Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

เข้าใจการทำงานของหัวใจ (Understanding how your Heart Functions)

เข้าใจการทำงานของหัวใจให้มากขึ้น และรู้จักความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับหัวใจ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,495,853 คน

เข้าใจการทำงานของหัวใจ (Understanding how your Heart Functions)

หัวใจ เป็นกล้ามเนื้อที่เป็นศูนย์กลางของระบบไหลเวียนเลือด มีตำแหน่งอยู่บริเวณตรงกลางหน้าอกค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย มีขนาดประมาณกำปั้น

หน้าที่สำคัญของหัวใจคือ สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายในทุกๆ ครั้งที่หัวใจเต้น โดยเลือดที่สูบฉีดไปนั้นจะผ่านการฟอกโดยปอด อุดมไปด้วยออกซิเจน และสารอาหาร หลังจากนั้นก็จะนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียที่ไม่จำเป็นออกไปนั่นเอง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad

โครงสร้างของหัวใจ

โครงสร้างของหัวใจจะประกอบด้วย เยื่อหุ้มหัวใจ ห้องหัวใจ และลิ้นหัวใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เยื่อหุ้มหัวใจ

หัวใจประกอบด้วยชั้นเนื้อเยื่อ 3 ชั้น โดยทั้ง 3 ชั้นจะถูกล้อมรอบด้วยถุงหุ้มหัวใจ (Pericardium) เป็นชั้นบางๆ ที่ปกป้องหัวใจอีกที โดยมีชื่อเรียกดังนี้

  • ชั้นอิพิคาร์เดียม (Epicardium) เป็นชั้นนอกสุด
  • ชั้นไมโอคาร์เดียม (Myocardium) เป็นชั้นกลาง
  • ชั้นเอนโดคาร์เดียม (Endocardium) เป็นชั้นในสุด

ห้องหัวใจ

ภายในหัวใจจะแบ่งออกเป็น 4 ห้อง โดยแต่ละห้องจะถูกคั่นด้วยผนังกล้ามเนื้อที่เรียกว่า Septum ได้แก่

  • ห้องเล็กด้านบนฝั่งขวา (Right Atrium)
  • ห้องเล็กด้านบนฝั่งซ้าย (Left Atrium)
  • ห้องใหญ่ด้านล่างฝั่งขวา (Right Ventricle)
  • ห้องใหญ่ด้านล่างฝั่งซ้าย (Left Ventricle)

ลิ้นหัวใจ

หัวใจทั้ง 4 ห้อง จะมีลิ้นหัวใจทำหน้าที่เหมือนประตูเข้าออกทางเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ซึ่งแต่ละห้องจะมีลิ้นหัวใจดังต่อไปนี้

  • ลิ้นออร์ติก (Aortic) อยู่ทางซ้าย
  • ลิ้นไมตรัล (Mitral) อยู่ทางซ้าย
  • ลิ้นพัลโมนารี (Pulmonary) อยู่ทางขวา
  • ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid) อยู่ทางขวา

อ่านเพิ่มเติม: ส่วนประกอบของหัวใจประกอบด้วยอะไรบ้าง

ระบบไหลเวียนเลือด

หัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดประมาณ 5 ลิตรไปทั่วร่างกายตลอดเวลา เรียกว่าการไหลเวียนโลหิต (Circulation) โดยหัวใจ เลือด และหลอดเลือดต่างๆ จะทำงานร่วมกันจนกลายเป็นระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular System) นั่นเอง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad

หัวใจห้องทางขวาจะรับเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ จากการใช้งานของสมองและร่างกาย โดยหัวใจจะสูบฉีดเลือดเหล่านี้เข้าไปในปอดเพื่อเติมออกซิเจนใหม่ ก่อนส่งเลือดกลับเข้าไปในหัวใจห้องด้านซ้ายเพื่อเตรียมสูบฉีดกลับไปเลี้ยงสมองและร่างกายใหม่

หลอดเลือด

เลือดจะถูกสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ผ่านเส้นเลือดดังนี้

  • หลอดเลือดแดง (Arteries) ใช้สูบฉีดเลือดที่เต็มไปด้วยออกซิเจนจากหัวใจ ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเส้นเลือดแดงจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะห่างจากหัวใจ
  • หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เป็นเครือข่ายหลอดเลือด ที่เชื่อมหลอดเลือดแดงที่มีขนาดเล็กที่สุดเข้ากับหลอดเลือดดำที่มีขนาดเล็กที่สุด มีหน้าที่ช่วยแลกเปลี่ยนน้ำ ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ สารอาหาร และของเสียอื่นๆ ระหว่างหลอดเลือดทั้งสองและเนื้อเยื่อโดยรอบ
  • หลอดเลือดดำ (Veins) ใช้สูบฉีดเลือดที่พร่องออกซิเจนกลับเข้าไปในหัวใจ และจะมีขนาดหลอดเลือดใหญ่ขึ้นเมื่ออยู่ใกล้หัวใจ

หลอดเลือดจะมีขยายใหญ่หรือตีบแคบ ขึ้นอยู่กับว่าส่วนนั้น ๆ ของร่างกายต้องใช้เลือดมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะถูกควบคุมด้วยฮอร์โมน

อ่านเพิ่มเติม: ระบบไหลเวียนเลือดมีกระบวนการทำงานอย่างไร และมีวิธีดูแลอย่างไร

ระบบทางไฟฟ้ากับอัตราการเต้นของหัวใจ

เพื่อให้หัวใจเต้นอย่างสม่ำเสมอ หัวใจจึงต้องการสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบีบรัดและคลายตัว โดยระบบไฟฟ้าจะมีกระบวนการทำงานดังนี้

  • สัญญาณทางไฟฟ้าจะเริ่มขึ้นที่หัวใจห้องบนฝั่งขวาที่มีหน้าที่เหมือนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีปุ่มไซโนเอเทรียล (Sino-Atrial) อยู่ ทำให้เกิดการบีบรัดตัว ส่งผลให้เลือดไหลผ่านลิ้นหัวใจเข้าไปในห้องหัวใจด้านล่าง (Ventricles)
  • หลังจากนั้นเซลล์ชนิดพิเศษที่เรียกว่าปุ่มเอทริโอเวนทริคิวลาร์ (Atrio-Ventricular) จะส่งสัญญาณทางไฟฟ้าผ่านกล้ามเนื้อหัวใจ ด้วยระบบเส้นทางไฟฟ้าที่เรียกว่า "คอนดัคติ่งซิสเต็ม (Conducting System)"
  • กล้ามเนื้อของห้องหัวใจด้านล่างจะบีบรัดตัวและทำให้เลือดสูบฉีดผ่านลิ้นพัลโมนารี และลิ้นออร์ติก เข้าไปยังหลอดเลือดแดงเส้นหลักกระจายเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย 
  • หลังจากนั้น ปุ่มไซโนเอเทรียลก็จะปล่อยสัญญาณทางไฟฟ้าอีกรอบเพื่อเริ่มวงจรการทำงานใหม่อีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม: อัตราการเต้นของหัวใจในผู้ใหญ่ อัตราการเต้นของหัวใจในเด็ก และอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad

ความดันโลหิต

ความดันโลหิต หมายถึง ความดันภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ ขณะที่ปั๊มเลือดที่ผ่านการฟอกจากปอดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือที่เรียกว่า “ระบบไหลเวียนเลือด” ดังนั้น ความดันโลหิตจึงมีอยู่ตลอดเวลาเพราะหัวใจมีการไหลเวียนของเลือดอยู่ตลอดเวลานั้นเอง

วัฎจักรการเต้นของหัวใจกับความดันโลหิต

วัฎจักรการเต้นของหัวใจ 1 ครั้ง หมายถึง การบีบรัดและคลายตัวของหัวใจเพื่อใช้ในการสูบฉีดเลือดในแต่ละครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความดันภายในเลือด หรือความดันโลหิตนั่นเอง

โดยในขณะที่ร่างกายพักอยู่จะมีอัตราการเต้นหัวใจอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที และจะเพิ่มขึ้นขณะที่คุณออกกำลังกาย เพื่อให้มีเลือดไหลเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ซึ่งหัวใจทั้ง 4 ห้องจะต้องคอยสูบฉีดเลือดในจังหวะที่ถูกต้อง และสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา

ระยะของวัฎจักรการเต้นหัวใจมีอยู่ 2 ระยะ คือ

  • ซิสโทล (Systole) เมื่อหัวใจบีบตัวและดันเลือดออกจากห้องหัวใจ
  • ไดแอสโทล (Diastole) ช่วงเวลาระหว่างการบีบรัดตัว หรือเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจคลายตัว และทำให้ห้องหัวใจเต็มไปด้วยเลือด

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจ

ความผิดปกติของหัวใจในที่นี้ จะแบ่งออกเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนที่เกี่ยวของกับหัวใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ

บางคนอาจเกิดมาพร้อมกับหัวใจที่พัฒนาขึ้นอย่างไม่ถูกต้องตั้งแต่ตอนที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์ (Congenital Heart Disease) หรือบางครั้งก็อาจจะเกิดความผิดปกติของหัวใจที่สืบทอดผ่านทางกรรมพันธุ์ เรียกความผิดปกติเหล่านี้ว่า ความผิดปกติที่เกิดจากโครงสร้างของหัวใจ

2. ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

  • หัวใจวาย (Heart Attack)
  • แน่นหน้าอก (Angina)
  • ภาวะหลอดเลือดสมอง (Stroke)

3. ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางไฟฟ้า

โดยทั่วไปแล้วหัวใจจะเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที โดยจังหวะการเต้นจะขึ้นอยู่กับสัญญาณทางไฟฟ้าที่ส่งไปยังหัวใจ

หากสัญญาณทางไฟฟ้าภายในหัวใจถูกขัดขวางอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป (Tachycardia) หรือช้าลงเกินไป (Bradycardia) หรือเต้นอย่างไม่สม่ำเสมอ จนทำให้เกิดภาวะดังต่อไปนี้

4. ความผิดปกติเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ

หัวใจจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หากลิ้นหัวใจใช้การไม่ได้ โดยทั่วไปแล้วปัญหาที่พบเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ มีดังนี้

  • ลิ้นหัวใจรั่ว (Valve Regurgitation หรือ Valve Incompetence)
  • ลิ้นหัวใจตีบแคบและแข็งตัว (Valve Stenosis)

รวมบทความที่เกี่ยวข้องกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหัวใจ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ดูในแอป