Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

เหงือกร่น สาเหตุ การรักษา และการป้องกันอย่างถูกวิธี

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,336,991 คน

เหงือกร่น สาเหตุ การรักษา และการป้องกันอย่างถูกวิธี

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 30/05/2562

เหงือกร่น คือการที่เนื้อเยื่อขอบเหงือกรอบๆ ฟันร่นออกไปจนเห็นเนื้อฟันหรือรากฟันมากขึ้น เกิดเป็นช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก ซึ่งบริเวณนี้จะกลายเป็นแหล่งสะสมของคราบสกปรกและแบคทีเรียต่างๆ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ต้องสูญเสียฟันไป

เหงือกร่นมีอาการอย่างไรบ้าง?

อาการ เหงือกร่น มักไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ทราบว่าตนเองมีอาการเหงือกร่น โดยอาการมักเริ่มจากเสียวฟันเวลาดื่มของร้อนหรือของเย็น ส่วนในรายที่มีอาการชัดเจน เมื่อส่องกระจกดูภายในปากตัวเองจะพบว่าเหงือกร่นลงไปจนซี่ฟันดูยาวขึ้น ทำให้เนื้อฟันที่เดิมเคยอยู่ใต้เหงือกโผล่ออกมาอย่างชัดเจน จนสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้โดยตรง สิ่งที่ตามมาคือ เกิดคราบหินปูน (ในทางการแพทย์เรียกว่า หินน้ำลาย) ที่เนื้อฟัน ซึ่งเป็นแหล่งเจริญเติบโตของเชื้อโรค ถ้าไม่รีบรักษาจะทำให้โครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อที่รองรับฟันเสียหาย ส่งผลให้ฟันหลุดในที่สุด

สาเหตุของการเกิดเหงือกร่น

เหงือกร่นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การแปรงฟันผิดวิธี การแปรงฟันด้วยการถูไปมาในแนวนอน อาจทำให้เหงือกร่นและคอฟันสึกได้ โดยอาการเหงือกร่นที่เกิดจากการแปรงฟันมักเกิดขึ้นบริเวณฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อย และฟันกรามตรงกระพุ้งแก้ม
  • โรคปริทันต์อักเสบ เป็นโรคเกี่ยวกับการติดเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เหงือกอักเสบ โรคนี้ถือเป็นสาเหตุหลักของอาการเหงือกร่นเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เนื้อเยื่อเหงือกและกระดูกที่รองรับฟันเสียหาย เหงือกร่น และตามมาด้วยฟันหลุดร่วง
  • การขาดสุขอนามัยในการดูแลฟัน เช่น แปรงฟันไม่บ่อยเท่าที่ควร ไม่ใช้ไหมขัดฟัน และไม่ไปตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน จนอาจทำให้เกิดคราบหินปูน โรคเหงือกอักเสบ เหงือกร่น หรือปัญหาสุขภาพในช่องปากและฟันอื่นๆ ได้
  • การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพปากและฟัน ทำให้เกิดคราบที่ฟัน เหงือกอักเสบ และเหงือกร่นได้
  • พันธุกรรม งานวิจัยชี้ว่าประมาณร้อยละ 30 ของผู้ที่ครอบครัวมีอาการเหงือกร่น อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกมากกว่าคนอื่น แม้ว่าจะดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ ในวัยเจริญพันธ์ุ หรือในช่วงวัยทอง สามารถส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดเหงือกร่นได้
  • การมีฟันเกหรือฟันซ้อน ฟันที่เรียงตัวไม่สม่ำเสมออาจเป็นสาเหตุให้เกิดแรงตึงบนเหงือกและกระดูกฟันจนส่งผลให้เหงือกร่น
  • การเจาะริมฝีปากหรือลิ้น อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเหงือกและทำให้เหงือกร่นได้เช่นกัน

เหงือกร่น รักษาได้อย่างไร?

ทันตแพทย์จะรักษาอาการเหงือกร่นตามสาเหตุ รวมถึงการทำความสะอาดคราบหินปูนบนฟันและผิวรากฟันใต้เหงือก พร้อมกับทำให้ผิวรากฟันที่โผล่ขึ้นมาเรียบกว่าเดิม เพื่อที่แบคทีเรียจะได้เกาะตัวได้ยาก นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดแบคทีเรียอันตรายที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วย ซึ่งหากมีอาการไม่รุนแรง ไม่นานเหงือกก็จะกลับมาเป็นปกติดังเดิม

ในกรณีที่ยังคงมีเหงือกร่นเหมือนเดิม แม้จะรักษาที่ต้นเหตุไปแล้ว หรือกรณีที่ไม่อาจทำความสะอาดคราบหินปูนได้ เนื่องจากกระดูกและเบ้าฟันที่เสียหายนั้นอยู่ลึกมาก ทันตแพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด เช่น การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเหงือกบริเวณที่มีปัญหาโดยใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นๆ ภายในช่องปาก หรือการซ่อมแซมกระดูกรองรับฟันที่เสียหายโดยใช้เนื้อเยื่อปลูกถ่ายหรือเยื่อบุผิวเหงือก

การป้องกันอาการเหงือกร่น

การดูแลรักษาสุขภาพปากและฟันให้ดีอยู่เสมอ เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับช่องปากได้ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงอาการเหงือกร่นด้วย สามารถทำได้ตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • แปรงฟันอย่างถูกวิธี 
    • ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน ถ้าเป็นไปได้ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
    • ใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ทุกๆ 3 เดือน
    • ก่อนแปรงฟันและหลังแปรงฟันเสร็จ ควรล้างแปรงสีฟันให้สะอาดทุกครั้ง
    • การใช้น้ำยาบ้วนปากควรทำก่อนแปรงฟันหรือหลังรับประทานอาหารเสร็จ เพื่อช่วยชำระเศษอาหาร ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก หรือบ้วนปากแรงๆ หลังแปรงฟัน เพราะจะทำให้ฟลูออไรด์จากยาสีฟันฟันหลุดออกไป
    • ทันตแพทย์แนะนำให้บีบยาสีฟันให้เหมาะสมตามอายุ ดังนี้
      • เด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 3 ปี) ให้แต้มยาสีฟันลงบนขนแปรงบางๆ 
      • เด็กโต (อายุ 3-6 ปี) ให้ทำการบีบยาสีฟันเท่าแนวกว้างของขนแปรง 
      • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 6 ปี บีบยาสีฟันตามแนวยาวของขนแปรง
    • สามารถแปรงฟันซ้ำอีกรอบได้หากรู้สึกว่าฟันยังไม่สะอาดพอ
  • หมั่นไปพบทันตแพย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนเป็นประจำ เพราะหินปูนเป็นตัวการที่ดันเหงือกให้ร่นลง ซึ่งหากปล่อยไว้นานก็ยิ่งมีหินปูนสะสมมากขึ้น ทำให้เหงือกร่นลงเรื่อยๆ จึงควรไปขูดหินปูนเป็นประจำทุกๆ 3-6 เดือน และควรไปตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อยทุก 6 เดือน
  • หยุดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุให้เหงือกอักเสบได้ และจะทำให้เกิดอาการเหงือกร่นตามมา 
  • เลี่ยงการใช้ไม้จิ้มฟัน การใช้ไม้จิ้มฟันเพื่อเขี่ยเศษอาหารออกจากฟันส่งผลให้ฟันห่างยิ่งขึ้นและเศษอาหารเข้าไปติดในร่องฟันมากขึ้น ทางที่ดีจึงควรหันมาแปรงฟันหลังรับประทานอาหารแทนการใช้ไม้จิ้มฟัน 
  • นวดเหงือกบ้าง การนวดเหงือกเบาๆ ทุกๆ เช้าหรือเย็น จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณเหงือกได้อย่างดี เหงือกจึงแข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหงือกร่น 

หากมีอาการเหงือกร่น ควรรีบเข้ารับการรักษาทันทีเพื่อให้เหงือกฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา สุดท้ายจะส่งผลให้ฟันเสียหายและหลุดร่วง ทั้งยังทำให้เหงือกไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีก ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือใส่ฟันเทียมเท่านั้น

ที่มาของข้อมูล

Donna Christiano, The truth about receding gums (https://www.healthline.com/health/receding-gums-grow-back), 4 April 2018

Michael Friedman, Receding gums (https://www.webmd.com/oral-health/guide/receding_gums_causes-treatments#1), 25 January 2017

ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ, แนวทางการใช้ฟลูออไรด์ 2560 (https://www.thaidental.or.th/main/pdfview/upload/upload-20190213213340.pdf), 5 พฤษภาคม 2562

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่