มะเร็งและโรคร้าย

ระยะเวลาการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack)

2-3 ชั่วโมงแรกของการเกิดโรคมีความสำคัญ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 905,375 คน

ระยะเวลาการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack)

ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack)  หรือที่เรียกอีกอย่างว่ากล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction; MI) เป็นภาวะโรคฉุกเฉินของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งหมายถึงว่าหนึ่งในหลอดเลือดหัวใจมีอาการอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดน้อยลง  เริ่มมีตายของเนื้อเยื่อ  การรักษาที่รวดเร็วเฉียบพลันมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือดและเพื่อป้องกันหรือบรรเทา

ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากอาการหัวใจวาย (Heart Attack)

การรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack) เป็นความสำคัญแบบเร่งด่วน สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงในโรงพยาบาลกรณีมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย คือ ตรวจสัญญาณชีพ (Vital sign) ว่าคงที่ปกติ (ชีพจร(Pulse) และความดันเลือด (Blood pressure)) เพื่อเตรียมพร้อมในการจัดการกับภาวะคุกคามชีวิตที่อาจปรากฏขึ้น (เช่นการเต้นแบบสั่นผิดปกติของหัวใจสองห้องล่าง (Ventricular Fibrillation; VF)

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

การสังเกตการเปลี่ยนแปลงลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)  สามารถตรวจสอบว่าคุณมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือไม่ โดยเฉพาะภาวะหัวใจวายที่รุนแรงที่สุด คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าหัวใจ The ST-Segment Elevation Myocardial Infarction (SEMI)  

หากมีภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายที่รุนแรงน้อย เช่น non- STEMI ซึ่งหมายถึงภาวะที่หลอดเลือดแดงไม่ได้มีการอุดตันมากนัก การวินิจฉัยอาจต้องมีการทดสอบอื่น ๆร่วมด้วย เช่นการวัดระดับเอนไซม์(Cardiac enzyme) (โปรตีนที่ถูกปล่อยเข้ามาใน กระแสเลือดโดยเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลาย)

แต่ถ้าหากตรวจพบ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าหัวใจ The ST-Segment Elevation Myocardial Infarction (SEMI) จะต้องรีบลดการอุดตันหลอดเลือดเพื่อให้หัวใจได้รับเลือดไหลผ่านหลอดเลือดหัวใจอีกครั้ง (การรักษาอาการหัวใจวายแบบ non- STEMI จะใช้วิธีที่แตกต่างกัน.)

จะรักษาอาการเส้นเลือดอุดตันได้อย่างไร?

การรักษาอาการเส้นเลือดอุดตันมีสองวิธีคือ การสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic  therapy) และการขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดหรือบอลลูน (Angioplasty with stenting)

การสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic  therapy) จะมีการให้ยารักษาที่เรียกว่า "clos-busters" เช่น Activase (T-PA) ,Streptokinase, urokinase หรือ anistreplase (ชื่อการค้า) ซึ่งทำหน้าที่ละลายลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดแดงได้อย่างรวดเร็ว

โดยจากการศึกษาพบว่ายาเหล่านี้สามารถลดการอุดตันหลอดเลือดแดงได้ถึงร้อยละ 50 ในช่วงต้นของภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจที่ถูกทำลายเนื้อเยื่อน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญและสามารถอยู่รอดในระยะยาว .

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

และในทุกการศึกษา การใช้ยาจะมีโอกาสสำเร็จ จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดภายใน 3 ชั่วโมงแรก ผลที่น่าพอใจจะเห็นระหว่าง 3 - 6 ชั่วโมง และผลน้อยลงถ้าเป็น 12 ชั่วโมงหรือไม่มีเลย

ผลข้างเคียงที่สำคัญของการรักษาด้วยการสลายลิ่มเลือด คือจะ มีเลือดไหลออก รูปแบบการรักษานี้จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงของภาวะเลือดออกมาก (เช่น ช่วงได้รับการผ่าตัด หรือมีประวัติของโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) เนื่องจากมีเลือดออกในสมองหรือมีความดันโลหิตสูงมาก

มีการใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดบอลลูน (Angioplasty with stenting) แทนการใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drug) ซึ่งมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากในการขยายหลอดเลือดที่อุดตันในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

การใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดหรือบอลลูน (angioplasty with stenting) อย่างรวดเร็ว จะให้ผลสำเร็จถึง 80% โดยข้อเสียของวิธีนี้คือ มีขั้นตอนยุ่งยากต้องใส่วัตถุเข้าไปในร่างกาย (Invasive procedure) ซึ่งต้องเตรียมการมากกว่าการรักษาด้วยกาใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic therapy)

จุดประสงค์หลักไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนคือการขยายเส้นเลือด เพื่อลดการอุดตันให้รวดเร็วที่สุด การเลือกระหว่างการรักษาด้วยการสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic) หรือบอลลูน (Angioplasty) โดยทั่วไปควรจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจส่วนใหญ่จะเลือกใช้บอลลูน (Angioplasty) ถ้าห้องปฏิบัติการสามารถระดมบุคลากรที่มีประสบการณ์ได้รวดเร็ว การเลือกวิธีใส่ขดลวดในร่างกาย (Invasive approach) ก็เหมาะกับคุณเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic)

ในทางตรงกันข้ามถ้ามีแนวโน้มที่จะเกิดความล่าช้าในการใช้วิธีขยายหลอดเลือดด้วยขดลวดหรือบอลลูน(Angioplasty with stenting)  หรือมีเหตุผลที่ดีในการหลีกเลี่ยงการใส่ขดลวดในร่างกาย (Invasive approach)

การสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic  therapy) ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทั้งสองวิธีจะมีประสิทธิภาพสูงหากกระทำอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้เป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ แต่คือความรวดเร็วของ  วิธีที่เลือกใช้ ที่สามารถขยายหลอดเลือดได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากการขยายผนังหลอดเลือดที่ตีบอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีการรักษาอื่น ๆ ที่จำเป็นระหว่างมีภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  

การรักษาอื่น ๆ ที่ควรได้รับในภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Heart Attack) มีอะไรบ้าง?

นอกเหนือจากขยายหลอดเลือดที่อุดตันให้การไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจเป็นปกติแล้ว การรักษาอื่น ๆในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  ยังรวมถึงวิธีการดังนี้

แอสไพริน (Aspirin)

ควรให้แอสไพริน (Aspirin) (ครึ่งหนึ่งของขนาดยาแอสไพรินในผู้ใหญ่ ชนิดไม่เคลือบผิว ทั้งชนิดเคี้ยวหรือชนิดบด) โดยเร็วที่สุด เมื่อมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันแบบอื่น ๆ หรือสงสัยว่าจะเป็น

โดยแอสไพริน (Aspirin) จะออกฤทธิ์ลดความ "หนืด" ของเกล็ดเลือดและทำให้ชะลอภาวะลิ่มเลือดอุดตันอันเป็นสาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

เฮปาริน (HEPARIN)

ให้เฮปาริน (HEPARIN) ทางหลอดเลือดดำหรือสารป้องกันเลือดข้นอื่น ๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จะลดอัตราการตายในระยะยาวได้ กลไกคือ ช่วยป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด

Beta Blockers

Beta Blockers จะป้องกันผลของสาร adrenaline มีความสำคัญช่วยการอยู่รอดของผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และควรจะใช้กับผู้ป่วยทุกคนยกเว้นมีอาการบางอย่าง เช่น โรคปอด โรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง หรือหัวใจเต้นช้า มักให้ยาเหล่านี้ในวันแรก ๆ หลังจากมีภาวะหัวใจวาย

สารยับยั้ง Angiotensin converting enzyme (ACE inhibitors)

ช่วยให้ผลการรักษาผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจโตหรือภาวะหัวใจล้มเหลวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ควรเริ่มยา ACE inhibitors ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังจากมีอาการหัวใจวาย ยา ACE inhibitors จะเป็นประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจรุนแรงน้อย

Statins

การรักษาด้วยยากลุ่ม Statin ควรจะเริ่มต้นในผู้ป่วยทุกคนที่มีอาการ กล้ามเนื้อหัวใจตาย ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล และอาจใช้ในช่วงต้นไหลังมีภาวะหัวใจวาย

Statins เพิ่มอัตราการรอดชีวิตหลังภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตาย (MYOCARDIAL INFARCTION_MI) โดยไม่ต้องคำนึงถึงระดับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) มากนัก  กลไกคือลดการอักเสบหรือเพิ่มเสถียรภาพของแผ่นไขมัน(artery plaques) ในหลอดเลือด

สิ่งที่ควรทำหลังเกิดอาการแล้ว 24 ชั่วโมง

ภายใน 24 ชั่วโมงแรก ต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดหัวใจหยุดเต้น เพื่อรักษากล้ามเนื้อหัวใจไม่ให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ และป้องกันการอุดตันของเลือด แต่หลังจากรอดพ้นจากวันแรก ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากในวันต่อ ๆ มา หัวใจวายไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและจบไป โดยการรอดตายจากภาวะคุกคามของหัวใจวายต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องทั้ งในส่วนของผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษา

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่