Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพฟัน

โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) คืออะไร ?

เรียนรู้ว่าโรคเหงือกอักเสบคืออะไร และจะรักษาหรือป้องกันได้อย่างไร
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,071,319 คน

โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) คืออะไร ?

หากคุณรู้สึกระคายเคืองที่เหงือก เหงือกแดงและบวม นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเหงือกที่พบบ่อยที่สุด แม้อาการของเหงือกอักเสบจะไม่รุนแรงนัก แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะเมื่อนานไปอาจยิ่งมีอาการรุนแรงขึ้น จนทำให้สูญเสียฟันได้

โรคเหงือกอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากละเลยการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปาก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจกลายเป็นโรคปริทันต์ ซึ่งเป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรงของเหงือก ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและกระดูกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้ฟันโยกและหลุดไปในที่สุด

อาการของโรคเหงือกอักเสบ

โดยปกติ เหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อนๆ มีความแข็งแรง และขอบเงือกเรียบติดกับฟัน แต่หากคุณสังเกตถึงอาการผิดปกติของเหงือกและฟันดังต่อไปนี้ ก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังมีอาการเหงือกอักเสบ

  • เหงือกบวม
  • เหงือกมีแดงออกดำคล้ำ
  • เมื่อสัมผัสเหงือกดูรู้สึกเจ็บ
  • เหงือกร่น
  • มีเลือกออกตามไรฟันบ่อยๆ หลังจากแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  • มีกลิ่นปาก
  • ฟันโยก
  • มีอาการเสียวฟัน

สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ

เหงือกอักเสบมักเกิดจากการขาดสุขอนามัยในการดูแลช่องปากและฟัน ทำให้คราบสกปรกและแบคทีเรียก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคราบหินปูนตามซอกเหงือก ซึ่งหินปูนเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียจำนวนมาก และเมื่อนานไปก็สร้างความระคายเคืองให้เนื้อเยื่อเหงือกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด นำมาซึ่งอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟันหลังจากแปรงหรือใช้ไหมขัดฟัน

นอกจากนี้ ปัจจัยบางอย่างก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบได้มากขึ้น เช่น

  • การแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง หรือแปรงไม่บ่อยเท่าที่ควร
  • การมีฟันคุด การจัดฟัน หรือการใส่อุปกรณ์ต่างๆ ในช่องปาก อาจเอื้อให้เกิดคราบแบคทีเรียสะสมมากขึ้น
  • การมีฟันเกหรือฟันซ้อน
  • การใช้ยาบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia) หรือทำให้เหงือกบวมโตขึ้น
  • การสูบบุหรี่
  • โรคเบาหวานการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินซี เป็นต้น
  • การตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิด
  • ภาวะที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ และการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
  • การติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อรา
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม

การวินิจฉัยโรคเหงือกอักเสบ

หากสังเกตถึงอาการผิดปกติในช่องปากและฟันดังข้างต้น คุณควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา โดยเบื้องต้นทันตแพทย์จะสอบถามถึงอาการและประวัติการรักษาโรคต่างๆ ของผู้ป่วย รวมถึงโรคภายในช่องปาก จากนั้นจะตรวจดูฟัน เหงือก ลิ้น และภายในช่องปากเพื่อดูคราบหินปูนหรือหาลักษณะของโรคเหงือกอักเสบ และตรวจเหงือก ซึ่งจะทำโดยการใช้เครื่องมือวัดความลึกของร่องเหงือก รอบๆ ตัวฟัน ปกติจะมีค่าอยู่ที่ 1 - 3 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่า 3 มิลลิเมตร เเสดงว่าเริ่มมีโรคเหงือกอักเสบ นอกจากนี้อาจมีการถ่ายภาพรังสีเพื่อดูกระดูกบริเวณรอบตัวฟันว่าปกติดีหรือไม่ รวมทั้งตรวจหาสาเหตุของอาการเหงือกอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ หรือในกรณีที่อาการรุนแรง อาจต้องส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเหงือก

การรักษาโรคเหงือกอักเสบ

การรักษาที่ทันท่วงทีสามารถช่วยให้เหงือกของคุณกลับมามีสุขภาพดีเหมือนเดิม รวมทั้งช่วยป้องกันโรคปริทันต์และการสูญเสียฟัน ทันแพทย์จะให้การรักษาโดยเริ่มจากการทำความสะอาดคราบสกปรกและหินปูนที่สะสมอยู่ออกไป และอาจให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อด้วย รวมทั้งแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องที่บ้านเป็นประจำ 

ส่วนผู้ที่มีปัญหาเหงือกอักเสบเนื่องจากการใส่สะพานฟัน ฟันปลอม หรือการจัดฟัน ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือทำความสะอาดได้ยาก แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขที่ปัญหาเหล่านี้ ทั้งนี้ หลังจากรับการรักษาเรียบร้อยแล้ว คุณควรไปพบทันตแพทย์เพื่อติดตามอาการและตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยควบคุมปัญหาโรคเหงือกได้อย่างสมบูรณ์

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเหงือกอักเสบ

หากคุณละเลยและไม่เข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม โรคเหงือกอักเสบจะยิ่งรุนแรงและกลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งต่างจากเหงือกอักเสบตรงที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ และมักเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟัน

นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่โรคเหงือกอักเสบเรื้อรังอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ลมชัก และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์โดยมีงานวิจัยชี้ว่าแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์อักเสบนั้นสามารถเดินทางผ่านเนื้อเยื่อเหงือกเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลกระทบต่อหัวใจ ปอด และส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ 

การป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

การดูแลสุขอนามัยช่องปากเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องคุณจากโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งทำได้ง่ายๆ ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังจากตื่นนอนและก่อนนอน และใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็ควรแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารต่างๆ
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะจะทำให้มีแบคทีเรียสะสมตามช่องปากและฟันจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
  • ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6-12 เดือน หากคุณมีความเสี่ยงเกิดโรคเหงือก ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำคุณเกี่ยวกับการป้องกันได้

ที่มาของข้อมูล

Gingivitis (https://www.mayoclinic.org/dis...), 4 April 2017

Christine Frank, Gum disease (Gingivitis) (https://www.healthline.com/hea...), 13 November 2017.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป