Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

เปรียบเทียบโรคหนองในแท้หรือโรคหนองในเทียมต่างกันอย่างไร สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

สองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ติดต่อได้ง่าย พบบ่อย หากไม่รักษาอาจติดเชื้อรุนแรงอันตรายถึงชีวิต
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,561,220 คน

เปรียบเทียบโรคหนองในแท้หรือโรคหนองในเทียมต่างกันอย่างไร สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 29/03/2562

โรคหนองใน หรือโรคหนองในแท้  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ติดต่อได้ง่าย ปัจจุบันพบได้มากเป็นอันดับสองรองจากซิฟิลิส  นอกจากนี้ยังมี โรคหนองในเทียม อีกด้วย  พอเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาหลายคนอาจเกิดความสงสัยว่าแตกต่างจากโรคหนองในแท้อย่างไร  มาหาคำตอบกันในนบทความนี้กันเถอะ 

โรคหนองในแท้ VS โรคหนองในเทียม

โรคหนองในแท้ (Gonorrhoea)

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhea  สามารถติดต่อได้ทั้งชายและหญิงรวมทั้งทารกแรกกิด โรคหนองในแท้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีระยะการฟักตัวสั้น ประมาณ 1 – 10 วัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการฟักตัวภายใน 5 วัน และเป็นโรคภายใน 7 วัน  โรคหนองในแท้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นหมัน หรืออาการอักเสบในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น

โรคหนองในเทียม (Non Gonococcal Urethritis : NSU)

 มีเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยคือ เชื้อแบคทีเรียชื่อว่า คลามัยเดีย ทราโคมาทิส (Chlamydia trachomatis) สามารถติดต่อได้ทั้งชายและหญิง  โรหนองในเทียมมีระยะการฟักตัวของโรคนานกว่าโรคหนองในแท้ นั่นคือ มากกว่า 10 วันขึ้นไป แต่ปัจจุบันในบางกรณีอาจพบว่าไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป  อาการอาจลุกลามจนถึงขั้นอัณฑะอักเสบในผู้ชายและร้ายแรงที่สุดคือ "เป็นหมัน"   ส่วนฝ่ายหญิง อาการอาจลุกลามจนเกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบจนถึงขั้นเป็นหมัน หรือตั้งครรภ์นอกมดลูกได้  

อาการของโรคหนองในแท้

1. ผู้ชาย    หากมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยภายใน 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองสีขาวขุ่นข้นไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ  ท่อปัสสาวะตีบตัน   อีกทั้งยังสามารถติดต่อผ่านทางการทำรักด้วยปาก (Oral Sex) ถ้าคู่นอนมีเชื้อนี้ในลำคอ ในระยะแรกๆ ที่ติดเชื้อ หนองอาจจะไม่ขุ่นเท่าไร แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้หนองขุ่นขึ้น หรือหนองอาจจะมีปริมาณลดลงแล้วเกิดการลุกลามอักเสบไปยังบริเวณใกล้เคียงแทนจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ หรืออัณฑะอักเสบ และเป็นหมันในที่สุด

2. ผู้หญิง   จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีตกขาวปริมาณมากและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง เกิดการอักเสบที่ปากมดลูก ช่องคลอด ท่อปัสสาวะและทวารหนัก   หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้โรคลุกลามจนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน  เช่น ปีกมดลูกอักเสบ  ต่อมบาร์โธลินอักเสบ เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงในอุ้งเชิงกราน  เป็นฝี หรือหนองทำให้ท่อนำไข่ตีบตัน  ส่งผลให้เป็นหมัน หรือมีการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

3. ทารกแรกเกิด    เด็กทารกที่เพิ่งเกิดสามารถติดเชื้อโรคหนองในแท้และหนองในเทียมได้จากมารดาที่เป็นโรคนี้  โดยเชื้อโรคชนิดนี้จะเข้าตาเด็กในขณะกำลังคลอดออกมาทางช่องคลอด จึงทำให้มีการติดเชื้อ ตาอักเสบ และมีหนอง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาทันที ทารกจะเสี่ยงตาบอดได้

อาการของโรคหนองในเทียม 

1. ผู้ชาย จะมีอาการของโรคช้ากว่าโรคหนองในแท้ กล่าวคือ ประมาณ 1 – 3 สัปดาห์ หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์  หรือสัมผัสกับเชื้อโรคชนิดนี้  อาการในระยะแรกอาจแค่รู้สึกคันที่ท่อปัสสาวะ หรือมีน้ำใสๆ ต่อมาน้ำนั้นจะเริ่มข้นขึ้นแล้วไหลออกมาทางท่อปัสสาวะ  หนองของโรคหนองในเทียมนี้จะไม่ข้นเท่าหนองในแท้ แต่ในปัจจุบันทั้งสองโรคนี้มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งผู้ป่วยหนองในแท้มากกว่า 20% จะมีหนองในเทียมร่วมด้วย และหากไม่ได้รับการรักษาจะมีการลุกลามไปยังบริเวณอวัยวะใกล้เคียงได้

2. ผู้หญิง อาจจะไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน มีแค่เพียงอาการคันและมีตกขาว อาจมีอาการปวดแสบร้อนขณะปัสสาวะร่วมด้วย ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจวินิจฉัยโรคและการรักษา

การตรวจหารอยโรคทางห้องปฏิบัติการ

ทั้งโรคหนองในแท้และหนองในเทียมจะมีวิธีตรวจเช่นเดียวกัน สำหรับผู้ชายจะใช้วิธีป้ายหนองจากท่อปัสสาวะ  ส่วนผู้หญิงจะป้ายสารน้ำจากช่องคลอด เพื่อนำไปส่งตรวจด้วยย้อมสีและเพาะหาเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhea ซึ่งถ้าพบเชื้อที่ไม่ใช่หนองในแท้ก็อาจจะเจอเซลล์ที่เรียกกันว่า clue cell และควรตรวจหาเอดส์กับซิฟิลิสร่วมด้วย  บางรายอาจมีการตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการเพิ่มด้วย

การรักษาโรคหนองใน และยารักษาหนองใน

โรคหนองในแท้

ในอดีตจะใช้วิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเพนนิซิลิน  หรือยากลุ่มเซฟาโลสปอรินเข้ากล้ามเนื้อ   แต่ปัจจุบันจะใช้เซฟาโลสปอรินเป็นยาฉีด และให้ยาปฏิชีวนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ พร้อมกับแนะนำให้ส่งต่อผู้ป่วยไปพบแพทย์

  1. เซฟิซีม (Cefixime) 400 มิลลิกรัม ครั้งเดียว
  2. ซีฟาคลอร์ (Cefaclor) ขนาด 1 กรัม ครั้งเดียว
  3. เอซิโธรมัยชิน (Azithromycin) 1 กรัม ครั้งเดียว
  4. ไซโปรฟล็อกซาชิน (Ciprofloxacin) 500 มิลลิกรัม  ครั้งเดียว
  5. โอฟล็อกซาชิน (Ofloxacin) 400 มิลลิกรัม ครั้งเดียว
  6. ลีโวฟล็อกซาชิน (Levofloxacin) 250 มิลลิกรัม ครั้งเดียว

โรคหนองในเทียม 

ยาที่ใช้รักษาหนองในแท้บางตัวจะไม่สามารถรักษาโรคหนองในเทียมได้ จึงต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่ม doxycyclin azithromycin และยากลุ่มควิโนโลน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน โดยเฉพาะเชื้อที่ดื้อยา หรือเกิดการลุกลามไปยังต่อมลูกหมาก หรืออัณฑะ ควรให้ยาเบื้องต้นโดยเลือกยาชนิดใดชนิดหนึ่งและแนะนำให้พบแพทย์ต่อไป

  1. อิริโธรมัยชิน (Erythromycin) 500 มิลลิกรัม. วันละ 4 ครั้งติดต่อกัน 10 วัน (ได้ผลน้อยกว่า เอซิโธรมัยชิน (Azithromycin) และด็อกชิซัยคลิน (Doxycycline)
  2. ด็อกชิซัยคลิน ครั้งละ 10 มก. วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 10 วัน
  3. เอซิโธรมัยชิน 1 กรัม ครั้งเดียว ได้ผล 95%
  4. โอฟล็อกซาซิน (Ofloxacin) 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน

การพยาบาล

ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ร่วมกับการประคับประคองด้านจิตใจทั้งในระยะการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรค วิธีการป้องกันการติดโรคซ้ำ ดูแลผู้ป่วยเพื่อลดความเจ็บปวด โดยให้รับประทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาประคบแผลด้วยน้ำเกลือ ดูแลให้พักผ่อนให้เพียงพอ และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เน้นเกี่ยวกับการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ การรับประทานยาให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่แพทย์สั่ง การมาตรวจตามนัด

การป้องกันโรคหนองใน

การป้องกันโรคหนองในไมว่าจะเป็นหนองในแท้ หรือหนองในเทียม วิธีที่ดีที่สุดคือ การงดการมีเพศสัมพันธ์  หรือทางที่ดีควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่นอน หรือหากไม่แน่ใจว่า ตัวเองเป็นโรคหนองในหรือไม่ และสวมถึงยางอนามัยด้วยวิธีที่ถูกต้อง   มีเพศสัมพันธ์ที่ถูกสุขลักษณะ ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ทางอวัยวะเพศ หรือทางทวารหนัก
  • ใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย  หรือถุงครอบปาก (dental dam) ซึ่งมีลักษณะเป็นยางบางๆ รูปสี่เหลี่ยมสำหรับผู้หญิงเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • ควรตรวจอย่างละเอียดว่า ได้ล้างเซ็กซ์ทอย (sextoy) หรือเปลี่ยนถุงยางอนามัยที่ใช้กับเซ็กซ์ทอย (sextoy) แล้วก่อนใช้กับคนใหม่ได้
  • ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ  และควรมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของตนเพียงเท่านั้น จะช่วยลดการแพร่กระจายและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • หลังการขับถ่ายจะต้องมีการทำความสะอาดให้ดี โดยผู้หญิงควรใช้กระดาษชำระเช็ดจากด้านหน้าไปทางด้านหลังเท่านั้น
  • หากพบว่า เป็นโรคหนองในจะต้องงดมีเพศสัมพันธ์ทันที และควรให้คู่นอนได้รับการรักษาควบคู่กันไปด้วย
  • รับประทานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หนองในยังพบในอวัยวะอื่นๆ ได้ด้วย 

โรคหนองในในคอ

คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อกันว่า หากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็น่าจะมีการติดต่อที่อวัยวะเพศอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงโรคหนองในสามารถติดต่อได้ทางปากด้วย เรียกกันว่า “โรคหนองในในคอ อันเนื่องจากการร่วมเพศทางปาก หรือทำออรัลเซ็กส์ให้แก่คู่นอน จะพบได้ในคู่ชาย-หญิง และชายรักชาย ติดต่อทางอวัยวะเพศสู่ปาก หรือปากสู่อวัยวะเพศได้อย่างง่ายดาย โดยเชื้อจะแพร่ลงสู่ลำคอ

อาการสำหรับผู้ชาย     มีระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2 – 14 วัน และจะเริ่มมีอาการ 4 – 6 วัน หลังจากติดเชื้อ แต่จะไม่แสดงอาการทางปาก 90% แล้วมีอาการเจ็บคอ 10%  มีอาการปวดแสบปวดร้อน  หรือปัสสาวะขัด มีหนองไหลออกมา หากเป็นหนองในแท้จะมีหนองเป็นสีขุ่นเหลือง หรือสีคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่ก็มีผู้ชายประมาณ 10% ที่ยังคงไม่มีอาการ

อาการสำหรับสำหรับผู้หญิง   ในระยะแรกมักจะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมา เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจมีตกขาวที่มีปริมาณมากเป็นสีเหลือง  หรือสีเขียว มีกลิ่นเหม็น แต่ไม่มีอาการคัน โดยอาจจะมีอาการปวดในอุ้งเชิงกราน และอาจมีอาการปวดท้องน้อย ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้สูงร่วมด้วย อีกทั้งยังพบว่ามีผู้หญิงประมาณ 50% ที่ไม่มีอาการ 

นอกจากนี้ถ้าเชื้อลามขึ้นไปสู่ตาจะพบว่า ดวงตามีหนองไหล หรือหากปล่อยปละละเลย รักษาไม่หายแล้วปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจทำให้แพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ซึ่งมีผลต่อข้อและลิ้นหัวใจ อีกทั้งบางกรณียังพบภาวะมีบุตรยาก หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ

การตรวจหาเพื่อวินิจฉัยโรค    หากจะวิเคราะห์เพียงแค่อาการที่ปรากฏอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่ควรใช้การวิเคราะห์จากผลของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ร่วมด้วย ได้แก่   

  • การย้อมเชื้อ ถึงจะเป็นวิธีที่ทำได้แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ถึง 50% เพราะในลำคอจะพบเชื้อหนองในได้น้อยมาก อีกทั้งยังพบเชื้อโรคที่มีรูปร่างเหมือนหนองในจากบริเวณนี้อีกมายมากจนอาจแยกไม่ออก
  • การเพาะเชื้อ เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ศูนย์กามโรคของกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยกามโรคของโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนที่มีมาตรฐานสูงเท่านั้น

ควรไปพบแพทย์เมื่อไม่มั่นใจหรือมีอาการที่น่าจะเป็นโรคหนองในในคอ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง โดยไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง เพราะเสี่ยงต่อการได้รับยาที่ไม่ถูกกับเชื้อโรคและอาจทำให้เชื้อมีอาการดื้อยาได้

โรคข้ออักเสบติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือเชื้อหนองใน

โรคข้ออักเสบติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง  เนื่องจากข้อติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มักเกิดจากเชื้อหนองใน (เชื้อโกโนเรีย หรือ gonorrhea) ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยสาว โรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อหนองในเกิดได้ 2 แบบ คือ

  • แบบซึ่งพบได้บ่อย ได้แก่ โรคเกิดกับข้อได้หลาย ๆ ข้อ โดยเริ่มเกิดทีละข้อ แล้วลุกลามติดเชื้อไปยังข้ออื่น ๆ พบว่าเกิดได้บ่อยกับข้อเข่า ข้อเท้า และข้อมือ และมักพบร่วมกับการเกิดผื่นคันของผิวหนัง
  • ส่วนอีกแบบเกิดได้จากโรคแพร่กระจายมาตามกระแสเลือด โดยอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อกับข้อใดก็ได้ แต่มักเกิดเพียงข้อเดียวและพบได้น้อยกว่าแบบแรกมาก

อาการ

  • มีไข้ ร่วมกับปวดข้อ ข้อบวมแดง อาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำ และข้อจะค่อย ๆ ทยอยปวดทีละข้อไปเรื่อย ๆ แต่บางครั้งอาจปวดบวมเพียงข้อเดียว
  • ปวดท้องน้อย มักร่วมกับอาการทางปัสสาวะ เช่น ปวด แสบ เบ่ง เมื่อปัสสาวะ
  • มีแผลหรือหนองบริเวณอวัยวะเพศภายนอกร่วมด้วย (การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์)
  • มีผื่นแดงขึ้นตามตัว
  • รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อมีแผลหรือสารคัดหลั่งผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
  • รักษาควบคุมโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ตั้งแต่แรก
  • รีบพบแพทย์เสมอ สงสัยหรือกังวลว่าติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (มีแผลหรือสารคัดหลั่งผิดปกติในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก หรือตกขาวผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์)

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจเชื้อหนองในบริเวณอวัยวะเพศ การตรวจเพาะเชื้อจากเลือด การตรวจเชื้อจากน้ำในข้อ และการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์

แนวทางการปฏิบัติ

แนวทางการปฏิบัติโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในคือ การกินยาปฏิชีวนะเฉพาะเชื้อ ร่วมกับการรักษาคู่นอนด้วย

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากโรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในคือ โรคข้อเสื่อม และผลข้างเคียงจากการติดเชื้อหนองในทางเพศสัมพันธ์ คือ ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก และท่อนำไข่ ติดเชื้อ เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในช่องท้องน้อยเรื้อรัง (เป็นสาเหตุของการท้องนอกมดลูก มีบุตรยาก ปวดประจำเดือน และปวดหลังเรื้อรัง) นอกจากนั้นโรคอาจแพร่กระจายตามกระแสโลหิตทำให้ดวงตาอักเสบได้ โรคข้ออักเสบติดเชื้อหนองในเมื่อได้รับการรักษารวดเร็ว ถูกต้อง จัดเป็นโรคไม่รุนแรง แต่ถ้าปล่อยให้เรื้อรัง มีผลถึงคุณภาพชีวิตได้

การดูแลตนเองและการป้องกัน

กินยาปฏิชีวนะให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่แพทย์ พยาบาลแนะนำ   ควรนำคู่นอนมารักษาด้วย   ไม่สำส่อนทางเพศ    ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล  ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น มีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธี ไม่สำส่อนทางเพศ และให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย  และรักษาสุขอนามัยพื้นฐานเสมอ

ส่วนการป้องกันโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อหนองในที่สำคัญคือ ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อการดูแลตนเองและการพบแพทย์

คำถามเกี่ยวกับโรคหนองในแท้

คำถาม: มีอาการ เจ็บๆ แสบๆ คันๆ ตรงช่องคลอดมีเหมือนตกขาวไหลออกมาเป็นสีเขียวเยอะมากค่ะ มันมีอาการเสี่ยงจะเป็นหนองในมั้ยค่ะ

คำตอบ: สงสัยมีการติดเชื้อครับ ต้องไปพบแพทย์ทำการตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุื้อเพื่อที่จะได้ทำการรักษาต่อไปครับ ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำถาม: สอบถามครับหากรู้ตัวเองว่าเป็นหนองในเทียมควรปฏิบัติตัวอย่างไรและสามารถเป็นหนองในแท้ได้รึไม่ และควรทำอย่างไรจะมีวิธีรักษาเบื้องต้นอย่างไรบ้างครับ

คำตอบ: หนองในเทียมรักษาโดยการรับประทานยาครับแต่ไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนอาการจะแยกออกได้ยากกับหนองในแท้ การตรวจยืนยันคือนำหนองที่อวัยวะเพศไปย้อมสีครับ - ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

คำถาม: เวลาปัสสาวะแสบมากค่ะ และมีน้ำขาวๆเหลืองๆ ออกตลอดอะค่ะ และตรงแคมเป็นตุ่มๆ ก่อนแล้วกลายเป็นเหมือนแผลค่ะ ปวดท้องน้อย ปวดใกล้ๆ มดลูกทั้งสองข้างเลยค่ะ เป็นหนองในรึเปล่าคะ

คำตอบ: ให้ไปพบสุตินรีแพทย์ค่ะ เพราะจากอาการที่เล่ามาสงสัยช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อ ทั้งนี้อาจต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยค่ะ และอาจต้องให้คู่นอนมาตรวจด้วย และถ้ามีการติดเชื้อจริงแพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อมากินค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

คำถาม : อาการเริ่มต้นแสบตอนปัสสาวะ และมีหนองออกมานิดหน่อยตอนปัสสาวะเสร็จแบบนี้ซื้อยามากินจะหายไหมครับ

คำตอบ 1 : อาการแบบนี้ควรไปพบแพทย์ เพื่อเก็บปัสสาวะตรวจ และเก็บหนองที่ไหลออกมาไปตรวจด้วยว่า เกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือว่าโรคหนองในซึงการใช้ยาฆ่าเชื้อต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เพื่อป้องการการดื้อยาค่ะ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 2: อาจการเช่นนี้แสดงว่า มีการติดเชื้อของท่อทางเดินปัสสาวะ ต้องไปพบแพทย์ครับ เพื่อตรวจวินิจฉัย ย้อมหนองหาเชื้อก่อโรคจะได้รักษาได้ถูกต้องครับ ไม่ควรไปหาซื้อยารับประทานเอง - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ที่มาของข้อมูล

อ.พญ.เจนจิต ฉายะจินดา .โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้ : โรคหนองใน. (https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=895)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. โรคของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ

Gonorrhoea.(https://www.nhs.uk/conditions/gonorrhoea/)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่