มะเร็งและโรคร้าย

ระยะเวลาการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack)

2-3 ชั่วโมงแรกของการเกิดโรคมีความสำคัญ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ระยะเวลาการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack)

ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack)  หรือที่เรียกอีกอย่างว่ากล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction; MI) เป็นภาวะโรคฉุกเฉินของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งหมายถึงว่าหนึ่งในหลอดเลือดหัวใจมีอาการอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดน้อยลง  เริ่มมีตายของเนื้อเยื่อ  การรักษาที่รวดเร็วเฉียบพลันมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือดและเพื่อป้องกันหรือบรรเทา

ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากอาการหัวใจวาย (Heart Attack)

การรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack) เป็นความสำคัญแบบเร่งด่วน สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงในโรงพยาบาลกรณีมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย คือ ตรวจสัญญาณชีพ (Vital sign) ว่าคงที่ปกติ (ชีพจร(Pulse) และความดันเลือด (Blood pressure)) เพื่อเตรียมพร้อมในการจัดการกับภาวะคุกคามชีวิตที่อาจปรากฏขึ้น (เช่นการเต้นแบบสั่นผิดปกติของหัวใจสองห้องล่าง (Ventricular Fibrillation; VF)

การสังเกตการเปลี่ยนแปลงลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)  สามารถตรวจสอบว่าคุณมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือไม่ โดยเฉพาะภาวะหัวใจวายที่รุนแรงที่สุด คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าหัวใจ The ST-Segment Elevation Myocardial Infarction (SEMI)  

หากมีภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายที่รุนแรงน้อย เช่น non- STEMI ซึ่งหมายถึงภาวะที่หลอดเลือดแดงไม่ได้มีการอุดตันมากนัก การวินิจฉัยอาจต้องมีการทดสอบอื่น ๆร่วมด้วย เช่นการวัดระดับเอนไซม์(Cardiac enzyme) (โปรตีนที่ถูกปล่อยเข้ามาใน กระแสเลือดโดยเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลาย)

แต่ถ้าหากตรวจพบ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าหัวใจ The ST-Segment Elevation Myocardial Infarction (SEMI) จะต้องรีบลดการอุดตันหลอดเลือดเพื่อให้หัวใจได้รับเลือดไหลผ่านหลอดเลือดหัวใจอีกครั้ง (การรักษาอาการหัวใจวายแบบ non- STEMI จะใช้วิธีที่แตกต่างกัน.)

จะรักษาอาการเส้นเลือดอุดตันได้อย่างไร?

การรักษาอาการเส้นเลือดอุดตันมีสองวิธีคือ การสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic  therapy) และการขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดหรือบอลลูน (Angioplasty with stenting)

การสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic  therapy) จะมีการให้ยารักษาที่เรียกว่า "clos-busters" เช่น Activase (T-PA) ,Streptokinase, urokinase หรือ anistreplase (ชื่อการค้า) ซึ่งทำหน้าที่ละลายลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดแดงได้อย่างรวดเร็ว

โดยจากการศึกษาพบว่ายาเหล่านี้สามารถลดการอุดตันหลอดเลือดแดงได้ถึงร้อยละ 50 ในช่วงต้นของภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจที่ถูกทำลายเนื้อเยื่อน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญและสามารถอยู่รอดในระยะยาว .

และในทุกการศึกษา การใช้ยาจะมีโอกาสสำเร็จ จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดภายใน 3 ชั่วโมงแรก ผลที่น่าพอใจจะเห็นระหว่าง 3 - 6 ชั่วโมง และผลน้อยลงถ้าเป็น 12 ชั่วโมงหรือไม่มีเลย

ผลข้างเคียงที่สำคัญของการรักษาด้วยการสลายลิ่มเลือด คือจะ มีเลือดไหลออก รูปแบบการรักษานี้จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงของภาวะเลือดออกมาก (เช่น ช่วงได้รับการผ่าตัด หรือมีประวัติของโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) เนื่องจากมีเลือดออกในสมองหรือมีความดันโลหิตสูงมาก

มีการใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดบอลลูน (Angioplasty with stenting) แทนการใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drug) ซึ่งมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากในการขยายหลอดเลือดที่อุดตันในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

การใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดหรือบอลลูน (angioplasty with stenting) อย่างรวดเร็ว จะให้ผลสำเร็จถึง 80% โดยข้อเสียของวิธีนี้คือ มีขั้นตอนยุ่งยากต้องใส่วัตถุเข้าไปในร่างกาย (Invasive procedure) ซึ่งต้องเตรียมการมากกว่าการรักษาด้วยกาใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic therapy)

จุดประสงค์หลักไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนคือการขยายเส้นเลือด เพื่อลดการอุดตันให้รวดเร็วที่สุด การเลือกระหว่างการรักษาด้วยการสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic) หรือบอลลูน (Angioplasty) โดยทั่วไปควรจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจส่วนใหญ่จะเลือกใช้บอลลูน (Angioplasty) ถ้าห้องปฏิบัติการสามารถระดมบุคลากรที่มีประสบการณ์ได้รวดเร็ว การเลือกวิธีใส่ขดลวดในร่างกาย (Invasive approach) ก็เหมาะกับคุณเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic)

ในทางตรงกันข้ามถ้ามีแนวโน้มที่จะเกิดความล่าช้าในการใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดหรือบอลลูน(Angioplasty with stenting)  หรือมีเหตุผลที่ดีในการหลีกเลี่ยงการใส่ขดลวดในร่างกาย (Invasive approach)

การสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic  therapy) ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทั้งสองวิธีจะมีประสิทธิภาพสูงหากกระทำอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้เป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ แต่คือความรวดเร็วของ  วิธีที่เลือกใช้ ที่สามารถขยายหลอดเลือดได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากการขยายผนังหลอดเลือดที่ตีบอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีการรักษาอื่น ๆ ที่จำเป็นระหว่างมีภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  

การรักษาอื่น ๆ ที่ควรได้รับในภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack) มีอะไรบ้าง?

นอกเหนือจากขยายหลอดเลือดที่อุดตันให้การไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจเป็นปกติแล้ว การรักษาอื่น ๆในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  ยังรวมถึงวิธีการดังนี้

แอสไพริน (Aspirin)

ควรให้แอสไพริน (Aspirin) (ครึ่งหนึ่งของขนาดยาแอสไพรินในผู้ใหญ่ ชนิดไม่เคลือบผิว ทั้งชนิดเคี้ยวหรือชนิดบด) โดยเร็วที่สุด เมื่อมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันแบบอื่น ๆ หรือสงสัยว่าจะเป็น

โดยแอสไพริน (Aspirin) จะออกฤทธิ์ลดความ "หนืด" ของเกล็ดเลือดและทำให้ชะลอภาวะลิ่มเลือดอุดตันอันเป็นสาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

เฮปาริน (HEPARIN)

ให้เฮปาริน (HEPARIN) ทางหลอดเลือดดำหรือสารป้องกันเลือดข้นอื่น ๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จะลดอัตราการตายในระยะยาวได้ กลไกคือ ช่วยป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด

Beta Blockers

Beta Blockers จะป้องกันผลของสาร adrenaline มีความสำคัญช่วยการอยู่รอดของผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และควรจะใช้กับผู้ป่วยทุกคนยกเว้นมีอาการบางอย่าง เช่น โรคปอด โรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง หรือหัวใจเต้นช้า มักให้ยาเหล่านี้ในวันแรก ๆ หลังจากมีภาวะหัวใจวาย

สารยับยั้ง Angiotensin converting enzyme (ACE inhibitors)

ช่วยให้ผลการรักษาผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจโตหรือภาวะหัวใจล้มเหลวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ควรเริ่มยา ACE inhibitors ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังจากมีอาการหัวใจวาย ยา ACE inhibitors จะเป็นประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจรุนแรงน้อย

Statins

การรักษาด้วยยากลุ่ม Statin ควรจะเริ่มต้นในผู้ป่วยทุกคนที่มีอาการ กล้ามเนื้อหัวใจตาย ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล และอาจใช้ในช่วงต้นไหลังมีภาวะหัวใจวาย

Statins เพิ่มอัตราการรอดชีวิตหลังภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตาย (MYOCARDIAL INFARCTION_MI) โดยไม่ต้องคำนึงถึงระดับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) มากนัก  กลไกคือลดการอักเสบหรือเพิ่มเสถียรภาพของแผ่นไขมัน(artery plaques) ในหลอดเลือด

สิ่งที่ควรทำหลังเกิดอาการแล้ว 24 ชั่วโมง

ภายใน 24 ชั่วโมงแรก ต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดหัวใจหยุดเต้น เพื่อรักษากล้ามเนื้อหัวใจไม่ให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ และป้องกันการอุดตันของเลือด แต่หลังจากรอดพ้นจากวันแรก ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากในวันต่อ ๆ มา หัวใจวายไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและจบไป โดยการรอดตายจากภาวะคุกคามของหัวใจวายต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องทั้ งในส่วนของผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษา

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่