Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การรักษา

ยาแก้ท้องเสีย รวมข้อมูลของยา พร้อมข้อดี ข้อเสีย และวิธีใช้

ท้องเสียจู๊ดๆ วิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำแบบนี้ ต้องกินยาอะไรถึงจะ "ดี" และ "ปลอดภัย" ที่สุด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,333,211 คน

ยาแก้ท้องเสีย รวมข้อมูลของยา พร้อมข้อดี ข้อเสีย และวิธีใช้

อาการท้องเสีย หรือโรคอุจจาระร่วง คือ ภาวะที่ถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติและถ่ายบ่อยมากกว่าวันละ 3 ครั้ง  อาการท้องเสียพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะเด็กซึ่งพบได้บ่อยที่สุด  ยิ่งในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแห้งแล้งของอากาศทำให้แบคทีเรียเติบโตได้ดี บางท้องที่ก็ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ผู้คนจึงมีโอกาสท้องเสียกันมากขึ้น  นอกจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารค้างคืน อาหาร เครื่องดื่ม น้ำแข็งที่ไม่สะอาด หรือมีเชื้อโรคเจือปน  อาหารที่มีแมลงวันตอม รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัดจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอาการท้องเสียแล้ว  ยังพบว่า ผลข้างเคียงจากการรับประทานยารักษาโรคบางชนิดก็ทำให้ท้องเสียได้เช่นเดียวกัน  ผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าท้องเสียเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่อุจจาระออกมาให้หมดเดี๋ยวก็หาย  แต่อันที่จริงแล้วถ้ามีอาการท้องเสียรุนแรงจะทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายได้มาก และหากไม่ได้รับการรักษา หรือรับประทานยาแก้ท้องเสียอย่างเร่งด่วนก็จะมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น

รู้จักยาแก้ท้องเสีย หรือยารักษาอาการท้องเสีย 

ยาแก้ท้องเสียแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท แต่ละประเภทมีวิธีใช้ หรือข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

1. สารอาหารทางน้ำ

ได้แก่ ผงเกลือแร่ หรือโออาร์เอสเป็นการรักษาอาการท้องเสียเบื้องต้นที่จะช่วยชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่โดยเฉพาะเวลาที่มีอาการท้องเสียอย่างต่อเนื่อง  อาเจียนมากจนกินอะไรไม่ได้ หากสูญเสียน้ำมากๆ อาจมีอาการหิวน้ำ ปากแห้ง ตาโบ่๋ กระวนกระวาย ซึม  หรือาจเกิดภาวะช็อกได้ และหากแก้ไขไม่ทันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้  ถึงสารอาหารทางน้ำจะไม่ใช่ยาแก้ท้องเสียโดยตรงก็ตามแต่ก็มีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ 

2. ยาป้องกันอาการท้องเสีย

มีทั้งรูปแบบยาชนิดเม็ดและยาชนิดน้ำแขวนตะกอน โดยบรรจุอยู่ในแคปซูล หรือผงบรรจุในซอง ซึ่งมีข้อดีตรงที่มีความปลอดภัยและให้ประสิทธิภาพในการรักษาอาการท้องเสียเฉียบพลันจากการติดเชื้อ

  • Bismuth subsalicylate หรือ Gastro Bismol  สามารถใช้กับเด็กเล็กที่มีอายุมากกว่า 3 ปีที่ไม่มีไข้ หรือเพิ่งหายจากอีสุกอีใสได้  การทำงานของยาคือ การจับกับสารพิษจากแบคทีเรียแล้วมีผลในการต้านแบคทีเรียโดยตรงพร้อมกับช่วยกระตุ้นการดูดกลับของน้ำและเกลือแร่ที่อยู่ในลำไส้  แต่มีข้อเสียตรงที่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่แพ้ยาชนิดนี้ เด็ก หรือวัยรุ่นที่มีไข้หวัด หรือเพิ่งหายจากอีสุกอีใสและผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร ควรระมัดระวัง
  • Racecadotril หรือ Hydrasec   เป็นยาที่ใช้ในการยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายสารสำคัญ Encephalin ซึ่งอยู่ในทางเดินอาหาร   ยาตัวนี้มีสรรพคุณยับยั้งการหลั่งสารน้ำในทางเดินอาหาร จึงสามารถช่วยต้านและลดอาการท้องเสียได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสียเฉียบพลันมักใช้ในเด็กอายุมากกว่า 3 เดือน  แต่มีข้อเสียตรงที่ห้ามใช้ หรือควรใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคไต โรคเบาหวาน ผู้หญิงตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร

3. ยาหยุดถ่าย

เป็นยาแก้ท้องเสียที่ออกฤทธิ์ช่วยลดการเคลื่อนที่ หรือการบีบตัวของลำไส้  จุดประสงค์ในการใช้คือ เพื่อลดจำนวนครั้งของการถ่ายให้น้อยลง

  • Loperamide  เป็นยาแก้ท้องเสียที่นิยมใช้มากกว่ายาชนิดอื่นๆ เพราะมีข้อดีที่ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยไม่ต้องผ่านระบบสมอง และไม่มียา Atropine ซึ่งเป็นยาต้านการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติผสมอยู่  ทำให้ไม่มีอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว (ถ้าหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม) เป็นต้น และสามารถใช้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อที่เป็นต้นเหตุของอาการท้องเสียได้ แต่หากใช้ยาแก้ท้องเสียชนิดนี้ในปริมาณมาก หรือหากใช้ยาแก้ท้องเสียชนิดนี้ในผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ (QT prolong) จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ Torsades de Pointes และหัวใจหยุดเต้นได้
  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น Loperamide   Atropine  หรือ Diphenoxylate ยาแก้ท้องเสียชนิดนี้มีผลช่วยในการยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ ลดการสร้างสารน้ำในลำไส้ แล้วเพิ่มการดูดกลับของน้ำจากลำไส้ให้กลับเข้าสู่ร่างกาย แต่ยาแก้ท้องเสียชนิดนี้ก็มีข้อเสียตรงที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับระบบสมองและระบบประสาทอัตโนมัติด้วย

4. ยากลุ่ม Probiotic และ Zinc

  • ยากลุ่ม Probiotic ในบ้านเรายาแก้ท้องเสียกลุ่มนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะสายพันธุ์ของ Probiotic คือ Bioflor และ Infloran โดยจะช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ในลำไส้ เมื่อเรารับประทานยาแก้ท้องเสียกลุ่มนี้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อเยื่อเมือกของลำไส้ รวมถึงการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ 
  • ยากลุ่ม Zinc เป็นยาแก้ท้องเสียที่จะช่วยรักษาอาการท้องเสียจากการติดเชื้อ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกาย

5. ยาปฏิชีวนะ

เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ซึ่งต้องได้รับการตรวจและวินิจฉัยก่อนว่าเกิดเชื้อโรคชนิดใด เป็นบิดแบบมีตัว หรือบิดไม่มีตัว หรือเกิดจากอาหารเป็นพิษหรือไม่ แพทย์จึงจะสั่งจ่ายยาได้อย่างถูกต้อง แต่ยาแก้ท้องเสียชนิดนี้มีข้อเสียตรงที่อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์และห้ามใช้ในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่แพ้ยา หรือเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิด ซึ่งการปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

6. ยากลุ่มอื่นๆ

  • Kaopectate   เป็นยาแก้ท้องเสียชนิดน้ำที่ออกฤทธิ์ในการดูดซับเชื้อโรค พร้อมกับช่วยป้องกันการจับเชื้อโรคที่ผนังลำไส้ ดูดซับสารน้ำส่วนเกินภายในลำไส้ และทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง ข้อดีของยาแก้ท้องเสียชนิดนี้คือ สามารถใช้กับเด็กเล็กๆ อายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไปได้ แต่ต้องไม่มีอาการไข้ หรือเพิ่งหายจากอีสุกอีใส เพราะจะทำให้เกิด Reye’s syndrome จนเสียชีวิตได้ และควรระมัดระวังการใช้ยาแก้ท้องเสียชนิดนี้ในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร
  • Charcoal เป็นยาแก้ท้องเสียที่ออกฤทธิ์ด้วยการดูดซับเชื้อโรคและสารพิษที่ผลิตจากเชื้อโรค  ควรรับประทานตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารและยาอื่นๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง  แม้ข้อดีของ Charcoal คือไม่มีผลข้างเคียง แต่ควรระมัดระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคไต โรคตับ หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร

ยาแก้ท้องเสียที่กล่าวมานี้ควรใช้ก็ต่อเมื่อมีอาการถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้ง ภายใน 1 วัน   ถ้าเป็นสารอาหารทางน้ำจะสามารถรับประทานได้บ่อยจนกว่าจะหยุดถ่าย แต่สำหรับยาปฏิชีวนะจะต้องรับประทานให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง เพื่อป้องกันอาการเชื้อดื้อยาและเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ

หากรับประทานยาแก้ท้องเสียแล้วยังไม่ดีขึ้น เป็นมากกว่า 7 วัน ถ่ายปนมูกเลือด มีอาการนานกว่า 7 วัน ปัสสาวะออกลดลง เวียนหัว ท้องเสียมากขึ้น หรือยังมีอาการไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียสร่วมด้วย ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด รวมถึงกรณีของผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ผู้สูงอายุ และผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรด้วยเช่นกัน ในกลุ่มที่กล่าวมานี้ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง  เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจนอาจทำให้เสียชีวิต หรือมีผลต่อทารกในครรภ์และทารกที่รับประทานนมแม่นั่นเอง

ที่มาของข้อมูล

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป