มะเร็งและโรคร้าย

โรคหนองใน มีอาการอย่างไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 4, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 543,653 คน

โรคหนองใน มีอาการอย่างไร

โรคหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งมีระยะการฟักตัวของโรคค่อนข้างสั้น และสามารถแพร่กระจายโรคได้อย่างรวดเร็ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่สงสัยว่าโรคหนองในแท้และหนองในเทียมต่างกันอย่างไร ซึ่งเราจะมาไขความให้กระจ่างโดยเปรียบเทียบให้เข้าใจดังต่อไปนี้

ลักษณะโรคหนองใน

โฆษณาจาก HonestDocs
ส่งยาคุมถึงบ้าน ไม่เขิน ไม่เสียเวลา

กินยาคุมอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องท้อง

คลิก
  • โรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีระยะการฟักตัวสั้น และสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นหมัน หรืออาการอักเสบในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
  • โรคหนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นกัน และสามารถติดต่อผ่านทางการทำรักด้วยปาก หรือที่เรียกกันว่าออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex) นั่นเอง โดยมีการติดเชื้อที่ไม่ใช่กลุ่มโกโนเรียเหมือนกับโรคหนองในแท้

สาเหตุของโรคหนองใน

  • โรคหนองในแท้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhea มีลักษณะของเชื้อเป็นรูปร่างค่อนข้างกลม โดยอยู่กันเป็นคู่ ๆ ที่หันด้านเว้าเข้าหากันคล้ายกับเมล็ดถั่วหรือเมล็ดกาแฟ เมื่อนำมาย้อมสีแกรมติดสีแดงจะเรียกว่า diplococcic
  • โรคหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis ซึ่งมักจะไม่ค่อยปรากฏอาการให้เห็นอย่างชัดเจน แต่กลับทำลายระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงอย่างยิ่ง ส่งผลให้ประสบกับปัญหาภาวะมีบุตรยาก ส่วนผู้ชายอาจมีอาการมีน้ำคล้ายหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ

ลักษณะการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • โรคหนองในแท้ มีระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 1 – 10 วัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการฟักตัวภายใน 5 วัน และเป็นโรคภายใน 7 วัน
  • โรคหนองในเทียม มีระยะการฟักตัวของโรคนานกว่าโรคหนองในแท้ นั่นคือมากกว่า 10 วันขึ้นไป แต่ปัจจุบันในบางกรณีอาจพบว่าไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

อาการของโรคหนองใน

โรคหนองในแท้ สามารถแบ่งลักษณะอาการได้ 3 ลักษณะ ดังนี้

1. ผู้ชาย หากมีประวัติมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยภายใน 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด และมีหนองสีขาวขุ่นข้นไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ อีกทั้งยังสามารถติดต่อผ่านทางการทำรักด้วยปาก (Oral Sex) ถ้าคู่นอนมีเชื้อนี้ในลำคอ ซึ่งในระยะแรก ๆ หนองอาจจะไม่ขุ่นเท่าไร แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้หนองขุ่นขึ้น หรือหนองอาจจะมีปริมาณลดลงแล้วเกิดการลุกลามอักเสบไปยังบริเวณใกล้เคียง จนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบหรืออัณฑะอักเสบ และกลายเป็นหมันในที่สุด

2. ผู้หญิง จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีตกขาวปริมาณมากและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง เกิดการอักเสบที่ปากมดลูกและท่อปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้โรคลุกลามจนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการอักเสบในอุ้งเชิงกราน เป็นฝีบวมโต ปีกมดลูกอักเสบ ต่อมบาร์โธลินอักเสบ ภาวะอุดตันในท่อรังไข่ ส่งผลให้เป็นหมันหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก

3. ทารกแรกเกิด เด็กทารกที่เพิ่งเกิดสามารถติดเชื้อโรคหนองในแท้จากมารดาที่เป็นโรคนี้ โดยเชื้อโรคชนิดนี้จะเข้าตาเด็กในขณะที่เด็กกำลังคลอดออกมาทางช่องคลอด จึงทำให้เกิดการติดเชื้อแล้วมีอาการตาอักเสบและมีหนอง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาทันทีจะเสี่ยงต่อการตาบอดได้

โรคหนองในเทียม สามารถแบ่งลักษณะอาการได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. ผู้ชาย จะมีอาการของโรคล่าช้ากว่าโรคหนองในแท้ กล่าวคือ ประมาณ 1 – 3 สัปดาห์หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสกับเชื้อโรคชนิดนี้ อาการในระยะแรกอาจจะมีเพียงรู้สึกคันที่ท่อปัสสาวะ หรือมีน้ำใส ๆ ต่อมาจะเริ่มข้นขึ้นแล้วไหลออกมาทางท่อปัสสาวะ โดยหนองของโรคนี้จะไม่ข้นเท่าหนองในแท้ แต่ในปัจจุบันทั้งสองโรคนี้มักจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ซึ่งผู้ป่วยหนองในแท้มากกว่า 20% จะมีหนองในเทียมร่วมด้วย และหากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดการลุกลามไปยังบริเวณอวัยวะใกล้เคียงได้

2. ผู้หญิง อาจจะไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน มีเพียงอาการคันและมีตกขาว ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจวินิจฉัยโรคและการรักษา

การตรวจหารอยโรคทางห้องปฏิบัติการ

  • โรคหนองในแท้ สำหรับผู้ชายจะใช้วิธีป้ายหนองจากท่อปัสสาวะ ส่วนผู้หญิงจะป้ายจากช่องคลอด เพื่อนำไปส่งตรวจด้วยการย้อมสีและเพาะหาเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhea ซึ่งถ้าเจอเชื้อที่ไม่ใช่หนองในแท้ก็อาจจะเจอเซลล์ที่เรียกกันว่า clue cell และควรตรวจหาเอดส์กับซิฟิลิสร่วมด้วย
  • โรคหนองในเทียม ใช้วิธีการตรวจเช่นเดียวกับหนองในแท้ แต่จะมีการตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการเพิ่มอีกด้วย




 


การรักษาโรคหนองใน

  • โรคหนองในแท้ ในอดีตจะใช้วิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเพนนิซิลินหรือยากลุ่มเซฟาโลสปอรินเข้ากล้ามเนื้อ แต่ปัจจุบันจะใช้เซฟาโลสปอรินเป็นยาฉีด และให้ยาปฏิชีวนะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ พร้อมกับแนะนำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์
    1. เซฟิซีม (Cefixime) 400 มก. ครั้งเดียว
    2. ซีฟาคลอร์ (Cefaclor) ขนาด 1 กรัม ครั้งเดียว
    3. เอซิโธรมัยชิน (Azithromycin) 1 กรัม ครั้งเดียว
    4. ไซโปรฟล็อกซาชิน (Ciprofloxacin) 500 มก. ครั้งเดียว
    5. โอฟล็อกซาชิน (Ofloxacin) 400 มก. ครั้งเดียว
    6. ลีโวฟล็อกซาชิน (Levofloxacin) 250 มก. ครั้งเดียว
  • โรคหนองในเทียม ยาที่ใช้รักษาหนองในแท้บางตัวจะไม่สามารถรักษาโรคหนองในเทียมได้ จึงต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่ม doxycyclin azithromycin และยากลุ่มควิโนโลน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน โดยเฉพาะเชื้อที่ดื้อยาหรือเกิดการลุกลามไปยังต่อมลูกหมากหรืออัณฑะ ควรให้ยาเบื้องต้นโดยเลือกยาชนิดใดชนิดหนึ่งและแนะนำให้พบแพทย์ต่อไป
    1. อิริโธรมัยชิน (Erythromycin) 500 มก. วันละ 4 ครั้งติดต่อกัน 10 วัน (ได้ผลน้อยกว่า เอซิโธรมัยชิน (Azithromycin) และด็อกชิซัยคลิน (Doxycycline)
    2. ด็อกชิซัยคลิน ครั้งละ 10 มก. วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 10 วัน
    3. เอซิโธรมัยชิน 1 กรัม ครั้งเดียว ได้ผล 95%
    4. โอฟล็อกซาซิน (Ofloxacin) 400 มก. วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน

การพยาบาล

ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ร่วมกับการประคับประคองด้านจิตใจทั้งในระยะการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรค วิธีการป้องกันการติดโรคซ้ำ ดูแลผู้ป่วยเพื่อลดความเจ็บปวด โดยให้รับประทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาประคบแผลด้วยน้ำเกลือ ดูแลให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เน้นการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ การรับประทานยาให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่แพทย์สั่ง และการมาตรวจตามนัด

การป้องกันโรคหนองในไม่ว่าจะเป็นหนองในแท้หรือหนองในเทียม วิธีที่ดีที่สุดคือควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ จะช่วยลดการแพร่กระจายและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี

การป้องกันโรคหนองในเทียม

สามารถป้องกันโรคหนองในเทียมจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกสุขลักษณะ ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ทางอวัยวะเพศหรือทางทวารหนัก
  • ใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายหรือถุงครอบปาก (dental dam) ซึ่งมีลักษณะเป็นยางบาง ๆ รูปสี่เหลี่ยมสำหรับผู้หญิงเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • ควรตรวจอย่างละเอียดว่าได้ล้างเซ็กส์ทอย (sextoy) หรือเปลี่ยนถุงยางอนามัยที่ใช้กับเซ็กส์ทอยแล้วก่อนใช้กับคนใหม่ และการลดจำนวนคู่นอนก็สามารถหลีกเลี่ยงโรคหนองในเทียมได้

หนองในไม่ได้เป็นแค่ที่อวัยวะเพศอย่างเดียว เป็นในปากก็ได้

โรคหนองในในคอเกิดขึ้นได้อย่างไร

                ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อกันว่า หากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็น่าจะมีการติดต่อที่อวัยวะเพศอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงโรคหนองในสามารถติดต่อทางปากได้อีกด้วย โดยเรียกกันว่า “โรคหนองในในคอ” อันเนื่องมาจากการร่วมเพศทางปากหรือทำออรัลเซ็กส์ให้กับคู่นอน จะพบได้ในหญิงรักชายและชายรักชาย ซึ่งจะติดต่อทางอวัยวะเพศสู่ปากหรือปากสู่อวัยวะเพศได้อย่างง่ายดาย โดยเชื้อจะแพร่ลงสู่ลำคอ

 

อาการทั่วไปของโรคหนองในในคอ

                หากมีการติดต่อทางปากก็มักจะพบว่าผู้ป่วยเป็นผู้ชาย ซึ่งมีระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2 – 14 วัน และจะเริ่มมีอาการ 4 – 6 วันหลังจากติดเชื้อ แต่จะไม่แสดงอาการทางปาก 90% แล้วมีอาการเจ็บคอ 10% โดยในผู้ชายจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือปัสสาวะขัด มีหนองไหลออกมา หากเป็นหนองในแท้จะมีหนองเป็นสีขุ่นเหลืองหรือคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่ก็มีผู้ชายประมาณ 10% ที่ยังคงไม่มีอาการ

สำหรับผู้หญิงในระยะแรกมักจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมา เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจมีตกขาวปริมาณมากเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีกลิ่นเหม็น แต่ไม่มีอาการคัน โดยอาจจะมีอาการปวดในอุ้งเชิงกราน และอาจมีอาการปวดท้องน้อย ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้สูงร่วมด้วย อีกทั้งยังพบว่ามีผู้หญิงประมาณ 50% ที่ไม่มีอาการ แต่ยังคงสามารถแพร่เชื้อติดต่อคู่นอนได้เมื่อมีเพศสัมพันธ์

 นอกจากนี้ถ้าเชื้อลามขึ้นไปสู่ตาจะพบว่าดวงตามีหนองไหล หรือหากปล่อยปละละเลยโดยรักษาไม่หายแล้วปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจทำให้แพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อข้อและลิ้นหัวใจ อีกทั้งบางกรณียังพบภาวะมีบุตรยากหรือกระดูกเชิงกรานอักเสบ

 การตรวจหาเพื่อวินิจฉัยโรค

การตรวจเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองในในคอหรือไม่นั้น หากจะวิเคราะห์เพียงแค่อาการที่ปรากฏอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่ควรใช้การวิเคราะห์จากผลของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ร่วมด้วย

  • การย้อมเชื้อ ถึงจะเป็นวิธีที่ทำได้แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ถึง 50% เพราะในลำคอจะพบเชื้อหนองในได้น้อยมาก อีกทั้งยังพบเชื้อโรคที่มีรูปร่างเหมือนหนองในจากบริเวณนี้อีกมายมากจนอาจแยกไม่ออก
  • การเพาะเชื้อ เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ศูนย์กามโรคของกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยกามโรคของโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนที่มีมาตรฐานสูงเท่านั้น

การรักษาโรคหนองในในคอ

ควรไปพบแพทย์เมื่อไม่มั่นใจหรือมีอาการที่น่าจะเป็นโรคหนองในในคอ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง โดยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะเสี่ยงต่อการได้รับยาที่ไม่ถูกกับเชื้อโรคและอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันโรคหรือกลับมาเป็นซ้ำ

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่นอน หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นโรคหนองในหรือไม่ และสวมด้วยวิธีที่ถูกต้อง
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และควรมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของตนเพียงเท่านั้น หรือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • หลังการขับถ่ายจะต้องทำความสะอาดให้ดี โดยผู้หญิงควรใช้กระดาษชำระเช็ดจากด้านหน้าไปทางด้านหลังเท่านั้น
  • หากพบว่าเป็นโรคหนองในจะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ทันที และควรให้คู่นอนได้รับการรักษาควบคู่กันไปด้วย
  • รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

โรคข้ออักเสบติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือเชื้อหนองใน

โรคข้ออักเสบติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง  เนื่องจากข้อติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มักเกิดจากเชื้อหนองใน (เชื้อโกโนเรียหรือ gonorrhea) ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยสาว โรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อหนองในเกิดได้ 2 แบบ คือ

  • แบบที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคเกิดกับข้อได้หลาย ๆ ข้อ โดยเริ่มเกิดทีละข้อ แล้วลุกลามติดเชื้อไปยังข้ออื่น ๆ เกิดได้บ่อยกับข้อเข่า ข้อเท้า และข้อมือ และมักพบร่วมกับการเกิดผื่นคันของผิวหนัง
  • ส่วนอีกแบบเกิดจากโรคแพร่กระจายมาตามกระแสเลือด โดยอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อกับข้อใดก็ได้ แต่มักเกิดเพียงข้อเดียวและพบได้น้อยกว่าแบบแรกมาก

อาการ

  • มีไข้ ร่วมกับปวดข้อ ข้อบวมแดง อาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำ และข้อจะค่อย ๆ ทยอยปวดทีละข้อไปเรื่อย ๆ แต่บางครั้งอาจปวดบวมเพียงข้อเดียว
  • ปวดท้องน้อย มักเกิดร่วมกับอาการทางปัสสาวะ เช่น ปวดแสบเมื่อเบ่งปัสสาวะ
  • มีแผลหรือหนองบริเวณอวัยวะเพศภายนอกร่วมด้วย (การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์)
  • มีผื่นแดงขึ้นตามตัว
  • รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อมีแผลหรือสารคัดหลั่งผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
  • รักษาและควบคุมโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ตั้งแต่แรก
  • รีบพบแพทย์เสมอหากสงสัยหรือกังวลว่าติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (มีแผลหรือสารคัดหลั่งผิดปกติในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก หรือตกขาวผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์)

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจเชื้อหนองในบริเวณอวัยวะเพศ การตรวจเพาะเชื้อจากเลือด การตรวจเชื้อจากน้ำในข้อ และการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์

แนวทางการปฏิบัติ

แนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในคือ การกินยาปฏิชีวนะเฉพาะเชื้อ ร่วมกับการรักษาคู่นอนด้วย

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในคือ โรคข้อเสื่อม และผลข้างเคียงจากการติดเชื้อหนองในทางเพศสัมพันธ์คือ ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก และท่อนำไข่ ติดเชื้อ เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในช่องท้องน้อยเรื้อรัง (เป็นสาเหตุของการท้องนอกมดลูก มีบุตรยาก ปวดประจำเดือน และปวดหลังเรื้อรัง) นอกจากนั้น โรคอาจแพร่กระจายตามกระแสโลหิต ทำให้ดวงตาอักเสบได้

ความรุนแรงของโรค

ข้ออักเสบติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เมื่อได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง จัดเป็นโรคไม่รุนแรง แต่ถ้าปล่อยให้เรื้อรังก็อาจมีผลถึงคุณภาพชีวิตได้

การดูแลตนเองและการพบแพทย์

การดูแลตนเองและการพบแพทย์เมื่อเป็นโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในที่สำคัญ ได้แก่

  • รับประทานยาปฏิชีวนะให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่แพทย์ พยาบาลแนะนำ
  • นำคู่นอนมารักษาด้วย
  • ไม่สำส่อนทางเพศ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล
  • ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น มีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธี ไม่สำส่อนทางเพศ และให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานเสมอ

การป้องกัน

การป้องกันโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อหนองในที่สำคัญคือ ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อการดูแลตนเองและการพบแพทย์

คุณสามารถอ่านข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมจากหนังสือ "โรคของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ" โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์ จากสำนักพิมพ์อัมรินทร์สุขภาพ เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคหนองในแท้

มีอาการเจ็บ ๆ แสบ ๆ คัน ๆ ตรงช่องคลอด มีเหมือนตกขาวไหลออกมาเป็นสีเขียวเยอะมาก มีอาการเสี่ยงจะเป็นหนองในหรือไม่

คำตอบ: สงสัยว่ามีการติดเชื้อ ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและหาสาเหตุเพื่อที่จะได้รักษาต่อไป ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเอง - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

หากรู้ตัวเองว่าเป็นหนองในเทียมควรปฏิบัติตัวอย่างไรและสามารถเป็นหนองในแท้ได้หรือไม่ และจะมีวิธีรักษาเบื้องต้นอย่างไรบ้าง

คำตอบ: หนองในเทียมรักษาโดยการรับประทานยา แต่ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเนื่องต้องแยกอาการกับหนองในแท้ การตรวจยืนยันคือนำหนองที่อวัยวะเพศไปย้อมสี - ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะมาก และมีน้ำขาว ๆ เหลือง ๆ ออกมาตลอด และตรงแคมเป็นตุ่มๆก่อนแล้วกลายเป็นเหมือนแผล ปวดท้องน้อย ปวดใกล้ ๆ มดลูกทั้งสองข้าง อาการนี้จะเป็นหนองในหรือเปล่า

คำตอบ: ให้ไปพบนรีแพทย์ เพราะจากอาการที่เล่ามาสงสัยว่าช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อ ทั้งนี้อาจต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย และอาจต้องให้คู่นอนมาตรวจด้วย และถ้ามีการติดเชื้อจริง แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อมารับประทาน - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

อาการเริ่มต้นแสบตอนปัสสาวะ และมีหนองออกมานิดหน่อยตอนปัสสาวะเสร็จ แบบนี้ซื้อยามารับประทานจะหายไหม

คำตอบ: อาการแบบนี้ควรไปพบแพทย์ เพื่อเก็บปัสสาวะและหนองที่ไหลออกมาไปตรวจด้วยว่าเกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือว่าโรคหนองใน ซึ่งการใช้ยาฆ่าเชื้อต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ด้วยเพื่อป้องกันการดื้อยา - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 2: อาการเช่นนี้แสดงว่ามีการติดเชื้อของท่อทางเดินปัสสาวะ ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ย้อมหนองหาเชื้อก่อโรค จะได้รักษาได้ถูกต้อง ไม่ควรไปหาซื้อยามารับประทานเอง - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่