สุขภาพผู้ชาย

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 238,629 คน

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ หมายถึง มีเชื้อจุลชีพซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะจนทำให้เกิดการอักเสบบริเวณนั้น ๆ และอาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงอื่น ๆ ได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ส่งยาคุมถึงบ้าน ไม่เขิน ไม่เสียเวลา

กินยาคุมอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องท้อง

คลิก

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ พบได้ทุกเพศ ทุกวัย พบว่าเด็กชายจะติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยกว่าเด็กหญิงแต่ในคนอายุระหว่าง 20 –40 ปี มักพบในหญิงมากกว่าชาย เพราะท่อปัสสาวะของหญิงสั้นกว่าชาย โดยเฉพาะถ้าหญิงนั้นดื่มน้ำน้อยและชอบอั้นปัสสาวะ จะทำให้เชื้อโรคในน้ำปัสสาวะย้อนกลับขึ้นไปที่กระเพาะปัสสาวะได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น จะพบการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยเท่ากันทั้งหญิงและชาย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่

  • การอั้นปัสสาวะ
  • การมีเพศสัมพันธ์ (มักเกิดภายใน 48 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์)
  • การมีเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากจุลชีพที่อยู่บริเวณช่องคลอดเคลื่อนตัวมาที่ท่อปัสสาวะ นอกจากนั้นการใช้ถุงยางอนามัยที่เคลือบด้วยตัวยาทำลายอสุจิ จะเพิ่มอัตราการติดเชื้อเป็น 2 – 3 เท่า เพราะด้วยยาทำลายอสุจิจะเปลี่ยนแปลงแบคทีเรียเจ้าถิ่นที่เป็นประโยชน์บริเวณช่องคลอด ทำให้ติดเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดีขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น
  • เกิดการอุดกั้นระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มีนิ่วตามทางเดินปัสสาวะหรือต่อมลูกหมากโต ทำให้น้ำปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะตามทางเดินปัสสาวะ
  • ภูมิต้านทานโรคของร่างกายในบางสภาวะต่ำลง เช่น ขณะตั้งครรภ์ เป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ตำแหน่งที่มีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและอาการแสดง
  • ทางการแพทย์จะแบ่งการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ เป็น 2 ประเภท ดังนี้
  • การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
  • เป็นการติดเชื้อที่ต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเชื้อโรคที่เข้าสู่บริเวณนี้มักมาจากส่วนล่าง เช่น ตามท่อปัสสาวะแล้วย้อนขึ้นไปส่วนบน อวัยวะที่เกิดการอักเสบติดเชื้อมากที่สุด คือ กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ

อาการแสดง

ผู้ป่วยมีอาการขัดเบา ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย กะปริตรกะปรอยโดยเฉพาะเวลากลางคืน เวลาปวดท้องต้องถ่ายปัสสาวะทันทีหรืออั้นไม่อยู่ บางรายการอาจมีไข้ หรือพบปัสสาวะเป็นสีขาวขุ่น ซึ่งเกิดจากการมีเม็ดเลือดขาวปะปนออกมา นอกจากนี้ในหญิงยังอาจพบอาการแวดท้องน้อย กดเจ็บหรือปวดหน่วง ๆ บริเวณหัวเหน่า

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน

เป็นการแสดงของการติดเชื้อที่ท่อไต ไต และกรวยไต อวัยวะที่มีการอักเสบบ่อย คือ กรวยไต ที่เรียกว่ากรวยไตอักเสบ สาเหตุของการติดเชื้อตำแหน่งนี้ คือ ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากทางกระแสเลือด โดยอาจมาจากภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบจากเชื้อสเตร็ปโตคอกคัสกลุ่มเอ แล้วเชื้อนี้หลุดลอดไปอยู่ในกระแสเลือด และไปตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ไปที่ไต ทำให้กรวยไตอักเสบจนทำให้ไตเสีย เป็นต้น

อาการของการติดเชื้อส่วนนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น เหงื่อออก ปวดหลัง เอวหรือสีข้าง ข้างใดข้างหนึ่งที่ติดเชื้อ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อเพราะมีเลือดปนออกมาในน้ำปัสสาวะ และอาจมีอาการขัดเบาร่วมด้วย

เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

จุลชีพที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียแกรมลบ โดยเฉพาะ อี.โคไล (E. coli)

แสดงจุลชีพที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

จุลชีพที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

กรวยไตอักเสบ

การติดเชื้อเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อน

E.coli

80

85

37

Stophylococcus saprophyticus (S.saprophyticus)

10

5

-

Klebsiella spp.

3

5

8

Proteus spp. (Proteus mirabulls)

2

3

5

Candida spp. (เชื้อรา)

-

-

1

Pseudomonas aeruginosa (P.aeruginosa)

-

-

15

Enterococci

-

-

15

Enterobacter spp.

-

-

6

จุลชีพอื่น ๆ

5

2

13

ดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียแกรมลบ และจากตารางเราจะพบว่า อี.โคไล เป็นเชื้อที่พบมากที่สุด รองลงมา คือ Stophylococcus saprophyticus แบคทีเรียชนิดนี้ไม่ได้มาจากอาหารหรืออยู่บริเวณช่องคลอดหรือตามทางเดินปัสสาวะเหมือนอีโคไล แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีการติดเชื้อจากแบคทีเรียชนิดนี้ คือ จากการอั้นปัสสาวะนาน ๆ การใช้ถุงยางที่น้ำยาทำลายอสุจิ การติดเชื้อส่วนนี้มักพบในหญิงวัยรุ่นหรือผู้ที่เคยมีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะมาแล้ว

กรณีมีอาการเรื้อรังและหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อหลายชนิดร่วมกันควรส่งต่อแพทย์

แนวทางการรักษาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การรักษาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะทั้งส่วนบนและส่วนล่าง จะเน้นที่การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก ส่วนจะใช้ชนิดใดและระยะเวลาที่รับประทานนานเท่าใดขึ้นกับความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่ติดเชื้อและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อยา

ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่นิยมนำมาใช้เป็นอันดับแรก คือ กลุ่มฟลูออโรควิโนโลนโดยเฉพาะโอฟล็อกซาซิน แต่ในรายที่เพิ่งเริ่มเป็นและมีอาการไม่มาก อาจใช้กลุ่มซัลโฟนาไมด์ หรือที่รู้จักกันว่าสูตรโคไตรม็อกชาโชล ซึ่งประกอบด้วยตัวยา 2 ตัวร่วมกัน คือ ซัลฟาเมท็อกชาโชลและไตรเมโทพริม (SMX/TMP) อย่างไรก็ตามสูตรโคไตรม็อกชาโชลเป็นยารุ่นเก่า ไม่ค่อยนิยมใช้เพราะเชื้อเกิดการดื้อยาสูงและพบการแพ้ยาบ่อยและแพ้รุนแรง โดยเฉพาะการแพ้ที่เรียกว่า “สตีเฟ่น จอห์นสัน ซินโดรม” หรือ “โรคตาหยี ปากกระโถน” แพทย์ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้กลุ่มฟลูออโรควิโนโลนมากกว่าซึ่งยากลุ่มนี้จะดีมากโดยเฉพาะในผู้ที่มีการติดเชื้อต่อมลูกหมาก เพราะยาถูกดูดซึมเข้าต่อมลูกหมากได้ดี สิ่งที่ควรระวัง คือ ไม่ควรใช้ยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หรือผู้เป็นโรค

โลหิตจากชนิดขาดเอนไซม์ จีซิกพีดี (G-6 PD) และหญิงขณะตั้งครรภ์ เพราะมีรายงานว่าทำให้กระดูกอ่อนของตัวอ่อนในสัตว์ทดลองผิดปกติ และมีรายงานว่าพบอาการปวดข้อและข้อบวมในเด็กที่ใช้ยากลุ่มนี้ นอกจากนั้นอาจพบอาการข้างเคียงที่สำคัญของยา คือ ผิวหนังไวต่อแสงแดด เมื่อถูกแดดจะเกิดผื่นแดง จึงควรรแนะนำให้หลีกเลี่ยงการถูกแดดให้มากที่สุดในระหว่างที่ใช้ยา

ระยะเวลาในการใช้ยา

หากเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นครั้งแรก ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน จะใช้ยาระยะสั้นประมาณ 3-5 วัน หรืออาจนานประมาณ 5-10 วัน ก็เพียงพอ

กรณีกรวยไตอักเสบเฉียบพลันหรือกรวยไตอักเสบที่ไม่รุนแรงจะใช้ยานานขึ้น เช่น ประมาณ 10-14 วัน แต่ในรายที่เป็นซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือรุนแรงหรือมีอาการแทรกซ้อน เรื้อรัง ระยะเวลาการใช้ยาอาจจะนานกว่านั้น และการรักษาจะซับซ้อนกว่า เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับชนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้ด้วย

กรณีผู้สูงอายุที่เกิดการติดเชื้อบริเวณต่อมลูกหมากและมีอาหารกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ อาจต้องใช้ยานานถึง 3 เดือน หรือกว่านั้น

ตารางแสดงยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

 

ยาอันดับแรก

ขนาดรับประทาน

ยาอันดับถัดไป

ขนาดรับประทาน

การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และปัสสาวะอักเสบ

  • SMX/TMP

ครั้งละ 2 เม็ด

เช้า – เย็น

หลังอาหาร

  • ซีฟาเล็กซิน

ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

  • ซีฟาคลอร์

วันละ 0.75-1.5 กรัม

  • ไนโตรฟินแอนโดซิน
 
  • เซฟูร็อกซิมอะเจดิล

วันละ 0.25 – 1 กรัม

  • อะม็อกซิซิลลิน

ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

  • โอฟล็อกซาซิน

ครั้งละ

100-200 มก.

ก่อนอาหาร

เช้า-เย็น

  • อะม็อกซิซิลลินและกรดคลาวูลานิก

ครั้งละ 625 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร เช้า-เย็น

  • ไซโปรฟล็อกซาซิน

ครั้งละ 250-500 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร เช้า - เย็น

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น กรวยไตอักเสบ หรือการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่มีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย

  • โอฟล็อกซาซิน

ครั้งละ 200 มก.

วันละ 2 ครั้ง

ก่อนอาหารเช้า-เย็น

ส่งต่อแพทย์

 

  • ไนโตรฟินแอนโดซิน
 
  • ไซโปรฟล็อกซาชิน

ครั้งละ 250-500 มก.

วันละ 2 ครั้ง

ก่อนอาหารหรือ

หลังอาหารเช้า – เย็น

  • ลีโวฟล็อกซาชิน

ครั้งละ 400 มก.

วันละ 1 ครั้ง หรือ

ตามแพทย์สั่ง

หมายเหตุ

1. โอฟล็อกชาชิน จัดเป็นยาอันดับแรกที่ดี เพราะไวต่ออี.โคไล และยามีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อไม่กว้างเกินความจำเป็นจนอาจทำลายจุลชีพเจ้าถิ่นที่เป็นประโยชน์ นอกจากนั้นตัวยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดไม่ดีทำให้มีความเข้มข้นของยาที่ระบบทางเดินปัสสาวะสูง มีประสิทธิภาพทำลายจุลชีพที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะได้ดี

2.กรณีที่ใช้ยาอันดับแรกไม่ได้ผลหรือมีอาการรุนแรงจึงค่อยใช้ยาอันดับถัดไป

การรักษาแบบป้องกัน

ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเมื่อรักษาหายแล้วอาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีกโดยเฉพาะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ในรายที่กลับมาเป็นซ้ำหรือเป็นบ่อย อาจให้ยาเป็นระยะๆสำหรับรายที่การติดเชื้อมีสาเหตุมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ควรให้ยาเพื่อป้องกันโดยการให้ครั้งเดียวหลังมีเพศสัมพันธ์ เช่น ไซโปรฟล็อกซาชิน 125 มก. วันละ 1 ครั้ง หรืออาจใช้ SMX/TMP40/200 มก. วันละ 1 ครั้ง หรือ ซีฟาเล็กชิน 250 มก. วันละ 1 ครั้ง อย่างใดอย่างหนึ่ง

ผู้ป่วยที่มีการกลับมาเป็นซ้ำแต่ไม่บ่อยนัก อาจแนะนำให้ใช้ยาทันทีที่เริ่มมีอาการโดยให้ติดต่อกัน 3 วัน

นอกจากการรับประทานยาปฏิชีวนะแล้ว ยังควรให้ยาประกอบอาการอื่นร่วมด้วย ถ้ามีอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.กรณีผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือตามทางเดินปัสสาวะให้จ่ายยากลุ่มคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ เช่น ฟลาโวเซต ฮัยออสซีน ไดไซโคลมีน หรือยาอื่น เช่น

  • ฟีนาโซไพริดีน

ฟีนาโซไพริดีนสามารถลดอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือตามท่อไตได้ดี แต่เนื่องจากยามีผลทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม จึงควรบอกผู้ป่วยให้ทราบด้วย

  • ฟลาโวเชต

บางตำราจัดฟลาโวเซต ให้อยู่ในกลุ่มยาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบข้อดีของฟลาโวเซตเมื่อเทียบกับยาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบชนิดอื่น คือ ยาออกฤทธิ์เจาะจงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่ระบบปัสสาวะมากกว่ายาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบชนิดอื่น ทำให้สามารถลดอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือตามท่อไตได้เช่นเดียวกับฟินาโซไพริดีนและมีผลลดอาการขัดเบาเช่นปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะออกมาไม่ต่อเนื่องได้ดี

  1. 1.ถ้าผู้ป่วยมีอาการไข้ให้พาราเซตามอลลดไข้เป็นระยะๆ
  2. 2.ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ชื่อ ดอมเพอริโดน

คำแนะนำที่ควรให้ผู้ป่วยเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นและไม่กลับมาเป็นซ้ำ

ในระหว่างการรักษาและหลังจากรักษาหายแล้ว ควรให้คำแนะนำเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ดังนี้

  1. 1.ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร จนเป็นนิสัย
  2. รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือวิตามินซีเสริมทุกวันเพื่อทำให้ปัสสาวะเป็นกรดไม่เกิดการตกตะกอนของเกลือต่างๆ ที่อยู่ในน้ำปัสสาวะ
  3. ห้ามอั้นปัสสาวะ โดยเฉพาะในหญิง
  4. เช็ดอุจจาระด้วยวิธีที่ถูกต้อง คือ เช็ดย้อนจากหน้าไปหลังเพื่อไม่ให้อุจจาระผ่านท่อปัสสาวะและช่องคลอด
  5. ในหญิงควรทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยสบู่ และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
  6. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาล้างช่องคลอด โดยเฉพาะชนิดฉีดหรือชนิดสอดเข้าไปในช่องคลอด
  7. ควรอาบน้ำด้วยฝักบัวหรือขัน มากกว่าการอาบน้ำในอ่างน้ำ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่