มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล (Acute lymphoblastic leukaemia)

เผยแพร่ครั้งแรก 10 ก.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 19 พ.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 15 นาที
มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล (Acute lymphoblastic leukaemia)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล หรือ โรคมะเร็งเอแอลแอล เป็นโรคมะเร็งที่ร่างกายมีเม็ดเลือดขาวไม่สมบูรณ์ผิดปกติมากเกินไป ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ มีอาการของโลหิตจาง อ่อนเพลีย ผิวหนังซีด หายใจลำบาก รวมถึงมีภาวะเลือดออกง่าย ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเอแอลแอลจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยการรักษาร่วมกันระหว่างยาเคมีบำบัดและรังสีรักษา และในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องปลูกถ่ายไขกระดูก (bone marrow transplant) เพื่อให้หายขาด

บทนำโรคมะเร็งเอแอลแอล

คำว่า leukaemia ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukaemia) เป็นโรคมะเร็งที่มีการดำเนินไปของโรคอย่างรวดเร็ว ลุกลามเร็ว มีความรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1140 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

173

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ยังสามารถแบ่งออกตามชนิดของเม็ดเลือดขาวที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็ง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่:

  • เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ (lymphocytes): ส่วนใหญ่เม็ดเลือดขาวชนิดนี้จะทำหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัส
  • เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล (neutrophils): เม็ดเลือดขาวชนิดนี้มีหลายหน้าที่ เช่น ต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรีย, พยาธิ

นอกจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล ซึ่งเป็นมะเร็งของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แล้ว ยังมีมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ อีก:

  • Chronic lymphocytic leukaemia
  • Chronic myeloid leukaemia
  • Acute myeloid leukaemia

สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอลมักจะค่อยๆ เริ่มต้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อร่างกายมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ไม่สมบูรณ์ (immature white blood cells) ในเลือดเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ป่วยจะมีอาการได้แก่:

  • ผิวสีซีด (pale skin)
  • อ่อนเพลีย
  • หายใจลำบาก
  • มีการติดเชื้อซ้ำๆ ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน
  • มีเลือดออกผิดปกติและบ่อยครั้ง

เกิดอะไรขึ้นในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

เม็ดเลือดขาวทุกเซลล์ในร่างกายสร้างมาจากไขกระดูก (bone marrow) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อฟองน้ำที่พบภายในกระดูก

ไขกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเซลล์พิเศษที่เรียกว่า สเต็มเซลล์ (stem cells) หรือเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งมีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์เม็ดเลือด 3 ชนิดที่สำคัญ ได้แก่:

  • เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cells): ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย
  • เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cells): ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อของร่างกาย
  • เกร็ดเลือด (platelets): ช่วยให้เลือดหยุดไหล

โดยปกติไขกระดูกจะทำหน้าที่สร้างสเต็มเซลล์จากนั้นสเต็มเซลล์จะพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่เป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ก่อนที่จะถูกปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด แต่ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ไขกระดูกจะปลดปล่อยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ยังไม่สมบูรณ์ เจริญไม่เต็มที่ เข้าสู่กระแสเลือดจำนวนมาก เราเรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ยังไม่สมบูรณ์ว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อน หรือ บลาสต์เซลล์ (blast cells)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1140 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

173

เมื่อร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนเพิ่มจำนวนขึ้นจะทำให้ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือดลดปริมาณลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย และมีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกมากขึ้น

นอกจากนี้เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนเป็นเซลล์ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวโตเต็มที่ในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ดังนั้นผู้ป่วยจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในเด็ก ปริมาณการว่าจะพบโรคนี้ได้ในเด็ก 1 รายต่อเด็ก 2,000 ราย ประมาณ 85% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอลพบในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี โดยพบบ่อยสุดในช่วงอายุระหว่าง 2- 5 ปี

สาเหตุของมะเร็งเลือดขาวเฉียบพลันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เรารู้ว่าปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้แก่:

  • การสัมผัสกับรังสีปริมาณมากๆ
  • การสัมผัสกับสารเบนซิน (benzene) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม และยังพบในบุหรี่ด้วย

อนาคตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเอแอลแอล

ภาพอนาคตของโรคมะเร็งเอแอลแอลในผู้ป่วยเด็กโดยทั่วไปอยู่ในระดับดี ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยเด็กจะเข้าสู่การสงบของโรคได้ (remission) ซึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีอาการใดๆ และ 85% ของผู้ป่วยเด็กจะหายขาด

แต่ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคมะเร็งเอแอลแอลจะมีความหวังน้อยกว่า เพราะจะมีเพียง 40% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่หายขาด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1140 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

173

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอลมักใช้การรักษาร่วมกันระหว่างยาเคมีบำบัดและรังสีรักษา และในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องปลูกถ่ายไขกระดูก (bone marrow transplant) เพื่อให้หายขาด

หากการรักษาโรคไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ นั่นหมายความว่าผู้ป่วยจะขาดเซลล์เม็ดเลือดที่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้ออันตรายร้ายแรงถึงชีวิต (เพราะเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สมบูรณ์) หรือ มีอาการเลือดออกรุนแรงและควบคุมไม่ได้ (เพราะขาดเกร็ดเลือด)

อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล

อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอลมักจะค่อยๆ เริ่มต้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อร่างกายมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ไม่สมบูรณ์ (immature white blood cells) ในเลือดเพิ่มมากขึ้น

อาการส่วนใหญ่เกิดจากการขาดเซลล์เม็ดเลือดที่สมบูรณ์ในกระแสเลือด

อาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเอแอลแอล ได้แก่:

  • ผิวหนังซีด
  • รู้สึกอ่อนเพลีย หายใจลำบาก
  • มีการติดเชื้อซ้ำๆ ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน
  • มีเลือดออกผิดปกติและบ่อยครั้ง เช่น เลือดออกที่เหงือกหรือเลือดกำเดาออก
  • มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • มีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ปวดกระดูกและข้อ
  • มีรอยฟกช้ำได้ง่าย
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ปวดท้อง-สาเหตุมาจากตับโตหรือม้ามโต
  • น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ
  • ผื่นผิวหนังสีม่วง (purpura)

ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเอแอลแอลบางราย เซลล์ที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้จะแพร่กระจายจากเลือดเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย (สัมพันธ์กันสมองและระบบประสาท) ได้แก่:

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ถ้าคุณ หรือบุตรหลานของคุณมีอาการบางอย่าง หรือแม้จะมีอาการทั้งหมดดังที่กล่าวข้างต้น ก็ยังมีแนวโน้มที่ไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็งเอแอลแอล

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะไม่ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที 

สาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอลมีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอ (DNA mutation) ในสเต็มเซลล์ ทำให้เกิดการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาจำนวนมาก

เม็ดเลือดขาวที่สร้างแล้วจะถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูกก่อนที่จะพัฒนาเป็นเม็ดเลือดขาวที่สมบูรณ์เต็มที่และมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค

เมื่อมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนที่ยังโตไม่เต็มที่ปริมาณเพิ่มขึ้น จะทำให้ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือดที่สมบูรณ์มีปริมาณลดลง และการลดลงนี้เองก็เป็นสาเหตุของอาการหลายอาการในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอที่เกิดขึ้น แต่มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเอแอลแอล

โรคทางพันธุกรรม (genetic disorders)

ผู้ป่วยเด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเอแอลแอลนั้นคาดคิดว่ามีสาเหตุที่สัมพันธ์กับโรคทางพันธุกรรม ตัวอย่างเช่น อัตราการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีแนวโน้มสูงขึ้นในเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม (Down’s syndrome)

การสัมผัสกับรังสี (radiation exposure)

การสัมผัสถูกรังสีในปริมาณสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นก่อนกำเนิดหรือหลังจากนั้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามปริมาณรังสีต้องมีปริมาณมากพอจึงจะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น ปริมาณรังสีที่รั่วไหลจากอุบัติเหตุโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl)

เนื่องจากความเสี่ยงของการสัมผัสรังสีที่มีต่อเด็กทารกที่ยังไม่เกิด เทคนิคทางการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีการใช้รังสี เช่น เอกซ์เรย์ จะไม่ค่อยใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในวัยเด็ก ไม่พบประวัติของโรคทางพันธุกรรมและประวัติการสัมผัสกับรังสี

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นไปได้

ผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่างการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพิจารณาว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่อไปนี้อาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้หรือไม่

  • การอาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
  • การอาศัยอยู่ใกล้กับสายไฟฟ้าแรงสูง
  • การอาศัยอยู่ใกล้กับอาคารหรืออุปกรณ์ที่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา เช่น เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

ณ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวข้างต้นเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

เบนซิน (benzene)

การสัมผัสกับสารเคมีเบนซินคือปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ใหญ่ที่จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน สารเบนซินพบได้ในน้ำมันเบนซินและยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมยาง อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการควบคุมการใช้สารนี้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนสัมผัสกับสารนี้เป็นเวลานาน

สารเบนซินยังพบได้ในบุหรี่ จึงเป็นสาเหตุที่อธิบายได้ว่าทำไมผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า

นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือการใช้รังสีรักษาในการรักษาโรคมะเร็งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันได้

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

มีข้อมูลหลักฐานเล็กน้อยที่บอกว่าผู้ป่วยที่มีภาวะต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเอแอลแอล:

  • อ้วน
  • มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: จากโรคติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ หรือกำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเอแอลแอล

ขั้นตอนแรกในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเอแอลแอล คือ แพทย์จะสังเกตอาการแสดงของโรคที่เห็นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต และจะนำเลือดของคุณไปตรวจ

หากผลการตรวจเลือดพบปริมาณเม็ดเลือดขาวผิดปกติในปริมาณสูงอาจบ่งชี้ว่าคุณเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ซึ่งคุณจะถูกส่งต่อไปพบแพทย์โลหิตวิทยาต่อไป (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคเลือด)

การเจาะตรวจไขกระดูก (bone marrow biopsy)

เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน แพทย์โลหิตวิทยาจะทำการเจาะไขกระดูกเพื่อเก็บตัวอย่างจำนวนเล็กน้อยไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

แพทย์โลหิตวิทยาจะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อให้ผิวหนังบริเวณกระดูกมีอาการชา โดยทั่วไปจะเป็นบริเวณกระดูกสะโพก จากนั้นจะใช้เข็มเพื่อเจาะดูดเอาตัวอย่างของไขกระดูกออกมาเล็กน้อย คุณอาจรู้สึกปวดเล็กน้อยเมื่อยาชาหมดฤทธิ์และมีรอยช้ำ และไม่สบายตัวอีกสักสองสามวันหลังจากนั้น ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที และไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

ไขกระดูกที่ถูกเจาะออกมานั้นจะนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง หากพบเซลล์มะเร็งจะทำการตรวจชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันไปพร้อมกัน

การตรวจเพิ่มเติม

มีการตรวจเพิ่มเติมอีกหลายอย่างที่จะถูกใช้เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินไปและความรุนแรงของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ควรได้รับ การตรวจเพิ่มเติมมีรายละเอียดดังนี้

Cytogenetic testing

การตรวจเซลล์พันธุศาสตร์ หรือ Cytogenetic testing คือการตรวจทางพันธุศาสตร์ของเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะพบการแปรปรวนทางพันธุกรรมที่จำเพาะกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพื่อจะรู้ว่าการแปรปรวนที่พบนั้นมีความสำคัญต่อการรักษาโรคอย่างไร

Immunophenotyping

Immunophenotyping คือการทดสอบที่จะช่วยระบุชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเอแอลแอลที่แน่นอน ซึ่งจะทดสอบจากเลือด ไขกระดูก และของเหลวในร่างกายอื่นๆ

การทดสอบนี้มีความสำคัญเนื่องจากการรักษาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามชนิดของโรคมะเร็ง

ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (Polymerase chain reaction หรือ พีซีอาร์ (PCR))

การตรวจ PCR เป็นการตรวจที่ต้องนำเลือดของผู้ป่วยไปตรวจ เป็นการตรวจที่สำคัญสำหรับการวินิจฉัยและการติดตามการตอบสนองต่อการรักษา

โดยจะทำการเจาะเลือดผู้ป่วยไปตรวจทุกๆ 3 เดือน เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี หลังเริ่มการรักษา และตรวจด้วยความถี่ที่ลดลงเมื่อโรคสงบแล้ว

การตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ (Lymph node biopsy)

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน อาจมีการตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองที่โต ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้นแพร่กระจายไปมากเพียงใด

ซีทีสแกน (CT scans)

เมื่อคุณเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน คุณอาจได้รับการตรวจซีที สแกน/การสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบอวัยวะต่างๆ ในร่างกายว่ายังทำงานได้ดี เช่น หัวใจและปอด

การเอกซ์เรย์ปอด (chest X-ray)

อาจมีการตรวจเอกซ์เรย์ปอดเพื่อดูการบวมของต่อมน้ำเหลือง

การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar puncture)

หากรู้สึกว่ามีความเสี่ยงที่มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันจะแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาท คุณอาจได้รับการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง

การเจาะกรวดน้ำไขสันหลังนั้นจะทำโดยการใช้เข็มร่วมกับการใช้ยาชาเฉพาะที่ เพื่อดูดเอาตัวอย่างน้ำหล่อเสียงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ออกมาจากหลังของคุณ การตรวจนี้เพื่อดูว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้นแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาทแล้วหรือยัง 

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล

การรักษาโรคมะเร็งเอแอลแอลนั้นมักจะเริ่มในเวลาไม่กี่วันหลังวินิจฉัยโรคแล้ว เพราะโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็ว

ระยะของการรักษา

การรักษาโรคมะเร็งเอแอลแอล จะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้:

  • ระยะชักนำในโรคสงบ (induction)-เป้าหมายของการรักษาในระยะเริ่มแรกนี้คือการทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวภายในไขกระดูก ฟื้นฟูสมดุลของเซลล์ในเลือด และรักษาอาการหลายๆ อาการที่คุณเป็น
  • ระยะการรักษาเข้มข้น (consolidation)-เป้าหมายของการรักษาในระยะนี้คือการทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่หลงเหลืออยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง
  • ระยะรักษาต่อเนื่องเพื่อให้โรคสงบตลอดไป (maintenance)-เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการรักษาซึ่งจะใช้ยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดในขนาดยาคงที่อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาในระยะต่อเนื่อง (maintenance) ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพเฉพาะสำหรับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดเอแอลแอล และมักไม่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด acute myeloid leukaemia 

การรักษาระยะชักนำ (Induction)

การรักษาระยะชักนำจะทำการรักษาในโรงพยาบาลหรือในศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง เพราะคุณมักจำเป็นต้องได้รับการให้เลือด เพราะเลือดของคุณไม่มีเซลล์เม็ดเลือดที่สมบูรณ์มากเพียงพอ

ระยะนี้คุณมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคุณควรอยู่ในสถานที่ปลอดเชื้อ และสุขภาพของคุณต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด และหากพบการติดเชื้อใดๆ ก็ตาม ต้องรีบทำการรักษาทันที คุณอาจได้รับการจ่ายยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) เพื่อป้องกันการติดเชื้อในอนาคต

ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)

คุณจะได้รับยาเคมีบำบัดเพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในไขกระดูก แม้ว่ายาบางชนิดสามารถให้โดยการรับประทานได้ แต่คุณจะได้รับยามากกว่าหนึ่งชนิดด้วยการฉีด เพื่อให้การรักษาง่ายขึ้นและเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำๆ คุณจะได้รับยาผ่านทางสายสวนหลอดเลือดดำใหญ่ที่หน้าอก (central line)

ยาเคมีบำบัดบางชนิดอาจให้โดยตรงเข้าสู่น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่อาจแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาท การให้ยานี้จะให้ผ่านทางเข็มที่เจาะเข้าไปยังกระดูกสันหลัง คล้ายกับวิธีการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (lumbar puncture)

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการได้รับยาเคมีบำบัดเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งได้แก่:

ผลข้างเคียงต่างๆ ควรดีขึ้นเมื่อการรักษาสิ้นสุดลง ผมที่ร่วงไปแล้วมักใช้เวลาระหว่าง 3-6 เดือนในการกลับมางอกใหม่อีกครั้ง

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ (steroid therapy)

คุณอาจได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์ หรือ ยาสเตียรอยด์ชนิดเม็ด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพยาเคมีบำบัด

ยาอิมาทินิบ (Imatinib)

ถ้าคุณได้รับการตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคมะเร็งเอแอลแอลชนิด Philadelphia chromosome ให้ผลบวก คุณจะได้รับยาที่ชื่อว่า imatinib โดยยา imatinib จะออกฤทธิ์ยับยั้งการส่งสัญญาณภายในเซลล์มะเร็งที่ทำให้ตัวเซลล์เติบโตและเพิ่มจำนวน ผลสุดท้ายคือทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย

ยา imatinib เป็นยาเม็ดให้โดยการรับประทาน ผลข้างเคียงของยา imatinib มักอยู่ในระดับรุนแรงน้อยและควรค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ได้แก่:

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • บวมที่หน้าและขาส่วนล่าง
  • ตะคริวที่กล้ามเนื้อ
  • ผื่น
  • ท้องเสีย

โดยการรักษาในระยะชักนำนี้จะใช้เวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษาของคุณว่าเป็นอย่างไร ในบางกรณีคุณหรือบุตรหลานของคุณอาจได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ถ้าอาการดีขึ้นแล้ว

การรักษาระยะเข้มข้น (Consolidation)

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้ายังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาในระยะเข้มข้นคือเพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ยังหลงเหลือถูกทำลาย

ในการรักษาผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดชนิดฉีดอย่างต่อเนื่อง มักจะทำการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ซึ่งหมายถึงคุณไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามคุณอาจจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลในช่วงเวลาสั้นๆ หากคุณมีอาการแย่ลงกะทันหัน หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้น

การรักษาระยะเข้มข้นนี้จะใช้เวลาหลายเดือน 

การรักษาระยะต่อเนื่อง (Maintenance)

การรักษาในระยะต่อเนื่องมีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคตโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อติดตามประสิทธิภาพของการรักษา

การรักษาในระยะต่อเนื่องมักใช้เวลาถึง 2 ปี

การรักษาอื่นๆ

นอกจากการใช้ยาเคมีบำบัดและยา imatinib แล้ว ยังมีการรักษาอื่นๆ ที่อาจถูกใช้ได้ในบางสถานการณ์ รายละเอียดดังนี้

ยา ดาซาทินิบ (Dasatinib)

ยา dasatinib เป็นยาใหม่สำหรับรักษาโรคมะเร็งเอแอลแอลชนิด Philadelphia chromosome ให้ผลบวก แต่จะให้ยานี้เมื่อการรักษาอื่นไม่ประสบผลสำเร็จ

ยา dasatinib จะยับยั้งโปรตีนที่ชื่อว่า tyrosine kinase ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ยา dasatinib ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น

การใช้รังสีรักษา (radiotherapy)

การใช้รังสีรักษาเป็นการใช้รังสีปริมาณสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง มีเหตุผลหลัก 2 ประการว่าทำไมจึงมักใช้รังสีรักษาในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน:

  • เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่โรคมะเร็งเอแอลแอลแพร่กระจายไปยังระบบประสาทหรือสมองแล้ว
  • เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูก

ผลข้างเคียงของการรักษาด้วยรังสีรักษาทั้ง 2 ชนิด ได้แก่:

  • ผมร่วง
  • คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย

ผลข้างเคียงที่กล่าวข้างต้นควรจะดีขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นการรักษาด้วยรังสีรักษาแล้ว อย่างไรก็ตามผิวหนังของคุณอาจมีความไวต่อแสงมากกว่าปกติเป็นเวลาอีกหลายเดือนหลังการรักษาเสร็จสิ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอาบแดด หรือสัมผัสกับแสงเทียมที่คล้ายการอาบแดดเป็นเวลาหลายเดือน

เด็กหลายๆ คนที่รักษาด้วยรังสีรักษาจะถูกจำกัดการเจริญเติบโตทางกายภาพระหว่างช่วงเป็นวัยรุ่น

มีผู้ป่วยจำนวนเล็กน้อยเป็นต้อกระจกหลังรักษาด้วยรังสีรักษาผ่านไปหลายปี ต้อกระจกคือโรคที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมัว ทำให้มองภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว โรคต้อกระจกมักรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัด

การปลูกถ่ายไขกระดูกและการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

หากคุณหรือบุตรหลานของคุณไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ทางเลือกในการรักษาอื่นที่เป็นไปได้คือ การปลูกถ่ายไขกระดูก หรือ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

การปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถ้าผู้บริจาคมีลักษณะเนื้อเยื่อคล้ายกับคุณ ซึ่งผู้บริจาคที่ดีที่สุดมักเป็นพี่ชายน้องชาย หรือพี่สาวน้องสาว

ก่อนการปลูกถ่าย ผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายจำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาที่ขนาดสูง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งภายในร่างกาย

การรักษานี้ทำให้ร่างกายมีความเครียดสูง ซึ่งการปลูกถ่ายนี้จะได้ผลสำเร็จดีเมื่อรักษาในผู้ป่วยเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่สุขภาพแข็งแรงและมีผู้บริจาคที่เหมาะสม เช่น พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งเอแอลแอล

ภูมิคุ้มกันอ่อนแอคือภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางราย

สาเหตุของการมีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาจาก 2 สาเหตุ ได้แก่:

  • การขาดเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงระบบภูมิคุ้มกันจะมีความสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้น้อย
  • ยาหลายชนิดที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันจะไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ คุณจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และการติดเชื้อใดๆ ที่คุณเป็น จะเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

คุณอาจได้รับคำแนะนำให้รับประทานยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เป็นประจำเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หากมีอาการของการติดเชื้อเกิดขึ้น คุณต้องรีบแจ้งแพทย์ทราบทันที เพราะอาจต้องรักษาทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

อาการของการติดเชื้อ ได้แก่:

  • มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย

ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อ แม้ว่าจะเป็นการติดเชื้อที่คุณเคยมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นแล้ว เช่น อีสุกอีใส หรือ โรคหัด เพราะภูมิคุ้มกันที่คุณเคยมีในอดีตจะมีระดับต่ำลงในขณะนี้

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือคุณยังคงต้องออกนอกบ้านเป็นปกติ เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวออกกำลังกายและเพื่อสุขภาพจิตที่ดี แต่ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่มากๆ และหลีกเลี่ยงการใช้รถโดยสารสาธารณะในชั่วโมงเร่งด่วน

นอกจากนี้ต้องแน่ใจว่าคุณได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน ซึ่งแพทย์หรือทีมที่ดูแลคุณสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนได้ คุณจะไม่สามารถฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็นได้ ซึ่งได้แก่

  • วัคซีน หัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR vaccine)
  • วัคซีนโปลิโอ
  • วัคซีนไทฟอยด์ชนิดให้ทางปาก
  • วัคซีนบีซีจี (เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัคโรค)
  • วัคซีนไข้เหลือง (yellow fever vaccine)

ภาวะเลือดออก

หากคุณป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน คุณจะมีเลือดออกและมีรอกฟกช้ำได้ง่ายกว่าปกติ เพราะร่างกายของคุณมีปริมาณเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ (เกร็ดเลือดคือเซลล์ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ช่วยให้เลือดหยุดไหล) ซึ่งภาวะเลือดออกที่เกิดขึ้นอาจออกในปริมาณมากได้

ภาวะเลือดออกสามารถเกิดขึ้นได้ที่:

  • ภายในกะโหลกศีรษะ (intracranial haemorrhage)
  • ภายในปอด (pulmonary haemorrhage)
  • ภายในกระเพาะอาหาร (gastrointestinal haemorrhage)

อาการของภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ ได้แก่:

  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • คอแข็ง
  • อาเจียน
  • มีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกตัว เช่น รู้สึกมึนงง สับสน

อาการที่พบบ่อยของภาวะเลือดออกในปอด ได้แก่:

  • ไอเป็นเลือดออกจากจมูกและปาก
  • หายใจลำบาก
  • ผิวหนังสีเขียว (cyanosis)

อาการหลัก 2 อาการที่พบบ่อยของภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร (ทางเดินอาหาร) ได้แก่:

  • อาเจียนเป็นเลือด
  • อุจจาระมีสีเข้มมาก หรือคล้ายน้ำมันดิน

ภาวะเลือดออกทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวข้างต้นคือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที สามารถโทรเรียกรถพยาบาลได้ที่ 1669 หากสงสัยว่าตัวคุณเอง หรือบุตรหลานของคุณมีภาวะเลือดออก

ภาวะมีบุตรยาก (Infertility)

การรักษาหลายๆ วิธีทีใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันสามารถทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากเกิดขึ้นได้ ซึ่งมักเป็นเพียงผลชั่วคราว แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นอย่างถาวร

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดภาวะมีบุตรยากคือผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาในปริมาณสูง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์

ในการป้องกันความเสี่ยงของการมีบุตรยากที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณสามารถทำได้ก่อนเริ่มต้นรักษา ตัวอย่างเช่น ในผู้ชาย สามารถเก็บตัวอย่างอสุจิไว้ในธนาคารอสุจิล่วงหน้าก่อนรักษาโรคมะเร็ง สำหรับผู้หญิง ก็สามารถเก็บไข่ไว้ได้เช่นกัน ซึ่งสามารถนำมาใช้อีกครั้งภายหลังสิ้นสุดการรักษาแล้ว

ผลกระทบด้านจิตใจที่เกิดจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

การได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในช่วงแรกจึงอาจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก

สถานการณ์อาจเลวร้ายลงได้หากคุณกำลังคิดว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่น่าจะทำให้เกิดอาการอะไรได้ในขณะนี้ แต่ความจริงแล้วโรคนี้สามารถทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงกับร้ายกายได้ในอนาคต จะต้องรอเวลานานหลายปีกว่าที่จะรู้ว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีการพัฒนาไปอย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำให้รู้สึกเครียดอย่างมาก วิตกกังวล และมีภาวะซึมเศร้าได้

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยโรคเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขอแนะนำให้รับคำปรึกษาจากผู้ให้คำปรึกษา หรือ จิตแพทย์ ซึ่งอาจช่วยให้คุณรับมือกับความรู้สึกซึมเศร้า และวิตกกังวลได้

ยาต้านซึมเศร้า หรือยาที่จะช่วยลดความรู้สึกวิตกกังวลอาจช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้ได้ดีขึ้น

คุณอาจพบประโยชน์จากการพูดคุยกับผู้อื่นที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเช่นเดียวกับคุณ แพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลคุณสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มผู้ป่วยหรือกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยที่อยู่ใกล้ตัวคุณได้

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/acute-lymphoblastic-leukaemia#introduction


11 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL): Practice Essentials, Pathophysiology, Etiology. Medscape. (https://emedicine.medscape.com/article/207631-overview)
Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL): Symptoms, Diagnosis, Treatment, Prognosis, and Survival Rate. WebMD. (https://www.webmd.com/cancer/lymphoma/acute-lymphoblastic-leukemia#1)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม