Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรไม่ให้เป็นโรคหัวใจ

รวมคำตอบเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันให้ห่างไกลจากโรคหัวใจ ไม่ยากกว่าที่คิด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,929,066 คน

ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรไม่ให้เป็นโรคหัวใจ

ในปัจจุบัน ด้วยวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายมากมาย พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้มนุษย์เรามักไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือออกกำลังให้ร่างกายได้มีการเผาผลาญพลังงาน หรือสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อตามอวัยวะต่างๆ มากนัก

ซึ่งโรคหัวใจนั้น มีปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ มาจากวิถีชีวิตที่ผิดๆ ของเรานี่เอง เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ไม่ออกกำลังหรือขยับเคลื่อนไหวร่างกายน้อย จนทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติ และส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคเบาหวาน ภาวะอ้วน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และรวมไปถึงโรคหัวใจ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจเบาหวาน เริ่มต้นที่ 644 บาท

ด้วยไลฟ์สไตล์ ทำให้คนไทยเป็นเบาหวานมากขึ้น และกว่า 40% ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน เพราะฉะนั้นควรตรวจเบาหวานอย่างน้อยปีละครั้ง

Istock 908625742

การปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันโรคหัวใจนั้นทำได้ไม่ยาก โดยคุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ต่อไปนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจส่วนหนึ่งนั้น มักมาจากการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด โดยมีปัจจัยมาจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และไม่ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกายออกไป ดังนั้น การออกกำลังกายจึงเป็นตัวป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดี

ซึ่งการออกกำลังกายในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงแค่การไปฟิตเนส การยกเวท หรือการวิ่งในสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแรงทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ในทุกๆ วันด้วย เช่น เดินไปทำงาน การขึ้นลงบันได การนั่งรถยนต์เป็นเวลานาน หรือการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างที่อยู่ในออฟฟิศด้วย เพราะการออกกำลังกายนั้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจมีสมรรถภาพทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยลดปัจจัยการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้ 

แต่หากพูดถึงคำว่า "การออกกำลังกาย" หลายคนก็อาจนึกไปถึงการใส่ชุดกีฬาเป็นทางการ การวิ่งบนลู่วิ่ง การเล่นเวทหนักๆ การเล่นโยคะในห้องสตูดิโอใหญ่ๆ หรือการเข้าฟิตเนสเพื่อปั่นจักรยานในคลาสกับเทรนเนอร์ แต่ความจริงแล้ว คุณสามารถออกกำลังได้ในระหว่างวันอย่างง่ายๆ แต่สม่ำเสมอได้ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถป้องกันโรคหัวใจได้แล้ว โดยมีเคล็ดลับต่อไปนี้

  • เปลี่ยนมาทำงานบ้านด้วยตนเอง: หลายคนอาจมีแม่บ้าน หรือมีสมาชิกในครอบครัวคอยดูแลทำความสะอาดบ้านให้ หลังจากนี้ให้คุณลองเปลี่ยนมาทำงานบ้านด้วยตนเองดูบ้าง เช่น ล้างห้องน้ำ กวาดบ้าน ดูดฝุ่น ล้างรถ คุณอาจไม่รู้ว่าการทำงานบ้านคือ การออกกำลังกายชั้นดีอย่างหนึ่งที่ดารานักแสดงหลายคนมักใช้เป็นเคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดีและเพื่อดูแลรูปร่างให้ดูดีอย่างสม่ำเสมอ
  • ขยับเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มากขึ้น: หนุ่มสาวชาวออฟฟิศหลายคนคงต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบทั้งวัน โดยไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหน บางทีคุณอาจลองหาเวลาพักซัก 10-15 นาทีในการลุกออกไปเดิน หรือหาอะไรทำเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง หรือในระหว่างพักกลางวันก็อย่าอยู่นิ่งนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือจนหมดชั่วโมงพัก แต่เปลี่ยนเป็นลองออกเดิน หรือขยับร่างกายให้พลังงานข้างในมีการเผาผลาญบ้าง หรือใครที่เดินทางมาทำงาน หรือกลับบ้านโดยต้องต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทนการเดิน คุณอาจลองเปลี่ยนจากการต่อรถมาเป็นการเดินสัปดาห์ละ 2-3 วันก็ได้ เพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง
  • เปลี่ยนจากการพักผ่อนอยู่กับที่เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ: เคล็ดลับข้อนี้น่าจะเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลาระหว่างวันมาออกกำลังหรือเคลื่อนไหวร่างกาย ถ้าอย่างนั้น ลองแบ่งเวลาช่วงเย็น หรือช่วงวันหยุดซัก 3-5 วันต่อสัปดาห์ ให้เป็นเวลาที่คุณจะได้ออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ ฟิตเนส หรือคุณอาจออกกำลังกายได้ง่ายๆ เองที่บ้านโดยผ่านการดูจากคลิปวีดีโอบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายช่องทาง แต่ระยะเวลาในการออกกำลังกายที่ดีควรอยู่ที่ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป
  • มีความสม่ำเสมอ: ถึงแม้คุณจะมีเวลา มีเครื่องมือออกกำลังกาย มีเทรนเนอร์หรือแพทย์คอยให้คำแนะนำเรื่องการออกกำลังกายดีแค่ไหน แต่หากคุณมีไม่มีสม่ำเสมอและหนักแน่นในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่โรคหัวใจก็ยังมีอยู่ และจะทำให้คุณไม่มีระเบียบวินัยในการเสริมความแข็งแรงให้ร่างกายอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นอีกปัจจัยที่ยากต่อผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน นั่นคือ ชนะใจตนเองและไม่หาข้ออ้างที่ไม่ออกกำลังกายเมื่อถึงเวลา

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วและต้องการออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับขีดจำกัด ความหนักและความถี่ของการออกกำลังกายเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีข้อควรแนะนำอื่นๆ สำหรับการออกกำลังใจกายในผู้ป่วยโรคหัวใจด้วย 

  1. อย่าออกกำลังกายที่ต้องออกแรงมากจนเกินไป แต่ให้เน้นที่ระยะเวลาในการออกกำลังอย่างเหมาะสม
  2. อบอุ่นร่างกายทุกครั้งประมาณ 5 นาทีก่อนออกกำลัง และมีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังเช่นกัน
  3. อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ
  4. ไม่กลั้นหายใจขณะออกกำลังกาย แต่ให้หายใจสบายๆ ตามปกติของตนเอง 
  5. หากรู้สึกแน่น เจ็บ หรือปวดหน้าอก เวียนศีรษะ หรือเหนื่อยจนไม่สามารพูดคุยได้ปกติระหว่างออกกำลังกาย ให้คุณหยุดออกกำลังกายทันที และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น
  6. ควรหาคนอยู่เป็นเพื่อนระหว่างออกกำลังกาย เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
  7. วางตารางเวลาออกกำลังกายให้อยู่ในเวลาเดียวกันทุกๆ ครั้ง

2. ไม่บริโภคแอลกอฮอล์เยอะเกินไป

หลายครั้งที่การสังสรรค์และดื่มเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และเป็นที่ชื่นชอบสำหรับไลฟ์สไตล์ของใครหลายคน ซึ่งการบริโภคแอลกอฮอล์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดร้ายแรงขนาดนั้น เพียงแต่คุณต้องรู้จักการจำกัดปริมาณการบริโภคให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบในร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงระบบการทำงานของหัวใจด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจเบาหวาน เริ่มต้นที่ 644 บาท

ด้วยไลฟ์สไตล์ ทำให้คนไทยเป็นเบาหวานมากขึ้น และกว่า 40% ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน เพราะฉะนั้นควรตรวจเบาหวานอย่างน้อยปีละครั้ง

Istock 908625742

เพราะเมื่อคุณบริโภคแอลกอฮอล์เข้าไป หัวใจจะต้องมีการสูบฉีดเลือดให้แรงและหนักขึ้น อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้ความดันโลหิตของคุณสูงขึ้นได้ด้วย เนื่องมาจากการไปทำลายหลอดเลือดหัวใจให้ตีบลง ซึ่งหากคุณยังคงบริโภคแอลกอฮอล์ซ้ำๆ ถี่ๆ จนเกินขีดจำกัดของตนเอง กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเกิดการอักเสบจากการทำงานหนักมากเกินไป จนส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจบวมโต มีพังผืด เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และหัวใจล้มเหลวได้

ทางที่ดี หากคุณเป็นผู้ที่เสพติดการบริโภคแอลกอฮอล์ คุณควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางในการบำบัดเพื่อเลิกเสพติดการบริโภคแอลกอฮอล์ต่อไป เพราะนอกเหนือจากโรคเกี่ยวกับหัวใจแล้ว ยังมีโรคแทรกซ้อนอีกมากมายที่เกิดขึ้นได้จากบริโภคแอลกอฮอล์ด้วย เช่น โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลำไส้ โรคซึมเศร้า โรคพิษสุราเรื้อรัง

สำหรับปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย และไม่นำไปสู่ภาวะความผิดปกติของร่างกายนั้น จะขึ้นอยู่กับ “หน่วยดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) ซึ่งหมายถึง หน่วยปริมาณแอลกอฮอล์จำนวน 10-14 กรัมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิด ซึ่งความแตกต่างว่าคุณจะดื่มได้เท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับเพศของตนเอง ได้แก่

  • ผู้หญิง: ไม่เกิน 3 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อ 1 วัน และไม่เกิน 7 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์
  • ผู้ชาย: ไม่เกิน 4 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อ 1 วัน และไม่เกิน 14 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์

สำหรับตัวอย่างปริมาณหน่วยดื่มมาตรฐานในเครื่องดื่มที่คนไทยมักจะนิยมดื่มจะได้แก่

  • ไวน์ 1 แก้ว 100 มิลลิลิตร (ml) แอลกอฮอล์ 12.5%: หน่วยดื่มมาตรฐาน = 1.0
  • เบียร์กระป๋อง 330 มิลลิลิตร (ml) แอลกอฮอล์ 4%: หน่วยดื่มมาตรฐาน = 1.0
  • เบียร์กระป๋อง 440 มิลลิลิตร (ml) แอลกอฮอล์ 4.2%: หน่วยดื่มมาตรฐาน = 1.5
  • เบียร์ขวด 330 มิลลิลิตร (ml) แอลกอฮอล์ 2.5%: หน่วยดื่มมาตรฐาน = 0.7

3. ไม่สูบบุหรี่

หลายคนคงทราบว่าการสูบบุหรี่นั้นไม่เคยสร้างผลดีใดๆ ต่อร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ยังคงเลือกที่จะสูบ เพราะคิดว่าเป็นวิธีระบายความเครียด หรือรู้สึกว่าเป็นการสร้างบุคลิกเท่ๆ ให้กับตนเอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า หลอดเลือดของผู้ที่ติดบุหรี่นั้น จะเสื่อมและตันเร็วยิ่งกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10-15 เท่า และในบุหรี่มีสารประกอบกว่า 4,000 ชนิดที่สร้างอันตรายให้กับร่างกายเราได้ เช่น

  • สารนิโคติน: เป็นสารเคมีในกลุ่มอัลคาลอยด์ (Alkaloids) ซึ่งพบได้ในต้นยาสูบ มีฤทธิ์ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง เพิ่มระดับไขมันในหลอดเลือดจนส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการอุดตันได้ นอกจากนี้ สารนิโคตินยังไปทำลายเยื่อบุของหลอดเลือด และทำให้ผู้สูบเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด จนรู้สึกจุกเสียดหน้าอกเวลาออกกำลังกายหรือขณะออกแรง ซึ่งมีผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตฉับพลันได้ 
  • สารคาร์บอนมอนอกไซต์: เป็นสารที่เกิดจากการเผาไม้ของบุหรี่ มีฤทธิ์ทำให้เลือดข้นและหนืดขึ้นจนเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด และทำให้หัวใจต้องทำงานหนักเพราะผนังหลอดเลือดที่แคบลงจากลิ่มเลือดที่เกาะอยู่ อีกทั้งยังทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลงด้วย
  • สารหนู: เป็นธาตุทางเคมีที่มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยสารหนูสามารถเข้าไปทำลายหลอดเลือด และส่งผลให้ผู้สูบเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้

นอกจากนี้ ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้สูบบุหรี่โดยตรง แต่การรับควันบุหรี่มือสองมาจากคนรอบตัวก็เป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคหัวใจได้ และบุหรี่ก็สามารถเป็นหนึ่งในปัจจัยร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้อีก เช่น การบริโภคแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจเบาหวาน เริ่มต้นที่ 644 บาท

ด้วยไลฟ์สไตล์ ทำให้คนไทยเป็นเบาหวานมากขึ้น และกว่า 40% ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน เพราะฉะนั้นควรตรวจเบาหวานอย่างน้อยปีละครั้ง

Istock 908625742

จากโทษของการสูบบุหรี่ที่กล่าวไปข้างต้น จะพบว่านอกจากตัวผู้สูบแล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูบเองก็ได้รับผลข้างเคียงจากพิษของบุหรี่ไปด้วย โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่จะได้รับผลกระทบไม่แพ้โรคเกี่ยวกับหัวใจเลย ทางที่ดี คุณจึงควรหาทางเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองและคนรอบข้าง โดยเคล็ดลับสำหรับการเลิกบุหรี่จะมีดังต่อไปนี้

  • มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการเลิกสูบ: เพราะต้องไม่ปฏิเสธว่าการเลิกบุหรี่ถือเป็นสิ่งท้าทายและยากสำหรับใครหลายคน ดังนั้น คุณจึงควรตั้งเป้าหมายในการเลิกสูบ หรือวางระยะเวลาในการเลิกสูบให้ชัดเจน รวมถึงไม่มีการยืดหยุ่นและขยายเวลาเพื่อผ่อนผันให้ตนเองกลับไปสูบบุหรี่ได้อีก
  • ให้คนรอบข้างเป็นหนึ่งในแรงผลักดันและช่วยเหลือ: เพราะการเลิกสูบบุหรี่ย่อมมีผลข้างเคียงเป็นอาการหลายอย่างเช่น เครียด หงุดหงิด ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ การบอกให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทราบว่าคุณจะเลิกบุหรี่ จะเป็นตัวช่วยให้มีคนคอยอยู่เคียงข้างคุณเมื่อเวลาที่คุณเกิดอาการดังกล่าว และพวกเขาจะเป็นผู้ย้ำเตือนไม่ให้คุณเลิกล้มความตั้งใจเลิกบุหรี่ด้วย
  • บอกคนรอบข้างที่สูบบุหรี่ว่าคุณกำลังเลิกบุหรี่: เคล็ดลับนี้จะเป็นการช่วยให้สภาพแวดล้อมรอบตัวคุณเอื้อต่อการเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น และหากคุณมีเพื่อน หรือคนรู้จักยังคงชักชวนให้คุณสูบบุหรี่อยู่ ให้คุณพยายามหลีกเลี่ยงอยู่ให้ห่างจากสถานการณ์ที่เสี่ยงเหล่านั้น เพื่อให้ตนเองไม่รู้สึกคล้อยตามและกลับไปสูบบุหรี่อีก
  • หาอย่างอื่นทำเพื่อเบนความสนใจจากบุหรี่: คุณอาจต้องหาหมากฝรั่ง น้ำหวาน หรือขนมหวานซักซองเคี้ยวไว้ในปากขณะที่ตนเองอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา หรือคุณอาจต้องหาหนังสักเรื่อง เพลงที่ชอบซักเพลงเพื่อฟังในระหว่างที่ตนอยากสูบบุหรี่ รวมถึงต้องตั้งสติให้มั่น หายใจให้ลึกๆ ในระหว่างที่คุณต้องอดกลั้นไม่สูบบุหรี่และบอกตนเองว่าคุณจะไม่กลับไปสูบมันอีก

4. บริหารภาวะอารมณ์

อารมณ์ความรู้สึกกับโรคหัวใจอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงแล้วภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ เช่น ความเครียด อาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ล้วนแต่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายทั้งนั้น และสามารถเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคหัวใจได้ เช่น 

  • โรคความดันโลหิต
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  • ภาวะเลือดออกในสมอง

สำหรับสาเหตุที่ภาวะทางอารมณ์ทำให้เกิดโรคหัวใจได้นั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจ แต่อีกสาเหตุซึ่งมักจะเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจก็คือ พฤติกรรมของผู้ป่วยเอง เช่น

1. การดื่มสุราและสูบบุหรี่

ผู้ป่วยโรคหัวใจหลายรายเคยมีภาวะเสพติดสุราและบุหรี่มาก่อน และอย่างที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันรวมถึงในสื่อโทรทัศน์ ว่าการดื่มสุราและสูบบุหรี่คือ วิธีระบายความเครียดที่ได้รับความนิยมที่สุด จนกลายมาเป็นความที่นิยมที่ผิดๆ จนถึงปัจจุบัน และนำพาไปสู่โรคหัวใจโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว

2. โรคเบาหวานและภาวะอ้วน

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่นำพาไปสู่โรคหัวใจ ซึ่งความเครียดก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานเช่นกัน เพราะผู้ป่วยหลายรายมักจะแก้ปัญหาความเครียดโดยการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสหวาน และน้ำตาลเยอะ หรืออาจรับประทานอาหารมากกว่าปริมาณปกติ จนทำให้เกิดไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด และทำให้ฮอร์โมนอินซูลินซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จึงส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันด้วย

3. ไม่ออกกำลังกายและพักผ่อนไม่เพียงพอ 

ภาวะซึมเศร้า หรือความเครียดจากการทำงานทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหลายรายเปลี่ยนนิสัยมาเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว เบื่ออาหาร หมกมุ่นอยู่กับงานที่ทำมากเกินไป และนอนหลับไม่เพียงพอจนร่างกายอ่อนล้า 

จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปดังกล่าว จึงทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายพักผ่อนไม่พอ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคทางหัวใจได้อยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่เกิดจากฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดไปทำให้ไขมันไม่ดีในหลอดเลือดสูงขึ้น จนทำให้ทางเดินของหลอดเลือดแคบลงและเกิดการตีบตัน จนกล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ และตายในที่สุด 

นอกจากนี้ ยังมีภาวะใจกล้ามเนื้อหัวใจตายกะทันหัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากผู้ป่วยทำงานหนักมากๆ หรือกลับไปออกกำลังกายโดยไม่มีการเตรียมตัวหรืออบอุ่นร่างกายก่อน

5. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างที่หลายๆ คนทราบว่า การพักผ่อนน้อยย่อมส่งผลต่อภาวะทางสุขภาพหลายๆ ด้าน ซึ่งในส่วนของโรคหัวใจ ผู้ที่นอนหลับพักผ่อนน้อยนั้นมีความเสี่ยงที่จะมีแคลเซียมไปเกาะตามผนังหลอดเลือดมากขึ้น และยังทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย ดังนั้น ยิ่งคุณนอนน้อยมากขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคทางหัวใจก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

เพื่อผลที่ดีต่อสุขภาพและหัวใจของคุณ คุณควรจัดเวลานอนให้ตนเองนอนหลับได้อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง หรือหากคุณมีปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกนอนหลับไม่สนิท หรือรู้สึกง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาแม้จะนอนเพียงพอแล้ว คุณควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับเพื่อหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น และหาวิธีการรักษาต่อไป

หากคุณต้องการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคหัวใจ สิ่งสำคัญที่จะทำจะต้องมีก็คือ “สติ” ในการใช้ชีวิต และให้คิดเสมอว่าทุกการกระทำ ทุกพฤติกรรมที่คุณใช้ชีวิตในแต่ละวันมีผลต่อสุขภาพของคุณทั้งนั้นไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

หากคุณใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การตระหนักถึงสุขภาพที่ดีของตนเองทุกวัน ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงของโรคหัวใจเท่านั้นที่จะลดน้อยลง แต่ความเสี่ยงของโรคด้านอื่นๆ และภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับสุขภาพที่เป็นอันตรายก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน

7 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป