Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติคืออะไร?

หัวใจของคุณยังทำงานได้ปกติหรือไม่ คลื่นไฟฟ้าหัวใจสามารถบอกคุณได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,264,350 คน

คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติคืออะไร?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) มีที่มาจากคำว่า Elektrokardiogram: EKG หมายถึงการทดสอบ "สัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ" ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งหัวใจในแต่ละจังหวะการเต้น เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอย่างสมบูรณ์ การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายจึงจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 

รู้จักคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

โดยปกติแล้ว หัวใจจะมีกลุ่มเซลล์สร้างคลื่นไฟฟ้าจากหัวใจห้องขวาบน (Sinoatrial node: SA node) ส่งมากระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนทั้งสองห้อง เพื่อให้เกิดการบีบตัวสูบฉีดเลือดลงมายังห้องล่าง คลื่นไฟฟ้าจะมากระตุ้นให้เกิดตัวกำเนิดคลื่นไฟฟ้าซึ่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและล่าง (Atrioventricular node: AV node) ให้นำคลื่นไฟฟ้านี้ไปยังหัวใจห้องขวาล่างเพื่อสูบฉีดเลือดไปฟอกที่ปอด ส่วนหัวใจห้องซ้ายล่างจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะควบคุมการทำงานของหัวใจให้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันทั้งสี่ห้อง  หากเกิดปัญหาที่ระบบไฟฟ้าส่วนใดส่วนหนึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงานของหัวใจได้และสามารถตรวจพบความผิดปกตินี้ได้จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

ประโยชน์ของการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) บ้างก็เรียกว่า EKG เป็นวิธีการตรวจที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ใช้เวลารวดเร็ว สามารถตรวจได้ทุกโรงพยาบาล แต่เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากเพราะสามารถบอกข้อมูลต่างๆ ได้ดังนี้

  • จังหวะการเต้นของหัวใจ 
  • อัตราการเต้นของหัวใจ 
  • การนำกระแสไฟฟ้าหัวใจ 
  • ขนาดของหัวใจได้ (ไม่ชัดเจนมาก) 
  • โรคและความผิดปกติที่เกิดกับหัวใจเบื้องต้นได้ เช่น โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 
  • ช่วยประเมินความแข็งแรงของหัวใจก่อนการผ่าตัดได้ 
  • ช่วยติดตามผลการรักษาโรคหัวใจได้ 

ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นไม่เจ็บเพราะไม่ได้มีกระแสไฟฟ้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแต่เครื่องจะวัดคลื่นไฟฟ้าที่มีค่าต่ำมากจากการเต้นของหัวใจ ผู้เข้ารับการตรวจจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร ไม่ต้องงดยาที่รับประทานอยู่ สามารถรับการตรวจได้ทุกเวลา ส่วนมากมักจะใช้เวลาตรวจประมาณ 5 นาที 

ขั้นตอนการตรวจมีดังนี้

  • ผู้เข้ารับการตรวจเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ รวมทั้งถอดเครื่องประดับต่างๆ ออก 
  • นอนหงายลงบนเตียงแบบผ่อนคลาย สามารถหายใจได้ตามปกติ
  • เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดผิวหนัง จากนั้นป้ายเจลลงบริเวณหน้าอก ข้อมือ และข้อเท้าทั้งสองข้าง 
  • ติดแผ่นขั้วคลื่นไฟฟ้า (Electrode) บริเวณหน้าอก หัวไหล่ทั้งสองข้าง และท้องรวม 6 จุด รวมทั้งข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้าง ข้างละ 1 จุด รวม 10 จุดเพื่อรับสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจจากหลายทิศทาง
  • กรณีผู้ป่วยเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมืออาจต้องใช้ยานอนหลับช่วย แต่อาจมีผลข้างเคียงคือ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง

หลังจากนั้นเครื่องจะประมวลผลการวัดคลื่นไฟฟ้าและแสดงผลออกมาเป็นกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทั้งนี้แพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการอบรมในการอ่านกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจและแปลผลจากคลื่นดังกล่าวเพื่อระบุว่า คุณจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อหรือไม่

คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

การแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ได้ ได้แก่ เต้นปกติ(60-100 ครั้ง/นาที) เต้นเร็ว (มากกว่า 100 ครั้ง/นาที) เต้นช้า (30-40 ครั้ง/นาที) เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นผิดจังหวะ หรือเต้นๆ หยุดๆ หากหัวใจหยุดเต้นนานกว่า 2.5 วินาทีจะทำให้เกิดอาการวูบ หน้ามืด หรือหมดสติได้  

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

เนื่องจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นเป็นการวัดการทำงานของหัวใจในหลายด้าน ดังนั้นผลที่ผิดปกตินั้นจะช่วยระบุความผิดปกติต่างๆ ได้แก่ 

  • ความผิดปกติของรูปร่างและขนาดของหัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกตินั้นสามารถบอกได้ว่า ผนังของหัวใจด้านใดที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านอื่นๆ ซึ่งแสดงว่าหัวใจนั้นอาจจะทำงานมากกว่าปกติในการสูบฉีดเลือด
  • หัวใจขาดเลือด ระหว่างที่เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดจะไม่มีเลือดมายังหัวใจ ทำให้เนื้อเยื่อหัวใจนั้นเริ่มขาดออกซิเจน และเริ่มตาย ซึ่งทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติได้ 
  • อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติอยู่ระหว่าง 60-100 ครั้งต่อนาที การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสามารถระบุได้ว่า หัวใจกำลังเต้นเร็ว หรือช้าเกินไปหรือไม่
  • ความผิดปกติของจังหวะการเต้นหัวใจ โดยปกติแล้วหัวใจมักจะเต้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสามารถระบุได้ว่า หัวใจกำลังมีจังหวะการเต้นที่ผิดปกติหรือลักษณะที่ผิดปกติหรือไม่
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การใช้ยาบางชนิดสามารถส่งผลต่ออัตราการเต้นและจังหวะของหัวใจได้ บางครั้งยาที่ให้เพื่อทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจดีขึ้นอาจส่งผลให้เกิดหัวใจเต้นผิดตังหวะได้ ตัวอย่างยาที่สามารถส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจเช่น ยาในกลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (ฺBeta blockers) โซเดียม แชนแนล บล็อกเกอร์ (Sodium channel blockers) และ แคลเซียม แชนแนล บล็อกเกอร์ (Calcium channel blockers)
  • ความผิดปกติของเกลือแร่ แร่ธาตุหลายชนิดสามารถนำคลื่นไฟฟ้าในหัวใจและทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานเป็นจังหวะ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียมแมกนีเซียม หากระดับแร่ธาตุเหล่านี้ไม่สมดุลก็อาจมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติได้

หากมีอาการต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ทันที

มีอาการหลายอย่างที่บ่งบอกว่า ควรไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่า หัวใจของคุณยังทำงานเป็นปกติหรือไม่ หากมีอาการต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ทันที

  • เจ็บ หรือแน่นหน้าอก หรือปวดร้าวไปจนถึงคอและไหล่ซ้ายเป็นเวลานาน
  • หายใจลำบาก 
  • หายใจสั้นลงจนรู้สึกหอบ
  • ใจสั่น หรือรู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติ เช่นจับชีพจรแล้วรู้สึกว่า หัวใจเต้นเร็ว
  • รู้สึกว่า คล้ายจะเป็นลม หน้ามืด
  • คลื่นไส้อาเจียน 
  • อ่อนแรงฉับพลัน

การรักษา

การรักษาตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกตินั้นมักจะขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติ ได้แก่ 

  • ผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ามากจากการที่หัวใจสร้างกระแสสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติ กรณีนี้อาจต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเพื่อช่วยให้หัวใจเต้นในจังหวะที่เหมาะสม
  • บางรายต้องรับประทานยาเป็นประจำเพื่อทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ
  • ผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดอาจต้องมีการสวนเส้นเลือดหัวใจ หรือผ่าตัดเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปยังหัวใจ
  • ผู้ที่มีภาวะเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลนั้นอาจต้องได้รับการรักษาด้วยยา หรือสารน้ำ เช่น ผู้ที่ขาดน้ำนั้นอาจมีเกลือแร่ที่ไม่สมดุลซึ่งทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติและอาจจะต้องได้รับสารน้ำ เครื่องดื่มเกลือแร่ หรือยาเพื่อปรับให้เกลือแร่นั้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง
  • การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

อย่างไรก็ตาม บางครั้งแพทย์อาจไม่แนะนำการรักษาในผู้ป่วยบางรายที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยซึ่งไม่มีอาการรุนแรง หรือความผิดปกตินั้นไม่น่ากังวล

การป้องกัน

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และถูกสุขลักษณะ
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม
  • งดการสูบบุหรี่  
  • ระมัดระวังเรื่องการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อหัวใจ หากจำเป็นควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร
  • ผ่อนคลายความเครียด ความวิตกกังวล
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป