การผ่าตัด

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker Implantation)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,119,134 คน

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker Implantation)

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ คือ ขั้นตอนการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า เพสเมกเกอร์ หรือเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปในช่องอก ซึ่งเครื่องจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังหัวใจให้หัวใจเต้นได้อย่างปกติ

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานอย่างไร

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ มีลักษณะเป็นกล่องขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 20-50 กรัม โดยเครื่องจะเชื่อมต่อกับลวดสายไฟซึ่งเชื่อมต่อกับหัวใจ เครื่องประกอบด้วยแบตเตอร์รี่ที่มีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปีขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่อง โดยรุ่นใหม่แบตเตอร์รี่จะใช้งานได้สั้นกว่าเนื่องจากใช้พลังงานสูงกว่า ภายในมีเครื่องสร้างกระแสไฟฟ้า โดยเป็นวงจรไฟฟ้าระบบคอมพิวเตอร์ที่จะเปลี่ยนพลังงานจากแบตเตอร์รี่เป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งกระแสไฟฟ้าจะไหลไปตามเส้นลวดและกระตุ้นการบีบตัวของหัวใจต่อไป ซึ่งอัตราการส่งกระแสไฟฟ้าออกไปนั้นจะเรียกว่าอัตราการสูญเสียประจุ หรือ discharge rate

โดยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในปัจจุบันสามารถตั้งโปรแกรมการทำงานได้ สามารถตั้งค่าอัตราการส่งกระแสไฟฟ้าได้ และถ้าหัวใจของผู้ป่วยเต้นช้าเกินไปหรือเต้นไม่ตรงจังหวะก็จะเป็นสัญญาณให้เครื่องตรวจจับและส่งกระแสไฟฟ้าไป แต่หากหัวใจผู้ป่วยเต้นได้เองอย่างปกติเครื่องก็จะไม่ส่งกระแสไฟฟ้าใดๆ

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจส่วนมากจะมีตัวตรวจจับและจดจำการเคลื่อนไหวของร่างกายและอัตราการหายใจของผู้ป่วย ซึ่งจุดนี้ทำให้เครื่องสามารถเพิ่มการส่งกระแสไฟฟ้าได้หากผู้ป่วยต้องออกแรง หรือใช้แรงมากขึ้น 

เหตุใดผู้ป่วยถึงต้องใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

หัวใจ คือตัวส่งเลือด มีกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งถูกควบคุมโดยกระแสไฟฟ้า สัญญาณไฟฟ้าเหล่านี้อาจถูกรบกวนได้โดยหลายเหตุผล ซึ่งส่วนมากจะนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอันตราย เช่น มีการเสียหายของตัวปล่อยกระแสไฟฟ้าหัวใจ เรียกว่า sinus node ซึ่งมีผลทำให้หัวใจเต้นช้าลงอย่างผิดปกติ (bradycardia) หรือ มีการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติ (supraventricular tachycardia) หรืออาจจะมีอาการร่วมกันทั้งสองชนิดก็ได้

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง (heart block) คือ เมื่อมีสัญญาณไฟฟ้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจถ่ายทอดไปไม่ได้ ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ

ภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) คือหัวใจหยุดทำงาน และหยุดส่งเลือดไปทั่วร่างกาย

  • เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardioverter Defibrillator, ICD)
  • การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในเยื่อหุ้มหัวใจ (Epicardial implantation)

เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า จะคล้ายกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ โดยเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า หรือไอซีดี จะเป็นตัวส่งต่อคลื่นไฟฟ้าไปสู่หัวใจ ในขณะที่เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่คุกคามชีวิต โดยเครื่องจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นหัวใจให้กลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง โดยเครื่องมือสมัยใหม่จะมีทั้งเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า กับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ รวมกันในเครื่องเดียว

ไอซีดี นิยมใช้เป็นการป้องกันการเกิดโรค ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ในอนาคต หากเครื่องรับรู้ถึงอัตราการเต้นที่ผิดปกติไป เครื่องก็จะส่งสัญญาณกระตุ้นไปที่หัวใจ ซึ่งจะช่วงให้หัวใจกลับมาเต้นอย่างปกติได้ 

วิธีการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจจะทำภายใต้ฤทธิ์ของยาชาเฉพาะที่ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกตัวขณะที่มีการใส่เครื่อง โดยจะเป็นการฝังเครื่องลงบริเวณใต้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อที่กระดูกไหปลาร้า เครื่องจะเชื่อมต่อกับลวดสายไฟซึ่งจะเชื่อมต่อกับเส้นเลือดไปสู่หัวใจ ขั้นตอนการใส่เครื่องจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที และผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังจากการใส่เครื่อง

การดูแลตัวเองหลังจากการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ไม่นานหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากได้ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หลังจากนี้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ สามารถทำกิจกรรมได้รวมทั้งการเล่นกีฬา

ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกหนัก และรู้สึกทั้งเครื่องในร่างกายได้ แต่จะชินไปเอง และผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อตรวจสอบว่าเครื่องกระตุ้นยังทำงานได้ปกติ และเครื่องกระตุ้นหัวใจจะเก็บข้อมูลการเต้นของหัวใจปกติของผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถติดตามภาวะการทำงานของหัวใจได้

เครื่องใช้ภายในบ้านเกือบทุกชนิด ไม่รบกวนการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงเครื่องไมโครเวฟ การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจถือว่ามีความปลอดภัย และมีความเสี่ยงที่จะก่อให้โรคร่วมต่ำ ข้อควรดูแลเป็นพิเศษคือการรักษาให้เครื่องทำงานอย่างปกติและลวดสายไฟจะต้องอยู่ตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง ในบางครั้งสามารถตั้งโปรแกรมใหม่ให้แก่เครื่องได้เพื่อที่จะซ่อมแซมการส่งสัญญาณได้

จะทราบได้อย่างไรว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจนั้นเหมาะสม

ก่อนผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดนั้น ผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด และทีมแพทย์จะดูว่าผู้ป่วยมีความเหมาะสมและพร้อมต่อชั้นตอนการผ่าตัดหรือไม่ และผู้ป่วยสามารถสอบถามข้อมูลต่างๆได้ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจสอบก่อน เช่น การตรวจเลือด และ ผลการเอ็กซ์เรย์ต่างๆ พร้อมทั้งจะถูกสอบถามปัญหาสุขภาพทั่วไป โรคหลอดเลือดหัวใจและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย ประวัติการผ่าตัดที่ผู้ป่วยเคยได้รับ 

การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

โดยมากจะใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจผ่านหลอดเลือดดำใหญ่ หรือเรียกว่า transvenous implantation ซึ่งเป็นวิธีการใส่ลวดสายไฟผ่านทางหลอดเลือดดำไปสู่หัวใจ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด และทำการผ่าตัดภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่โดยการฉีดสู่บริเวณที่จะทำการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นชาและไม่มีความรู้สึกเจ็บ ในระหว่างขั้นตอนการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ แพทย์จะผ่าเปิดความยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร บริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า และใส่สายสวดไฟฟ้าเข้าสู่เส้นเลือดดำ โดยจะใช้เอ็กซ์เรย์ในการนำทางสายลวดไปสู่ห้องหัวใจและฝังอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจ ปลายอีกด้านหนึ่งของสายลวดจะเชื่อมต่อกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ซึ่งจะถูกฝังอยู่ในกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ระยะเวลาในการใส่เครื่องจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที หรืออาจจะนานกว่านั้นหากผู้ป่วยใส่เครืองชนิดที่มี 3 สาย (biventricular pacemaker) หรืออาจมีการผ่าตัดหัวใจร่วมด้วยในขณะใส่เครื่อง ส่วนมากผู้ป่วยจะกลับบ้านได้ภายในวันเดียว

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งแต่ยังไม่นิยมนัก โดยวิธีนี้จะใส่สายลวดข้างหนึ่งบนผิวชั้นนอกของเยื่อหุ้มหัวใจชั้นอีพิคาร์เดียม (epicardium) วิธีการนี้จะถูกใช้โดยมากในผู้ป่วยเด็ก และในผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดหัวใจพร้อมกับการผ่าตัดใส่เรื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจวิธีนี้ผู้ป่วยจะถูกให้ยาสลบ แพทย์ผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการผ่าตัด และการฟื้นตัวของผู้ป่วยจะใช้เวลามากกว่าวิธีการปกติผ่านเส้นเลือด

วิธีการทดสอบและตั้งค่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

เมื่อใส่สายลวดไฟฟ้าเข้าที่แล้วก่อนที่จะเชื่อมสายเข้ากับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้วนั้น แพทย์จะทดสอบการทำงานของเครื่องว่าเครื่องทำงานอย่างเหมาะสมหรือไม่และสามารถกระตุ้นการเต้นของหัวใจได้อย่างเหมาะสม จากนั้นจะเชื่อมต่อสายลวดไฟฟ้าเข้ากับลวดสายไฟและตั้งค่ากระแสไฟฟ้าที่เหมาะสมต่อการกระตุ้นการเต้นของหัวใจของผู้ป่วย

การฟื้นตัวของผู้ป่วยจากการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

แพทย์จะติดตามการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจได้โดย การติดตามด้วยเครื่องติดตามชนิดพิเศษ ให้แพทย์ได้สามารถติดตามการเต้นของหัวใจของผู้ป่วยได้ เครื่องติดตามประกอบด้วยกล่องขนาดเล็กเชื่อมด้วยสายลวดไฟฟ้าและแปะลงบนหน้าอกของผู้ป่วย บนตัวเครื่องจะแจ้งการเต้นของหัวใจ พร้อมทั้งการเอ็กซ์เรย์ช่องอกเพื่อตรวจสอบการทำงานของปอดและตรวจสอบตำแหน่งของสายลวดไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ผู้ป่วยอาจจะเกิดการเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายได้บ้างในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการทดสอบแต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวด อาจมีแผลถลอกได้บ้างบริเวณที่มีการสอดลวดไฟฟ้า แต่อาการจะหายไปได้ใน 2-3 วัน

ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลยหรือไม่หลังจากการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

ส่วนมากการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเป็นการผ่าตัดและเสร็จได้ในวันเดียว ดังนั้นผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังจากการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หากไม่มีเหตุการณ์ขัดข้องเกิดขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับคู่มือการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจและบัตรประจำตัว ซึ่งผู้ป่วยควรพกกับตัวไว้ตลอดเวลา      

ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจสามารถขับรถได้หรือไม่

ถ้าผู้ป่วยมีใบขับขี่อยู่แล้ว ผู้ป่วยสามารถกลับมาขับรถได้ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หากคุณไม่มีอาการข้างเคียง เช่น วิงเวียน ปวดหัว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการขับรถได้ ผู้ป่วยควรหมั่นตรวจสอบการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจตามนัดหมาย แต่หากต้องขับรถใหญ่ เช่น ขนส่งผู้โดยสาร อาจต้องรอถึง 6 สัปดาห์หลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานอยู่ในร่างกายหรือไม่

ผู้ป่วยจะรู้สึกถึงเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ แต่ผู้ป่วยจะชินไปเองในเวลาไม่นาน ระยะแรกอาจจะรู้สึกหนักและรู้สึกไม่สบายเมื่อนั่งหรือนอนในบางท่า

ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจจะเป็นปกติเมื่อใด

ผู้ป่วยควรกลับมารู้สึกปกติได้อย่างรวดเร็ว และควรเลี่ยงการเอื่อมในข้างที่ได้รับการผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เลี่ยงการเอื้อมหมายถึง เลี่ยงการตากผ้า การหยิบของจากที่สูง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามก็ควรขยับแขนข้างที่ได้รับการใส่เครื่องอยู่เสมอ

ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจจะกลับมาออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้เมื่อใด

พยายามเลี่ยงทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากประมาณ 3-4 สัปดาห์หลังจากการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หลังจากนี้ผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้ แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการกระแทก เช่น เลี่ยงการเล่นฟุตบอลหรือรักบี้ และหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้กำลังมา

ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจควรดูแลรักษาแผลอย่างไร

ไม่ควรทำให้แผลเปียกจบกว่าจะได้ตัดไหมออก หลังจากนั้นเลี่ยงการเสียดสีบริเวณแผล ผู้ป่วยหญิงอาจต้องเปลี่ยนเสื้อชั้นในให้สายมีขนาดใหญ่ขึ้น และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนแสงแดดภายในปีแรก เนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่มีสีเข้มขึ้นได้

ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจต้องตัดไหมเย็บออกหรือไม่

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่แพทย์ใช้ โดยมากแพทย์จะใช้ไหมละลายซึ่งจะละลายหายไปได้เอง ซึ่งก่อนผู้ป่วยจะกลับบ้านแพทย์จะแจ้งให้ทราบว่าใช้ไหมชนิดใด และจะแจ้งให้ทราบว่าต้องกลับมาตัดไหมออกหรือไม่ ซึ่งโดยมากถ้าต้องตัดออกจะตัดออก 10 วัน หลังการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจยต้องรับการตรวจด้านใดบ้าง

ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสอบเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หลังจากการผ่าตัด 4 สัปดาห์ และตรวจการทำงานของเครื่องทุก 3 ถึง 12 เดือน หากหลังจากการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้วผู้ป่วยรู้สึกไม่ดีขึ้น หรือเครื่องไม่ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นนัก ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อปรับตั้งค่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจใหม่

เครื่องใช้ไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจหรือไม่

เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านส่วนใหญ่ไม่มีผลรบกวนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ทั้งนี้รวมถึงเครื่องอบไมโครเวฟด้วย

เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น มีข้อแนะนำดังนี้

  • โทรศัพท์มือถือ มีความปลอดภัยต่อผู้ป่วย แต่ควรเก็บให้ห่างจากเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
  • เครื่องตรวจสอบความปลอดภัย เครื่องสแกนภายในสนามบินหรืออุปกรณ์กันขโมยในห้างสรรพสินค้าต่างๆ อาจรบกวนการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจได้ ผู้ป่วยจะสามารถเดินผ่านเครื่องได้แต่ต้องผ่านอย่างเร็ว และควรแจ้งพนักงานรักษาความปลอดภัยว่าท่านมีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในร่างกาย
  • เครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ (MRI scan) ผู้ป่วยต้องไม่ผ่านเครื่องเอ็มอาร์ไอ เนื่องจากจะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เนื่องจากเครื่องสแกนมีคลื่นแม่เหล็กอยู่ แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบัน มีเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอที่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ดังนั้นผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์ก่อนว่าตนมีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอยู่ในร่างกาย
  • การสลายนิ่ว (Lithotripsy) การสลายนิ่วสำหรับผู้ป่วยนิ่วในไต ควรหลีกเลี่ยงหากผู้ป่วยใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ 

ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเมื่อใด

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจมีอายุแบตเตอรี่ประมาณ 8-10 ปี หลังจากนี้ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ทั้งนี้หมายถึงเปลี่ยนเครื่องภายในด้วย โดยการผ่าตัดเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นเพียงขั้นตอนสั้นๆ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจติดตามผลเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจบ่อยเพียงใด

ผู้ป่วยจะได้รับการนัดตรวจติดตามไปตลอดชีวิต โดยจะนัดทุกๆ 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดและการทำงานของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ โดยระหว่างการตรวจติดตามแพทย์จะประเมินและตรวจสอบอัตราการสูญเสียประจุ ตรวจสอบความแรงของกระแสไฟฟ้าและตรวจสอบผลการทำงานของหัวใจ

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจมีผลต่อกิจกรรมทางเพศหรือไม่

ยารักษาโรคหัวใจบางชนิดมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ป่วยชายได้ ให้ผู้ป่วยผ่อนคลายไม่ควรเครียดเรื่องนี้ เนื่องจากความเครียดจะมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศได้เช่นกัน ผู้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปกติ ควรพูดคุยกับคู่รักให้เข้าใจเรื่องรอยแผลเป็นและการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจว่าสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปกติ

ความเสี่ยงของการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงมีดังนี้

  • การติดเชื้อ ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะติดเชื้อในบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หรือบริเวณเส้นเลือดได้ แต่มีความเสี่ยงต่ำมาก โดยประมาณ 1 ใน 100 คนที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอาจจะติดเชื้อได้ อาการมีดังนี้ มีไข้สูง 38 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า เจ็บปวดหรือแดงบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ บางครั้งบริเวณนั้นอาจจะมีความร้อนเนื่องจากมีการปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาได้ เป็นต้น หากผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองอาจจะติดเชื้อควรรีบไปพบแพทย์ หากการติดเชื้อไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจจะแพร่กระจายไปยังปอด (ปอดบวม) เยื่อบุหัวใจ (เยื่อบุหัวใจอักเสบ,Endocarditis) หรือเลือด (ติดเชื้อในกระแสเลือด) การติดเชื้อบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ และการผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
  • การทำงานของเครื่องผิดปกติ จะเกิดขึ้นได้ใน 1 ต่อ 250 คนที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ  เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอาจเกิดการทำงานผิดปกติได้ถ้าสายลวดหลุดจากตำแหน่ง หรือแบตเตอรี่สำหรับส่งประจุไฟฟ้าผิดปกติ หรือวงจรไฟฟ้าในเครื่องผิดปกติเนื่องจากผ่านสนามแม่เหล็ก หรือโปรแกรมในเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจติดตั้งผิดปกติ เป็นต้น สัญญาณเตือนว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอาจทำงานผิดปกติคือ หัวใจของผู้ป่วยเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ ปวดศรีษะ สะอึก หน้ามืดเป็นลม ถ้าหากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนเครื่องหรือติดตั้งโปรแกรมใหม่
  • ทวิดเลอร์ ซินโดรม (Twiddler’s syndrome) คืออาการที่เกิดจากเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ โดยเครื่องเคลื่อนจากตำแหน่งปกติ โดยผู้ป่วยเคลื่อนเครื่องไปมาโดยไม่รู้ตัว วิธีการแก้ไขคือ ฝังและเย็บตัวเครื่องเข้ากับกล้ามเนื้อรอบๆ ให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่