างเคียงที่เกิดจากไคโตเจนิกก็ยังทำให้ยากต่อการพยายามรักษาการกินแบบนี้ต่อไป "มีไม่กี่คนที่สามารถทนกินอาหารแบบนี้ได้เป็นเวลานานๆ" "ถึงแม้ว่าบางคนจะบอกว่าพวกเขารู้สึกมีพลังมากขึ้น แต่คุณก็รู้สึกเหนื่อยกับสูตรการกินแบบนี้เหมือนกัน" เขาอธิบายว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลักของสมอง ถ้าไม่มีคาร์โบไฮเดรต เราจะรู้สึกสะลึมสะลือ ฉุนเฉียวง่าย และจะเริ่มรู้สึกไม่ดี "มีการโต้เถียงกันว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำได้ผลดีกับผู้หญิงจริงหรือไม่ และคนไข้ที่ฉันเจอส่วนใหญ่ที่อยากลดน้ำหนักก็เป็นผู้หญิง" เธอบอกว่าการยึดติดอยู่กับแผนการกินอาหารนั้นเป็นปัญหา หลังจากระยะการปรับตัว เธอบอกว่าหนึ่งในสามของคนไข้ของเธอน้ำหนักลด คนไข้คนอื่นๆก็ไม่เห็นว่าน้ำหนักพวกเขาลดหรือไม่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าการกินอาหารแบบนี้ช่วยได้จริงไหมเพราะมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ผู้บริโภคสามารถประสบปัญหาเนื่องจากการขาดไฟเบอร์ในช่วงที่กินอาหารแบบไคโตเจนิกได้ เมื่อผู้บริโภคแทบจะไม่กินธัญพืช ทานผักผลไม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นหลายอย่างเช่น ไฟเบอร์ ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน

ผลข้างเคียงอื่น ๆ อาจรวมถึง

• ไข้หวัดคีโตน (ความรู้สึกสะลึมสลือทั่วๆไป)

• อาการปวดหัว

อ่อนเพลีย

• รู้สึกไม่ค่อยดี

• มีกลิ่นปาก

อาการท้องผูก

นอนไม่หลับ

• ความผิดปกติของฮอร์โมนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าผลข้างเคียงของอาหารแบบคีโตเจนิกจะพบบ่อยสุดในช่วงแรกๆที่เริ่มโปรแกรมการกินนี้ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเธออาจแนะนำคีโตซิสแบบต่อเนื่องเพื่อช่วยจัดการอาการเหล่านั้น โดยในโปแกรมนั้น ผู้บริโภคต้องฝึกการอดอาหารสัปดาห์ละสองครั้งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหรือ 16 ชั่วโมง โดยให้ทำบ่อยขึ้นเรื่อยๆ สุดท้าย ภาวะที่อันตรายที่สุดที่เรียกว่าภาวะคีโตซิส (ketoacidosis) อาจเกิดขึ้นได้ถ้าระดับคีโตนเพิ่มสูงมากเกินไปและเลือดกลายเป็นกรด ซึ่งสภาพการนี้ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเกิดในโรคเบาหวานประเภทที่2 และอาจส่งผลให้เกิดเบาหวานขั้นรุนแรงได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ทดสอบระดับคีโตนเป็นประจำ

แล้วต้องกินคาร์โปไฮเดรตในอาหารแบบคีโตเจนิกมากเท่าไร?

ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักด้วยการกินแบบคีโต คุณอาจได้รับคำแนะนำในการกินคาร์โบไฮเดรตในจำนวนที่ขัดแย้งกัน แหล่งอ้างอิงบางที่บอกว่าคุณควรได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 20 กรัมต่อวันเพื่อให้เกิดคีโตซิส บางแห่งแนะนำให้คุณกินคาร์โบไฮเดรตโดยปริมาณสุทธิคือ 20 กรัมต่อวัน ขณะที่บางที่ก็แนะนำให้กินไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน และหลายที่ก็แนะนำให้รับแคลอรี่จากคาร์โบไฮเดรตได้ไม่เกิน 5% ต่อวัน
รุ้สึกสับสนใช่ไหม ดร.กอร์ดอนอธิบายว่าปริมาณการกินคาร์โบไฮเดรตในอาหารคีโตที่ถูกต้องของแต่ละบุคคลนั้นจริงๆแล้วมีความแตกต่างกัน เธอเล่าถึงตัวอย่างคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ใช้การกินแบบคีโตเจนิกเพื่อลดน้ำหนัก "เธออยู่ในสภาวะคีโตซิสได้ด้วยการกินบลูเบอร์รี่ไม่เกิน 1/4ถ้วยต่อวัน ส่วนข้อจำกัดของผู้ชายคือบลูเบอร์รี่แค่ 1 ลูก" แล้วดร.กอร์ดอนแนะนำคนไข้ของเธออย่างไร? “แต่ละคนมีความแตกต่างกัน” เธอกล่าว “ฉะนั้นฉันจึงแนะนำให้พวกเขาได้ทดสอบการกินคาร์โบไฮเดรตปริมาณสุทธิ 20-30 กรัม ซึ่งจะช่วยให้พวกเค้าได้ปรับการกินได้อย่างเหมาะสม”

อาหารแบบคีโตมีแคลอรี่มากเท่าไร

เนื่องด้วยนักวิจัยไม่ได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าผู้บริโภคจะน้ำหนักลดด้วนการกินแบบคีโตเจนิกได้อย่างไร มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนว่าคุณควรจะนับจำนวนแคลอรี่ในแผนอาหารการกินของคุณดีหรือไม่ การค้นข้อมูลออนไลน์อย่างรวดเร็วจะปรากฎให้เห็นว่า สาวกคีโตต่างบอกว่าคุณต้องนับแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้น้ำหนักลด และบางคนก็บอกว่าคุณจะกินมากเท่าไหร่ก็กินได้ตราบใดที่คุณยังคงรักษาปริมาณคาร์โบไฮเดรตได้ถูกต้อง
แล้วผู้เชี่ยวชาญล่ะ ว่ายังไง? "ธาตุอาหารหลักเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทานอาหารแบบนี้ เพราะคุณต้องลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ร่างกายของคุณเข้าสู่สภาวะคีโตซิส" จิม ไวท์กล่าว "แต่มันก็เหมือนกับเกมแคลอรี่อยู่เหมือนกัน มันมีความไม่ชัดเจนอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่ามันเป็นการใช้คีโตนของร่างกาย การลดลงของน้ำหนักของน้ำ หรือการลดลงของแคอรี่กันแน่ที่ทำให้น้ำหนักลดลง แต่น้ำหนักอาจลดลงเพราะทั้งสามปัจจัยนี้ก็เป็นได้"

ถ้าคุณตัดสินใจที่จะลองลดนน้ำหนักด้วยการกินอาหารแบบคีโตเจนิก โปรดจำไว้ว่าคุณควรต้องทดสอบปริมาณคาร์ดบไฮเดรตและแคลอรี่เพื่อหาปริมาณที่สมดุลที่เหมาะกับคุณ และน้ำหนักคุณอาจมีความผันผวนในช่วงนี้ เมื่อคุณค้นพบระดับที่พอดีกับคุณแล้ว เติมเต็มห้องครัวของคุณด้วยอาหารคีโตที่ดีต่อสุขภาพและวางแผนมื้ออาหารให้ดีเพื่อให้คุณมีน้ำหนักตามที่วางเป้าหมายไว้ คุยกับผู้ที่ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณด้วย หรือจะเป็นนักโภชนาการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนถ้าหากคุณเกิดมีอาการที่น่ากังวล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่