Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
สุขภาพฟัน

3 วิธีที่น่าแปลกใจในการรักษาฟันของคุณให้แข็งแรง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,980,737 คน

3 วิธีที่น่าแปลกใจในการรักษาฟันของคุณให้แข็งแรง

นอกเหนือจากการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันแล้วนั้น การรับประทานอาหารจากธรรมชาติหรือมีการเติมฟลูออไรด์นั้นยังจะช่วยป้องกันฟันไม่ให้ผุและทำให้เหงือกแข็งแรงอีกด้วย

ฟันผุและโรคเหงือกนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เคลือบอยู่บนฟันที่เห็นเป็นคราบ หากไม่มีการแปรงเอาคราบนี้ออกไป แบคทีเรียก็จะทำการสลายน้ำตาลและแป้งในอาหารเพื่อสร้างกรดที่จะทำลายสารเคลือบฟัน คราบเหล่านี้ยังจะแข็งตัวกลายเป็นหินปูนซึ่งอาจทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบได้

การรับประทานอาหารที่สมดุลนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการมีฟันและเหงือกที่แข็งแรง ฟลูออไรด์นั้นพบได้ตามธรรมชาติในอาหารและน้ำ หรืออาจจะมีการเติมลงในน้ำ ถือเป็นอาวุธสำคัญในการป้องกันการเกิดฟันผุ และสามารถลดอัตราการเกิดโรคฟันผุได้มากถึง 60%

แนวทางในการดูแลฟัน

เริ่มต้นให้ถูกต้องด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสมในระหว่างที่ตั้งครรภ์เพื่อให้แน่ใจว่าฟันของทารกนั้นจะขึ้นอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแคลเซียม ซึ่งช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และวิตามินดีซึ่งร่างกายต้องใช้ในการดูดซึมแคลเซียม

คุณต้องการแคลเซียมในปริมาณมากเพื่อให้ฟันและเหงือกแข็งแรง การรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมชนิดไขมันต่ำ, เครื่องดื่มจากถั่วเหลืองและข้าว, แอลมอนด์และผักใบเขียวล้วนแต่เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สำคัญ

คุณยังต้องการวิตามินดีเพื่อใช้ในการดูดซึมแคลเซียม วิตามินดีสามารถพบได้ในนม เครื่องดื่มจากถั่วเหลืองและข้าว, เนยเทียม ปลาที่มีไขมันเช่นแซลมอน และการได้รับแสงแดดในระดับปานกลาง

ฟลูออไรด์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การที่เด็กได้รับฟลูออไรด์นั้นจะสามารถช่วยป้องกันการเกิดฟันผุได้ในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต ฟลูออไรด์นั้นพบในน้ำที่มีการเติมฟลูออไรด์ (ซึ่งไม่ได้พบได้ทั่วไป) เครื่องดื่มที่ทำจากน้ำที่เติมฟลูออไรด์ ชา และปลาบางชนิด รวมถึงยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากบางชนิด นอกจากนั้นยังมีฟลูออไรด์เสริมสำหรับเด็กที่ไม่มีน้ำที่มีการเติมฟลูออไรด์ อย่างไรก็ตามการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเกินไปนั้นอาจทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้

นอกจากนั้นยังต้องมีฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัสนั้นพบไปเนื้อสัตว์ ปลา และไข่ และแมกนีเซียมนั้นพบในธัญพืช ผักโขมและกล้วย วิตามินเอจะช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เบต้าแคโรทีนซึ่งร่างกายจะนำมาเปลี่ยนเป็นวิตามินเอนั้นสามารถพบได้ในผักและผลไม้สีส้ม และผักใบเขียว

ในเด็กที่เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ ผู้ปกครองควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ดูแลให้รับประทานอาหารที่ดี
  • แปรงฟันให้เด็กจนกว่าพวกเขาจะโตพอที่จะแปรงได้ด้วยตัวเอง (มักจะอยู่ที่ 6-7 ปี)
  • คอยดูแลให้แปรงฟันวันละ 2 ครั้งและใช้ไหมขัดฟันหลังจากนั้น
  • อย่าให้ทารกนอนโดยมีขวดนม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน
  • อย่าจุ่มจุกนมหลอกลงในน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม

 

1.ปัจจัยเกี่ยวกับน้ำตาล น้ำตาลซูโครสนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฟันผุ ถึงแม้ว่าอาหารที่มีน้ำตาลสูงเช่นคุกกี้ ลูกอมและน้ำอัดลมนั้นจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฟันผุแต่อาหารที่เป็นแป้งเช่นขนมปังและซีเรียลนั้นก็มีส่วนทำให้ฟันผุเช่นกัน เมื่อแป้งนั้นผสมกับเอนไซม์ amylase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในน้ำลายก็จะทำให้เกิดกรดที่ไปสลายสารเคลือบฟันและทำให้ฟันผุง่ายขึ้น หากอาหารที่เป็นแป้งเหล่านี้อยู่ในปากนานๆ ก็จะยิ่งทำให้มีกรดอยู่นานมากขึ้นและทำให้เกิดการทำลายฟันที่รุนแรงมากขึ้น

ควรระมัดระวังเวลารับประทานผลไม้แห้ง เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลเสียต่อฟันเนื่องจากมีน้ำตาลที่สูงและมักจะติดฟัน แม้แต่น้ำผลไม้ที่ไม่ได้เติมน้ำตาลนั้นก็อาจทำให้เกิดฟันผุได้เนื่องจากมันมีกรดและมีน้ำตาลในปริมาณที่ค่อนข้างสูง

การทานผลไม้สดโดยเฉพาะแอปเปิ้ลนั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะถึงแม้ว่าผลไม้สดนั้นจะมีกรดและหวาน แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาน้อยกว่าเนื่องจากการเคี้ยวนั้นจะกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย น้ำลายจะช่วยลดความเป็นกรดภายในปากและกวาดเศษอาหารลงคอ ตัวอย่างเช่นแอปเปิ้ลนั้นถูกเรียกว่าเป็นแปรงสีฟันตามธรรมชาติเนื่องจากมันจะกระตุ้นเหงือก เพิ่มการหลั่งน้ำลายและลดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ การที่ปากแห้งนั้นๆ นั้นก็ทำให้เกิดฟันผุได้เช่นกัน น้ำลายนั้นจะหลั่งน้อยลงในระหว่างที่นอน  ดังนั้นการนอนโดยไม่แปรงฟันนั้นจึงเป็นเรื่องที่อันตราย ยาบางตัวโดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงนั้นจะลดการหลั่งน้ำลาย

2.โรคเหงือก คนเรามักจะสูญเสียฟันจากโรคเหงือกมากกว่าการมีฟันผุ โรคเหงือกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกคนที่ไม่สนใจความสะอาดของช่องปากหรือรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ขาดสารอาหาร หรือติดเชื้อ AIDS/HIV หรือกำลังได้รับยาในกลุ่มสเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัด จะจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำนั้นจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเหงือกได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป