การรักษาและการป้องกันโรคหนองในเทียม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ยาปฏิชีวนะสามารถกำจัดเชื้อหนองในเทียมได้ในหนึ่งสัปดาห์

โรคหนองในเทียมเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียที่พบมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค(Centers for Disease Control and Prevention)หรือซีดีซี(CDC) มีการศึกษาหลายชิ้นพบว่ามีผู้ติดเชื้อหนองในเทียมเกือบสามล้ายคนในแต่ละปี โรคหนองในเทียมมักไม่มีอาการ แม้ว่าการแพร่เชื้อจะสูงมากโดยที่ไม่มีอาการ ถ้าคู่นอนเป็นหนองในเทียมจำเป็นต้องรักษาทันทีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อเพิ่มและภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ

โรคหนองในเทียมรักษาหายหรือไม่

โรคหนองในเทียมรักษาได้ง่ายโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ รายงานในปี 2002 ลงในวารสารโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(the journal Sexually Transmitted Diseases)ระบุว่ามีการศึกษา 12 ชิ้นก่อนหน้านี้พบว่าโรคหนองในเทียมที่อวัยวะเพศอย่างน้อย 97% รักษาให้หายได้ด้วยยาอะซิโธรมัยซิน(azithromycin)หรือยาด็อกซีไซคลิน(doxycyclin)ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะสองชนิดที่ใช้รักษาโรคหนองในเทียมบ่อยที่สุด แต่การศึกษาเหล่านี้ไม่ได้ใช้วิธีนิวคลีอิคแอซินแอมพลิฟิเคชัน(nucleic acid amplification test)ซึ่งเป็นการตรวจที่ไวที่สุดในการหาเชื้อหนองในเทียมในการพิสูจน์ว่าหายจากโรคซึ่งหมายความว่าตัวเลขอัตราการหายจากโรคนั้นอาจสูงกว่าความเป็นจริงเพราะอาจมีบางรายที่ยังมีเชื้อหนองในเทียมอยู่

รายงานในปี 2014 ในวารสารโรคติดเชื้อทางคลินิก(the journal Clinical Infectious Diseases)พบว่ายาสองชนิดนี้มีประสิทธิภาพรักษาโรคหนองในเทียมที่อวัยวะเพศได้อย่างน้อย 96% และโรคหนองในเทียมที่ทวารหนัก ช่องปาก และตาก็สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะแต่ยังไม่ทราบประสิทธิภาพในการรักษาแน่ชัด และสิ่งสำคัญคือการหายจากโรคหนองในเทียมนั้นไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคหนองในเทียม นั่นคือสามารถเป็นหนองในเทียมซ้ำได้อีกแม้จะรักษาหายแล้ว และยังสามารถติดเชื้อจากผู้ที่เป็นหนองในเทียมที่กำลังรักษาแต่ยังไม่หายจากโรคได้ด้วย

ยาปฏิชีวนะสำหรับโรคหนองในเทียม

การรักษาโรคหนองในเทียมส่วนใหญ่จะใช้ยาปฏิชีวนะแบบกินโดยให้วิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้

  • ยาอะซิโธรมัยซิน(Azithromycin)ชื่อการค้าว่าซิโทรแมกซ์(Zithromax)หรือวีแมกซ์(Zmax)กินครั้งเดียว
  • ยาด็อกซีไซคลิน(Doxycycline)ซึ่งมีชื่อการค้าหลายชื่อได้แก่ ดอริกซ์(Doryx), ด็อกซีเคล(Doxychel), โมโนด็อก(Monodox), โอราซี(Oracea), เปอริโอสแตท(Periostat), ไวบรา-แทบซ์(Vibra-Tabs) และไวบรามัยซิน(Vibramycin) โดยกินวันละสองครั้งเป็นเวลา 7 วัน

สำหรับยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆที่ใช่รักษาโรคหนองในเทียมได้ได้แก่

  • ยาอีริโธรมัยซิน(Erythromycin)ซึ่งมีชื่อการค้าหลายชื่อได้แก่ อีอีเอส(EES), อีรี-ซี(ERY-C), อีตี-แทบ(Ety-Tab), อีริโธรซิน(Erythrocin), พีซีอี ดิสเพอร์แทบ(PCE Dispertab) และพีเดียมัยซิน(Pediamycin) โดยกินวันละ 4 เวลาเป็นเวลา 7 วัน
  • ยาเลโวฟล็อกซาซิน(Levofloxacin) ชื่อการค้าว่าเลวาควิน(Levaquin) กินวันละครั้งนาน 7 วัน
  • ยาโอฟล็อกซาซิน(Ofloxacin) ชื่อการค้าว่าฟล็อกซิน(Floxin) กินวันละ 2 เวลาเป็นเวลา 7 วัน

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค(CDC)ระบุว่ายาอีริโธรมัยซิน(erythromycin)อาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาอะซิโธรมัยซิน(azithromycin)หรือยาด็อกซีไซคลิน(doxycycline)เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักไม่กินยาไม่ครบตามคำสั่งแพทย์เพราะยาอีริโธรมัยซิน(erythromycin)มีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารสูง แต่ในทางตรงกันข้าม ยาเลโวฟล็อกซาซิน(Levofloxacin) และยาโอฟล็อกซาซิน(Ofloxacin)มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาอะซิโธรมัยซิน(azithromycin)หรือยาด็อกซีไซคลินแต่มีราคาแพงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ยาตัวใดในการรักษาโรคหนองในเทียม สิ่งสำคัญคือต้องกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและงดการมีเพสสัมพันธ์เป็นเวลาเจ็ดวันหลังจากเริ่มกินยา(เพราะยังสามารถแพร่เชื้อหนองในเทียมได้ขณะที่ได้รับการรักษาอยู่) และถ้าสามีหรือภรรยากำลังรักษาโรคหนองในเทียมอยู่ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหาย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค(CDC)แนะนำว่าให้ตรวจหาเชื้อหนองในเทียมซ้ำอีกครั้งหลังจากรักษา ยาอะซิโธรมัยซิน(azithromycin)นั้นปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์และยาด็อกซีไซคลิน(doxycycline)ก็ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก ส่วนยาเลโวฟล็อกซาซิน(Levofloxacin)และยาโอฟล็อกซาซิน(Ofloxacin)มีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อาจไม่ปลอดภัยหากใช้ขณะให้นมบุตร และมีการศึกษาในสัตว์หลายชิ้นพบว่ายาปฏิชีวนะเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเตียงอื่นๆระหว่างตั้งครรภ์ได้

โรคหนองในเทียม(Chlamydia)และโรคหนองใน(Gonorrhea)

ควรทราบว่าคนส่วนใหญ่อาจติดโรคหนองในและโรคหนองในเทียมพร้อมกันได้อย่างมีนัยสำคัญ และถ้าสงสัยว่ามีการติดโรคพร้อมกันทั้งสองตัว(เช่น ผลย้อมเชื้อในผู้ชายพบว่ามีแบคทีเรีย หรือคู่นอนเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน)ควรได้รับยาปฏิชีวนะอื่นเพิ่มสำหรับโรคหนองในด้วย

การป้องกันโรคหนองในเทียม

สามารถป้องกันโรคหนองในเทียมจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกสุขลักษณะ ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ทางอวัยวะเพศหรือทางทวารหนัก
  • ใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายหรือถุงครอบปาก(dental dam)ซึ่งมีลักษณะเป็นยางบางๆรูปสี่เหลี่ยมสำหรับผู้หญิงเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • ควรตรวจอย่างละเอียดว่าได้ล้างเซ็กซ์ทอย(sextoy)หรือเปลี่ยนถุงยางอนามัยที่ใช้กับเซ็กซ์ทอย(sextoy)แล้วก่อนใช้กับคนใหม่ และการลดจำนวนคู่นอนก็สามารถหลีกเลี่ยงโรคหนองในเทียมได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่