Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 627,603 คน

บทนำ

Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) เป็นกลุ่มยาต้านโรคซึมเศร้าที่ถูกสั่งใช้อย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรายที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาเป็นระยะเวลานาน และโดยมากจะใช้ร่วมกับการรักษาประเภทที่ไม่ใช้ยา เช่น การพูดคุย ปรับตัวปรับพฤติกรรม เป็นต้น

ยากลุ่ม Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) จะเป็นยาตัวเลือกแรกที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า เพราะยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงต่ำ เมื่อเทียบกับยากลุ่มอื่น แต่นอกจากโรคซึมเศร้า ยากลุ่มนี้ยังสามารถใช้รักษาอื่นได้ ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02
  • โรคกังวลทั่วไป (generalized anxiety disorder, GAD)
  • โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder, OCD)
  • โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือ โรคตื่นตระหนก
  • โรคกลัว (Phobias) เช่น โรคกลัวที่แคบ กลัวสังคม เป็นต้น
  • โรคบูลิเมียหรือโรคล้วงคอ (bulimia)
  • โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-traumatic stress disorder, PTSD)
  • โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome)

ยากลุ่ม SSRIs ทำงานอย่างไร

ยากลุ่มนี้ทำงานโดย เพิ่มระดับซีโรโทนิน (serotonin) ในสมอง โดยซีโรโทนิน คือ สารสื่อประสาท โดยเป็นสารสื่อประสาทที่มีผลต่อการปรับอารมณ์และการนอนหลับ โดยซีโรโทนินจะถูกดูดกลับโดยเซลล์ประสาท หรือเรียกขั้นตอนการดูดกลับว่า reuptake

ยากลุ่ม SSRIs ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งกระบวนการ reuptake หรือ ดูดกลับของซีโรโทนิน นั่นหมายถึงปริมาณซีโรโทนินจะถูกกำจัดน้อยลง ทำให้สามารถส่งต่อสารสื่อประสาทได้มากขึ้น

โรคทางสุขภาพจิตนั้นโดยมาก มีสาเหตุมาจากระดับของซีโรโทนินต่ำ หากมีการเพิ่มระดับซีโรโทนินได้นั้นสามารถช่วยให้อาการของโรคนั้นดีขึ้นและทำให้ตอบสนองต่อการรักษาโดยวิธีปรับพฤติกรรมได้ด้วย

ขนาดการใช้ยาและระยะเวลาในการใช้ยากลุ่ม SSRIs

ยากลุ่นนี้นิยมใช้ในรูปแบบของยาเม็ด เมื่อต้องเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยจะเริ่มต้นใช้ยาจากขนาดที่ต่ำที่สุดที่สามารถรักษาอาการได้ โดยยาจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการเห็นความเปลี่ยนแปลงของอาการ หรือผู้ใช้รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง

ผู้ใช้ยาอาจจะรู้สึกถึงผลข้างเคียงขณะใช้ยาได้บ้างแต่ผู้ป่วยต้องทน และใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้จะลดลงหรือผู้ป่วยจะทนได้ในระยะเวลาอันสั้น

หากผู้ป่วยได้ใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4-6 สัปดาห์แล้วยังไม่รู้สึกถึงผลดี หรืออาการที่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดยาเพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นยาชนิดใหม่ โดยระยะเวลาการรักษาปกติจะใช้ระยะเวลาทั้งหมดอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน หรือนานกว่านั้น ในบางรายอาจต้องใช้ยาตลอดชีวิต

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

สิ่งที่ต้องพิจาณาในการใช้ยากลุ่ม SSRIs

ยากลุ่มนี้ไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้ยาหากผู้ป่วยเป็นหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงชนิดที่ร้ายแรงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีข้อยกเว้นได้แล้วแต่กรณีไป ถ้าการใช้ยามีประโยชน์มากกว่าโทษที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ยากลุ่ม SSRIs ต้องมีการใช้อย่างระมัดระวังภายใต้การดูแลของแพทย์ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ลมชัก โรคไต เป็นต้น

บางกรณียากลุ่ม SSRIs สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม เช่น ยาแก้ปวด หรือ สมุนไพรบางชนิด เช่น เซนต์จอนเวิร์ด (St John’s wort) ดังนั้น ก่อนใช้ยาทุกชนิดหรือซื้อยามาใช้ด้วยตนเองควรอ่านฉลากก่อนทุกครั้ง และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ

ผลข้างเคียงของยากลุ่ม SSRIs

ผลข้างเคียงไม่ร้ายแรง ผู้ป่วยส่วนมากสามารถทนได้เหม่อใช้ไปในระยะหนึ่ง มีดังนี้

  • ใจสั่น หรือมีความวิตกกังวล
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • วิงเวียนศีรษะ
  • มองภาพไม่ชัด ตาพร่า
  • มีความต้องการทางเพศต่ำลง
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ข้อควรระวังและปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นหากใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น

 ยากลุ่ม SSRIs อาจไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีโรคร่วม หรือ ใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น ดังนี้

  • โรคไบโพล่า (bipolar disorder) โดยถ้าผู้ป่วยอยู่ในระยะที่เป็นอารมณ์รุนแรง (manic phase) แต่ยากลุ่มนี้สามารถใช้ได้ดีในช่วงระยะที่ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า
  • ภาวะที่มีเลือดออกผิดปกติ เช่น ฮีโมฟีเลีย (haemophilia)
  • โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 หรือ ชนิดที่ 2
  • โรคลมชัก กลุ่มยา SSRIs ควรใช้ในผู้ป่วยโรคลมชักที่ควบคุมอาการได้แล้วเท่านั้น และควรหยุดยาหากอาการชักมีมากขึ้น
  • โรคต้อชนิดมุมปิด (narrow angle glaucoma)
  • โรคตับ โรคไต หรือ โรคหัวใจ

หญิงตั้งครรภ์กับการใช้ยากลุ่ม SSRIs

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยากลุ่ม SSRIs โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก เนื่องจากยาจะส่งผลถึงทารกในครรภ์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีการยกเว้นในบางกรณีหากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าแล้วแต่วิจารณญาณของแพทย์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้ยากลุ่ม SSRIs มีดังนี้

  • แท้งบุตร
  • ทารกในครรภ์อาจมีปัญหาโรคหัวใจ
  • เด็กทารกที่เกิดมาอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต

แต่อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์หากมีภาวะซึมเศร้าควรปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ยากลุ่ม SSRIs เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และโทษที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์ โดยยา SSRIs ที่อาจใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์คือ ฟลูออกซีทิน (fluoxetine), ซิตาโลแพรม (citalopram) และ เซอทราลีน (sertraline) เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่ำ

หญิงให้นมบุตรกับการใช้ยากลุ่ม SSRIs

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นในข้อควรระวัง ยากลุ่ม SSRIs นั้นไม่แนะนำให้ใช้ในสตรีให้นมบุตร เนื่องจากตัวยาสามารถส่งผ่านไปในน้ำนมได้ แต่อย่างไรก็ตามยากลุ่ม SSRIs อาจใช้ได้เมื่อคำนึงถึงผลดีและผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยอย่างดีแล้วพบผลดีมากกว่า โดยตัวยาที่อาจใช้ได้ในหญิงให้นมบุตรคือ เซอทราลีน (Sertraline) และ พารอกซีติน (paroxetine)

เด็กและวัยรุ่นกับการใช้ยากลุ่ม SSRIs

ในเด็กหรือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่ม SSRIs เนื่องจากมีหลักฐานพบว่าอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการทำร้ายตนเองและเพิ่มความคิดฆ่าตัวตายได้ และทั้งยังอาจส่งผลต่อการพัฒนาสมองได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยากลุ่ม SSRIs จะใช้ได้กับเด็กเมื่อพิจารณาถึงประโยชน์แล้วและต้องใช้ร่วมกับการพูดคุยกับเด็กและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย ภายใต้ความควบคุมอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมากยาที่นิยมใช้เป็นตัวเลือกแรกคือ ฟลูออกซีทีน (fluoxetine)

การขับขี่และใช้เครื่องจักรขณะใช้ยากลุ่ม SSRIs

ยากลุ่ม SSRIs สามารถก่อให้เกิดอาการข้างเคียงคือวิงเวียนศีรษะ ตาพร่ามัว โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเพิ่งเริ่มใช้ยา ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการข้างต้นหลังจากใช้ยา ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหรือเลี่ยงการทำงานกับเครื่องจักร

ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นหากใช้ยากลุ่ม SSRIs ร่วมกับยาชนิดอื่น

หากใช้ยา SSRIs ร่วมกับยาบางชนิด อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ซีโรโทนินซินโดรม (serotonin syndrome) ได้ ยางบางชนิดที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่ม SSRIs ได้แก่

  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ ไดโคลฟีเนค (diclofenac) เป็นต้น
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพรินขนาดต่ำ (aspirin) และ โคลพิโดเกรล (clopidogrel)
  • ธีโอฟิลลีน (theophylline) ยาสำหรับรักษาอาการหอบหืด
  • คลอซาปีน (clozapine) เป็นยารักษาอาการของโรคจิตเภท (Schizophrenia) และ โรคจิต (Psychosis)
  • ลิเทียม (lithium) ใช้รักษาอาการซึมเศร้า (depression) และโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder)
  • ยากลุ่มทริปแทน (triptans) เป็นกลุ่มยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน

ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นหากใช้ยากลุ่ม SSRIs ร่วมกับอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด

ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ขณะที่ใช้ยากลุ่ม SSRIs เนื่องจากจะไปเพิ่มอาการง่วงซึมให้มากขึ้นและอาจทำให้อาการทางโรคซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้นได้

ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) หนึ่งในยากลุ่ม SSRIs สามารถเสริมฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ ดังนั้นผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนเป็นประจำ อาจจะรู้สึกใจสั่น กระวนกระวาย และนอนไม่หลับ มากกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือ โคคาโคล่า เป็นต้น

เซนต์จอห์นเวิร์ต (St John's Wort) คือพืชสมุนไพรที่ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายอาจไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากยังมีประสิทธิภาพที่ยังไม่แน่นอน การใช้สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St John's Wort)  ร่วมกับยากลุ่ม SSRIs อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้

ขนาดการใช้ยากลุ่ม SSRIs

แพทย์จะให้เริ่มใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดก่อนที่จะสามารถรักษาอาการของผู้ป่วยได้ เนื่องจากยาขนาดต่ำจะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า และค่อยๆเพิ่มขนาดยาขึ้นได้ ยากลุ่ม SSRIs ส่วนมากจะเป็นรูปแบบเม็ด โดยใช้วันละ 1-3 เม็ดต่อวัน โดยยาจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการเห็นความเปลี่ยนแปลงของอาการ หรือผู้ใช้รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง และแพทย์จะนัดติดตามผลการรักษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยหากมีผลข้างเคียงหรืออาการผิดปกติควรแจ้งแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนขนาดหรือเปลี่ยนชนิดยา

การลืมกินยา

การใช้ยากลุ่มนี้ ต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลืมกินยา เนื่องจากจะทำให้การรักษาไม่ได้ผล หากผู้ป่วยลืมกินยา ให้กินทันทีที่นึกได้ นอกเสียจากว่านึกได้เวลาที่ใกล้กับมื้อถัดไป ให้ข้ามการกินมื้อนั้นไปและกินมื้อถัดไปแทน โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า 

การหยุดใช้ยากลุ่ม SSRIs

ไม่ควรหยุดกินยาทันทีถึงแม้ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น การหยุดยาทันทีอาจนำไปสู่อาการถอนยาได้ เช่น

  • ปวดท้องรุนแรง
  • อาการคล้ายเป็นหวัด
  • วิตกกังวล
  • วิงเวียนศีรษะ
  • เจ็บปวดเนื้อตัวคล้ายไฟช๊อต
  • ชัก

หากต้องการหยุดยา แพทย์จะแนะนำให้ค่อยๆลดขนาดยาลงในเวลา 2-3 สัปดาห์ และหยุดยาในที่สุด

ผลข้างเคียงของยากลุ่ม SSRIs

ผลข้างเคียงไม่ร้ายแรง ผู้ป่วยส่วนมากสามารถทนได้เมื่อใช้ไปในระยะหนึ่ง ยากลุ่มนี้ผลข้างเคียงต่ำกว่ายาต้านซึมเศร้ากลุ่มอื่นๆ ถึงแม้ผู้ป่วยจะรู้สึกถึงผลข้างเคียงบ้างแต่การกินยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลานั้นมีความสำคัญต่อผลการรักษามาก แต่หากทนต่อผลข้างเคียงไม่ได้ควรจะปรึกษาแพทย์ ห้ามหยุดยาด้วยตนเอง ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยากลุ่มนี้มีดังนี้

  • ใจสั่น หรือมีความวิตกกังวล
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • วิงเวียนศีรษะ
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืด
  • ท้องเสียหรือท้องผูก
  • น้ำหนักลด ไม่อยากอาหาร
  • ตาพร่ามัว มองไม่ชัด
  • ปากแห้งคอแห้ง
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ
  • นอนไม่หลับ
  • ง่วงซึม
  • ปวดศีรษะ
  • มีความต้องการทางเพศต่ำลง
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ผลข้างเคียงที่เกิดได้น้อย

  • เลือดออกง่าย มีรอยช้ำง่าย
  • มึนงง สับสน
  • มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เช่น ตัวสั่น หรือตัวแข็ง
  • หูแว่ว
  • ปัสสาวะขัด

หากมีอาการเหล่านี้ขณะใช้ยากลุ่ม SSRIs ควรปรึกษาแพทย์ทันที

ซีโรโทนิน ซินโดรม (Serotonin syndrome)

ซีโรโทนิน ซินโดรม (Serotonin syndrome) เป็นผลข้างเคียงที่เกิดได้ไม่บ่อยนักและถือเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยอาการจะคล้ายกับผลข้างเคียงทั่วไปของการใช้ยากลุ่ม SSRIs โดยเกิดมาจากการที่สารซีโรโทนินในสมองสูงเกินไป ซึ่งเกิดจากการใช้ยากลุ่ม SSRIs ร่วมกับยาบางชนิดที่เพิ่มระดับซีโรโทนิน เช่น ยาต้านซึมเศร้าตัวอื่น หรือ สมุนไพรเซนต์จอนเวิร์ต (St John’s wort) เป็นต้น

อาการของซีโรโทนิน ซินโดรม มีดังนี้

  • สับสน มึนงง
  • ใจสั่น
  • กล้ามเนื้อกระตุก
  • หนาวสั่น
  • เหงื่อออกมาก
  • ท้องเสีย

หากผู้ป่วยมีอาการข้างต้นควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที

อาการของซีโรโทนิน ซินโดรมที่รุนแรง มีดังนี้

  • ไข้สูง
  • ชัก
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว

หากมีอาการข้างต้นให้พบแพทย์ใกล้บ้านทันที

ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia)

ในผู้สูงอายุที่ใช้ยากลุ่ม SSRIs อาจจะพบภาวะโซเดียมในเลือดต่ำได้มาก โดยภาวะนี้จะนำไปสู่อาการคั่งของของเหลวในร่างกายได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างมาก โดยสาเหตุของภาวะโซเดียมต่ำเกิดจากยา SSRIs ไปยับยั้งผลของฮอร์โมนที่ช่วยรักษาระดับโซเดียมและระดับของเหลวในร่างกายได้ ร่างกายของผู้สูงอายุจะกำจัดของเหลวได้ต่ำลง ดังนั้นผลข้างเคียงจึงก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งอาการของภาวะโซเดียมในเลือดต่ำมีดังนี้

  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • เบื่ออาหาร
  • สับสัน มึนงง
  • เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
  • ความสับสนในเวลา สถานที่ และบุคคล เลอะเลือน
  • ใจสั่น
  • ชัก
  • ในรายที่รุนแรงอาจทำให้หยุดหายใจ หรือ โคม่า

โดยภาวะนี้สามารถรักษาได้โดยการให้สารน้ำที่มีโซเดียมอยู่ โดยให้ทางหลอดเลือดดำ 

มีความคิดฆ่าตัวตาย (Suicidal thoughts)

อาการที่ผู้ป่วยมีความคิดอยากฆ่าตัวตายโดยมากจะเกิดในผู้ใช้ยากลุ่ม SSRIs ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี โดยหากมีอาการนี้ให้รีบปรึกษาแพทย์ และทางที่ดีควรมีการพูดคุยกับญาติหรือเพื่อนว่าตนนั้นได้ใช้ยาต้านซึมเศร้าอยู่ และบอกถึงรายละเอียดของยา และผลข้างเคียง และขอให้บุคคลเหล่านั้นช่วยสังเกตและบอกหากผู้ป่วยมีอาการที่แย่ลง หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป


ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์