Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพฟัน

เมื่อ เหงือกบวม เป็นปัญหา ควรรักษาอย่างไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,216,719 คน

เมื่อ เหงือกบวม เป็นปัญหา ควรรักษาอย่างไร?

เหงือกบวมแดง อักเสบ เป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่ทรมานไม่น้อย เพราะเหงือกเป็นส่วนที่อยู่ติดกับรากฟัน เมื่อเคี้ยวอาหารจึงทำให้รู้สึกปวดและเสียวฟันไปด้วย บางคนมีเลือดออกตามไรฟัน และหากเป็นหนัก เหงือกอาจบวมโตจนคลุมฟันบริเวณนั้นไปเลยก็ได้

ปัญหาเหงือกบวมไม่เพียงทำให้กินอาหารก็ไม่อร่อยเท่านั้น แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ยังทำให้เกิดโรคปริทันต์ (Periodontitis) ที่อาจรุนแรงถึงขึ้นต้องสูญเสียฟันไป หากคุณเริ่มสังเกตว่าตัวเองมีอาการเหงือกบวมจึงไม่ควรนิ่งนอนใจและเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้แล้ว

สาเหตุของเหงือกบวม

เหงือกบวมส่วนใหญ่เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดของช่องปากและฟัน จนทำให้เกิดการสะสมของคราบสกปรกและแบคทีเรีย (คราบพลัค) คราบเหล่านี้จะก่อตัวอย่างรวดเร็ว และจับตัวจนกลายเป็นหินปูน หรือทางวงการทันตกรรมเรียกอีกอย่างว่า "หินน้ำลาย" ซึ่งทำความสะอาดได้ยากกว่าเดิม เมื่อนานไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเหงือก และเหงือกอักเสบขึ้น ส่งผลให้เหงือกบวม มีเลือดออกตามไรฟัน และอาจมีฟันผุด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การอักเสบอาจลุกลามจนกลายเป็นโรคเหงือกและฟันที่รุนแรง ทำให้เหงือกร่น ฟันโยก และฟันหลุดได้ในที่สุด

อาการเหงือกบวมยังอาจเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ เช่น

  • การติดเชื้อราและไวรัส หากมีเชื้อราเจริญเติบโตมากเกินไปในช่องปาก หรือมีการติดเชื้อไวรัส เช่น เริม ก็อาจเป็นสาเหตุให้เหงือกบวมได้
  • การตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์จะส่งผลให้มีเลือดไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงบริเวณเหงือกและฟันมากขึ้น นอกจากนี้ ภูมิต้านทานร่างกายที่ลดลงในช่วงนี้ก็อาจเพิ่มโอกาสให้เกิดการติดเชื้อที่เหงือก เป็นสาเหตุให้เหงือกบวมอักเสบได้
  • ขาดวิตามินซี การขาดวิตามินซีเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด และมีเลือดออกตามไรฟัน นานเข้าอาจทำให้เหงือกบวมและเป็นโรคเหงือกตามมาได้
  • แปรงฟันแรงเกินไป หลายๆ คนมักแปรงฟันอย่างรุนแรงจนเหงือกบาดเจ็บ ซึ่งทำให้มีอาการเหงือกบวมได้เช่นกัน
  • โรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จะทำให้เหงือกไวต่อการอักเสบเมื่อเจอคราบพลัค แม้ว่าจะมีคราบพลัคสะสมเพียงเล็กน้อยก็ตาม
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาภาวะความดันโลหิตสูงกลุ่ม Calcium channel blocker ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน บางชนิด จะทำให้เหงือกบวมโตมากยิ่งขึ้น หากคุณพบว่าเหงือกของคุณบวมโต ควรปรึกษาแพทย์และทันตแพทย์ เพื่อทำการปรับยาให้เหมาะสม
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น เกิดความระคายเคืองจากยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่ใช้ มีเศษอาหารติดอยู่ในซอกระหว่างเหงือกและฟัน สวมใส่ฟันปลอมหรืออุปกรณ์จัดฟัน หรือได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง เป็นต้น

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบทันตแพทย์

เหงือกบวมเป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ และมักไม่รุนแรง แต่คุณอาจจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง หากมีอาการต่อไปนี้

  • เหงือกบวมเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์
  • มีอาการเจ็บปวดจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เคี้ยวอาหารไม่ได้ รู้สึกปวดร้าวที่ฟันมาถึงศีรษะ หรือปวดตลอดเวลาจนนอนไม่ได้
  • เหงือกบวมมาก และขยายตัวจนปิดคลุมฟันบริเวณนั้น 
  • มีเลือดออกมากจากการแปรงฟัน

การรักษาเหงือกบวม

เมื่อมีอาการเหงือกบวมหรือเจ็บเหงือก เบื้องต้นคุณควรบรรเทาอาการด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลช่องปากและฟัน ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • แปรงฟันให้สะอาด โดยใช้ยาสีฟันที่สามารถขจัดคราบสะสมจากแบคทีเรียได้ และอาจใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดร่องฟันด้วย
  • หมั่นบ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปากสูตรอ่อนโยน เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกภายในช่องปาก
  • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อเพิ่มการผลิตน้ำลาย ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้
  • หากเหงือกบวมอักเสบและปวดมาก อาจใช้แผ่นประคบเย็นหรือร้อนวางที่ข้างแก้มเพื่อบรรเทาปวด

หากเหงือกบวมเกิดจากคราบหินปูนเกาะตัวหนา คุณอาจต้องเข้ารับการขูดหินปูนและเกลารากฟันเพื่อไม่ให้เกิดเหงือกอักเสบขึ้นอีก ส่วนในกรณีที่เหงือกบวมอย่างรุนแรงและมีเหงือกร่น แพทย์อาจต้องผ่าตัดเหงือกบริเวณนั้น และปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเหงือกใหม่ให้

การป้องกันเหงือกบวม

เพื่อป้องกันอาการเหงือกบวมเกิดขึ้นซ้ำ คุณควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เหงือกบวม ระคายเคือง หรืออักเสบ โดยทำได้ดังนี้

  • ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และบ้วนปากด้วยน้ำเกลือหลังมื้ออาหาร ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดตามซอกฟัน เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารและคราบแบคทีเรียตกค้าง
  • หลีกเลี่ยงการใช้แฟรงสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อช่องปาก
  • หมั่นไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือน
  • เลี่ยงการรับประทานอาหารที่เหนียวหรือติดฟัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะผักผลไม้ เพื่อป้องกันการขาดวิตามินซี และเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อในช่องปาก
  • งดการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง

ที่มาของข้อมูล

Canadian dental association, Gum disease (https://www.cda-adc.ca/en/oral_health/talk/complications/diseases/gum_diseases.asp)

Gerhard Whitworth, Home remedies for swollen gums (https://www.healthline.com/hea...), 25 September 2018

Micheal G Newman, et al. Clinical Periodontology (11ed), Saunder : Missouri, 2012.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
5 อาหารที่น่าตกใจสำหรับการมีสุขภาพฟันที่ดี
5 อาหารที่น่าตกใจสำหรับการมีสุขภาพฟันที่ดี

อาหารที่สามารส่งเสริมสุขภาพของช่องปากได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ดูในแอป