Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

หัวใจเต้นแรง แบบนี้อันตรายหรือไม่?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,652,316 คน

หัวใจเต้นแรง แบบนี้อันตรายหรือไม่?

ว่ากันว่า คนมีความรักมักจะหัวใจเต้นแรง ... แต่นั่นก็ไม่เสมอไป เพราะอาการ หัวใจเต้นแรง อาจเป็นผลมาจากสุขภาพล้วนๆ ก็ได้ บางคนอาจเคยสังเกตว่าหัวใจเราเต้นโครมคราม หรือ หัวใจเต้นแรง และเร็วกว่าปกติ โดยไม่รู้สาเหตุ และบางครั้งก็มีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาด้วย ดังนั้น ลองมาทำความเข้าใจกันว่า อาการ หัวใจเต้นแรง นั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง และอันตรายหรือไม่

อาการที่มักเกิดพร้อมกับหัวใจเต้นแรง

อาการหัวใจเต้นเร็วอาจเกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ดังนั้น อาการที่มักเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

หากตัวเราเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการหัวใจเต้นแรงร่วมกับอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุโดยด่วน แต่อย่างไรก็ตาม อาการหัวใจเต้นแรงอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆ โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยก็ได้

สาเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นแรง

อาการหัวใจเต้นเร็วมักเกิดจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หรือเกิดจากความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งสาเหตุของอาการก็มีทั้งสาเหตุที่ไม่อันตราย และสาเหตุที่อันตราย เช่น

  • มีภาวะตื่นเต้นตกใจ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตื่นเต้น กดดัน วิตกกังวล จะทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเกิดความเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้หัวใจเต้นแรงและเร็วกว่าปกติได้ ซึ่งเป็นภาวะที่หลายคนคงเคยเป็น และไม่มีอันตรายแต่อย่างใด
  • ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน คาเฟอีนเป็นสารเสพติดที่ส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งจะกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงขึ้นและจังหวะการเต้นผิดแปลกไป รวมถึงส่งผลให้เกิดอาการใจสั่น เวียนหัว นอนไม่หลับด้วย ใครที่เกิดอาการหัวใจเต้นแรงจากการดื่มชากาแฟบ่อยๆ อาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณคาเฟอีนให้น้อยลง
  • เป็นผลจากยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคหอบหืด ยารักษาโรคไทรอยด์ และยาลดน้ำมูกบางชนิด ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากรู้สึกไม่สบายใจเราสามารถแจ้งแพทย์เพื่อขอเปลี่ยนชนิดยาได้
  • มีภาวะโลหิตจาง เมื่อเม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์ หรือมีปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายน้อย จะทำให้การขนส่งออกซิเจนไม่ดีเท่าปกติ ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักจนมีอาการหัวใจเต้นแรงและเร็วได้ รวมถึงจะพบอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และซีดด้วย
  • มีภาวะร่างกายขาดน้ำและแร่ธาตุ สมดุลของน้ำและแร่ธาตุในร่างกายมีความสำคัญในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ดังนั้น หากร่างกายขาดน้ำและแร่ธาตุบางชนิด จะส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต
  • มีความดันโลหิตผิดปกติ คนที่มีความดันสูงหรือต่ำ จะทำให้การสูบฉีดเลือดของหัวใจผิดปกติ ส่งผลให้บางครั้งมีอาการหัวใจเต้นแรง หรือเต้นรัวเร็วได้ ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนด้วย
  • การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ สารเสพติดในสุราและบุหรี่นั้นมีผลต่อระบบประสาท และอาจส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าเสพมากเกินไป
  • ออกกำลังหรือออกแรงอย่างหนัก การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้าใครออกกำลังกายอย่างหนัก จนรู้สึกว่าหัวใจเต้นโครมคราม หรือหายใจแทบไม่ทัน ก็ควรปรับการออกกำลังกายให้เบาลง
  • มีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ คนที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมาก (Hyperthyroidism) มักพบอาการหัวใจเต้นแรงและเร็วได้เช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากไทรอยด์ฮอร์โมนนั่นเอง
  • มีความผิดปกติของหัวใจ เช่น เป็นโรคหัวใจ ทำให้เนื้อเยื่อหัวใจถูกทำลาย หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นกับหัวใจโดยตรงนั้นค่อนข้างอันตราย และมักทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นแรงได้บ่อยๆ รวมถึงบางครั้งจะมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย และเจ็บหน้าอกร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของอาการหัวใจเต้นแรง

หากหัวใจเต้นแรงเป็นเพียงอาการชั่วครั้งชั่วคราว ก็มักไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายใดๆ นอกจากมีอาการหอบเหนื่อย ใจสั่น และอ่อนเพลียได้บ้าง แต่หากอาการเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือรุนแรงมาก ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ เช่น

  • มีอาการหน้ามืด เป็นลม หมดสติ
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น หรือหัวใจวาย ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้

การรักษาหัวใจเต้นแรง

อาการหัวใจเต้นแรง จำเป็นต้องรักษาโดยการควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ ตัวอย่างเช่น การรักษาภาวะผิดปกติของไทรอยด์ การควบคุมความดันโลหิต หรือการรักษาภาวะขาดน้ำ เป็นต้น แต่หากเกิดอาการหัวใจเต้นแรงผิดปกติบ่อยๆ และเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็อาจต้องรักษาโดยลดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยมีวิธีการดังนี้

  • การรักษาด้วยยา โดยยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกตินั้นมีทั้งรูปแบบยาทานและยาฉีด
  • การรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า (Cardioversion) เป็นการใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าอัตโนมัติทำให้การเต้นของหัวใจกลับมาเป็นปกติ ซึ่งมักใช้ในภาวะฉุกเฉิน
  • การทำ Vagal Maneuvers เป็นการกระตุ้นประสาท vagus เพื่อชะลอการเต้นของหัวใจให้ช้าลง

นอกจากนี้ หากสาเหตุนั้นเกิดจากความผิดปกติของหัวใจ แพทย์อาจจำเป็นต้องฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือผ่าตัดหัวใจเพื่อทำลายเนื้อเยื่อจุดกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติได้

การป้องกันหัวใจเต้นแรง

  • ออกกำลังแบบคาร์ดิโอสม่ำเสมอ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงและสามารถสูบฉีดเลือดได้เป็นปกติ
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ส่งผลให้การทำงานของหัวใจผิดปกติ
  • จำกัดปริมาณการดื่มคาเฟอีนไม่ให้มากเกินไป
  • งดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด
  • การใช้ยาประเภทต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป