Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

สมองทำงานอย่างไร? ไขความลับระบบสุดซับซ้อน

สมอง อวัยวะที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก ทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของสมอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,807,829 คน

สมองทำงานอย่างไร? ไขความลับระบบสุดซับซ้อน

สมอง (Brain) เป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อความอยู่รอด สมองของมนุษย์จัดเป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาสมองของสัตว์ทุกชนิด! แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถอธิบายการทำงานของสมองได้ 100% เนื่องจากมันถูกแบ่งแยกย่อยเป็นหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่ตอบสนองแตกต่างกัน ทว่าสอดประสานกันเป็นวงจร

การทำงานของสมอง

สมองประกอบด้วยเซลล์จำนวนนับแสนล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์จะมีแขนงที่เชื่อมต่อกันกลายเป็นร่างแหขนาดใหญ่และซับซ้อน เมื่อมีการรับข้อมูลหรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เซลล์สมองจะส่งข้อมูลเป็นกระแสไฟฟ้าผ่านทางจุดส่งกระแสประสาทของเซลล์ เรียกว่า ปลายแอกซอน (axon) ไปยังจุดรับกระแสประสาทของเซลล์ข้างเคียงที่เรียกว่า ปลายเดนไดรท์ (dendrite) 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ราคาพิเศษได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 940 บาท เท่านั้น

Retainerinternal ad

จุดที่เชื่อมต่อระหว่างแอกซอนและเดนไดรท์ เรียกว่า ซีนแนปส์ (synapse) เป็นจุดที่จะเปลี่ยนสัญญาณกระแสไฟฟ้าให้เป็นสารเคมี หรือสารสื่อประสาท ส่งผลให้ร่างกายรับรู้ข้อมูล เช่น ความรู้สึกทางกาย การเห็นภาพ การได้กลิ่น และทำให้เกิดการตอบสนอง การสั่งการต่อไป 

สมองของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ยืดหยุ่น เครือข่ายการเชื่อมโยงของเซลล์สมองจึงมีการเพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ตามการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา และยิ่งการเชื่อมโยงของเซลล์สมองซับซ้อนมากเท่าไหร่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหายากๆ หรือที่เรียกว่า “ความฉลาด” ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  

ส่วนต่างๆ ของสมอง

สมองแบ่งออกเป็นหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่รับรู้ และตอบสนองแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งส่วนของสมองได้คร่าวๆ 3 ส่วน ดังนี้

สมองส่วนหน้า (Forebrain) 

สมองส่วนหน้า เรียกอีกชื่อว่า สมองส่วนหน้าผาก เป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักจำนวนมาก สามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกหลายส่วน ยกตัวอย่างส่วนที่สำคัญ ได้แก่

  • ซีรีบรัม (Cerebrum) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลและการเรียนรู้ประมวลผลทางประสาทสัมผัส เช่น การมองเห็น ภาษาและการสื่อสาร การคิด การเรียนรู้และความทรงจำ การดมกลิ่น
    นอกจากนี้ สมองแต่ละซีกยังแบ่งย่อยเป็น 4 กลีบ ได้แก่
    • กลีบหน้า (Frontal lobe) เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ ควบคุมการพูด ควบคุมการเคลื่อนไหว ความคิด ความจำ สติปัญญา การใช้ภาษา
    • กลีบขมับ (Temporal lobe) ควบคุมการได้ยิน และการดมกลิ่น ความเข้าใจด้านภาษา การฟัง
    • กลีบข้าง (Parietal lobe) การรับรส และความรู้สึกจากการสัมผัส
    • กลีบท้ายทอย (Occipital lobe) ควบคุมการมองเห็น
  • ออลแฟกทอรีบรัม (olfactory bulb) เป็นส่วนที่อยู่หน้าสุด ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น ซึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สมองส่วนนี้จะมีขนาดเล็ก และไม่เจริญมากนัก
  • ทาลามัส (Thalamus) เป็นจุดศูนย์กลางในการถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังสมองส่วนต่างๆ รวมถึงเป็นจุดรับรู้ และตอบสนองต่อความรู้สึกเจ็บปวดด้วย
  • ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) สร้างความสมดุลให้กับระบบการทำงานของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ควบคุมการทำงานของต่อมพิทูอิทารี ผลิตฮอร์โมน เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ เกี่ยวข้องกับการปรับสมดุล น้ำ-แร่ธาตุ ในเลือด การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ความรู้สึกหิว-อิ่ม ความต้องการทางเพศ การหายใจ การนอนหลับและการตื่น 

สมองส่วนกลาง (Midbrain)

เป็นส่วนที่รับส่งกระแสประสาทระหว่างสมองส่วนหน้าและสมองส่วนท้าย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเคลื่อนไหวนัยน์ตา และการได้ยิน

สมองส่วนท้าย (Hindbrain)

ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ซีรีเบลลัม (Cerebellum) ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว และควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว
  • พอนส์ (Pons) เป็นส่วนที่อยู่ติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ควบคุมการเคี้ยวอาหาร หลั่งน้ำลายและน้ำตา การเคลื่อนไหวใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้า การรับความรู้สึกของใบหน้า เช่น การสัมผัสและความเจ็บปวด ควบคุมการหายใจ
  • เมดัลลา (Medulla) เป็นส่วนที่อยู่ท้ายสุดติดกับไขสันหลัง เป็นทางผ่านของกระแสประสาท ควบคุมการทำงานของระบบประสาทเหนืออำนาจจิตใจ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การยืดและหดตัวของเส้นเลือด เป็นต้น

ความผิดปกติของสมอง

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการตอบสนองด้านพฤติกรรม การเรียนรู้ และการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ดังนั้น ความผิดปกติของสมองจึงมักส่งผลรุนแรงต่อร่างกาย ยกตัวอย่างความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สาเหตุมักเกิดจากการมีไขมันในเลือดสูง เป็นโรคอ้วน และความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตันและแข็งตัว จนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หากรุนแรงอาจถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตก อาการที่เกิดขึ้นคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก หรือชาครึ่งซีก ไปจนถึงเป็นอัมพาต และอาจเสียชีวิตได้
  • โรคอัลไซเมอร์ (Alzimer) เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองตามธรรมชาติ มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ ความจำเลอะเลือน เนื่องจากสมองส่วนดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ 
  • สมองเกิดการกระทบกระเทือน สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ อาการที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนไหนถูกกระทบกระเทือน เช่น การสูญเสียการมองเห็น สูญเสียความทรงจำ ควบคุมการทรงตัวไม่ได้ จนถึงขั้นเป็นอัมพาต
  • โรคสมองอักเสบ (Encephalitis) มักเกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส ทำให้เนื้อสมองเกิดความบาดเจ็บเสียหาย อาการที่พบได้ระยะแรกคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย หากรักษาไม่ทันจะมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น สับสน มึนงง กล้ามเนื้อบางส่วนหมดความรู้สึก มีปัญหาด้านการพูด การได้ยิน ไปจนถึงขั้นหมดสติ
  • โรคเนื้องอกในสมอง เป็นโรคที่พบได้ทุกวัย ก้อนเนื้อในสมองที่มีขนาดใหญ่ แม้ไม่ใช่เนื้อร้าย ก็อาจไปกดทับเนื้อสมองส่วนข้างเคียง ทำให้เกิดอาการผิดปกติหลายอย่าง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง (โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนและช่วงกลางคืน) อาเจียนอย่างควบคุมไม่ได้ การมองเห็นแย่ลง เกิดอาการชา แขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ เดินเซ การเรียนรู้ถดถอย อาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถพูด อ่าน และเขียนได้ และมีอาการชัก หมดสติกะทันหัน

การดูแลสมองให้มีประสิทธิภาพ

  • หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะการเรียนรู้ การอ่าน การฟัง และการคิด จะช่วยเพิ่มโครงข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทให้ซับซ้อนขึ้น ทำให้สามารถเชื่อมโยงความคิด วิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
  • ทานอาหารที่ดีต่อสมอง เช่น ปลา ไข่ ผักใบเขียว ใบแปะก๊วย และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ล้วนอุดมด้วยโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินหลายชนิด มีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของสมองและระบบประสาท
  • หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะความเครียดส่งผลให้สมองขาดสมาธิ การตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ช้าลง ทำให้การเรียนรู้ขาดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความเครียดยังส่งผลให้สารเคมีในสมองผิดปกติ และยังทำให้เรารู้สึกกระวนกระวาย นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้สมองไม่ปลอดโปร่ง สั่งการช้าลง และส่งผลเสียในระยะยาว เช่น ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า
  • ระมัดระวังไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน สมองที่บาดเจ็บเสียหายจะส่งผลร้ายแรงต่อการดำรงชีวิต หากเกิดขึ้นแล้วมักแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้สมองกระทบเทือน เพื่อป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดตามมา

ที่มาของข้อมูล

Arnould-Taylor, William (1998) Anatomy and physiology, Nelson Thorn, 27 มกราคม 2015

Henry Gray (1862). Anatomy, descriptive and surgical. Blanchard and Lea. 10 November 2010


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป