สุขภาพผู้ชาย

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ หมายถึง มีเชื้อจุลชีพซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะจนทำให้เกิดการอักเสบบริเวณนั้น ๆ และอาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงอื่น ๆ ได้

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ พบได้ทุกเพศ ทุกวัย พบว่าเด็กชายจะติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยกว่าเด็กหญิงแต่ในคนอายุระหว่าง 20 –40 ปี มักพบในหญิงมากกว่าชาย เพราะท่อปัสสาวะของหญิงสั้นกว่าชาย โดยเฉพาะถ้าหญิงนั้นดื่มน้ำน้อยและชอบอั้นปัสสาวะ จะทำให้เชื้อโรคในน้ำปัสสาวะย้อนกลับขึ้นไปที่กระเพาะปัสสาวะได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น จะพบการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยเท่ากันทั้งหญิงและชาย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่

  • การอั้นปัสสาวะ
  • การมีเพศสัมพันธ์ (มักเกิดภายใน 48 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์)
  • การมีเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากจุลชีพที่อยู่บริเวณช่องคลอดเคลื่อนตัวมาที่ท่อปัสสาวะ นอกจากนั้นการใช้ถุงยางอนามัยที่เคลือบด้วยตัวยาทำลายอสุจิ จะเพิ่มอัตราการติดเชื้อเป็น 2 – 3 เท่า เพราะด้วยยาทำลายอสุจิจะเปลี่ยนแปลงแบคทีเรียเจ้าถิ่นที่เป็นประโยชน์บริเวณช่องคลอด ทำให้ติดเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดีขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น
  • เกิดการอุดกั้นระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มีนิ่วตามทางเดินปัสสาวะหรือต่อมลูกหมากโต ทำให้น้ำปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะตามทางเดินปัสสาวะ
  • ภูมิต้านทานโรคของร่างกายในบางสภาวะต่ำลง เช่น ขณะตั้งครรภ์ เป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ตำแหน่งที่มีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและอาการแสดง
  • ทางการแพทย์จะแบ่งการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ เป็น 2 ประเภท ดังนี้
  • การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
  • เป็นการติดเชื้อที่ต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเชื้อโรคที่เข้าสู่บริเวณนี้มักมาจากส่วนล่าง เช่น ตามท่อปัสสาวะแล้วย้อนขึ้นไปส่วนบน อวัยวะที่เกิดการอักเสบติดเชื้อมากที่สุด คือ กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ

อาการแสดง

ผู้ป่วยมีอาการขัดเบา ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย กะปริตรกะปรอยโดยเฉพาะเวลากลางคืน เวลาปวดท้องต้องถ่ายปัสสาวะทันทีหรืออั้นไม่อยู่ บางรายการอาจมีไข้ หรือพบปัสสาวะเป็นสีขาวขุ่น ซึ่งเกิดจากการมีเม็ดเลือดขาวปะปนออกมา นอกจากนี้ในหญิงยังอาจพบอาการแวดท้องน้อย กดเจ็บหรือปวดหน่วง ๆ บริเวณหัวเหน่า

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน

เป็นการแสดงของการติดเชื้อที่ท่อไต ไต และกรวยไต อวัยวะที่มีการอักเสบบ่อย คือ กรวยไต ที่เรียกว่ากรวยไตอักเสบ สาเหตุของการติดเชื้อตำแหน่งนี้ คือ ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากทางกระแสเลือด โดยอาจมาจากภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบจากเชื้อสเตร็ปโตคอกคัสกลุ่มเอ แล้วเชื้อนี้หลุดลอดไปอยู่ในกระแสเลือด และไปตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ไปที่ไต ทำให้กรวยไตอักเสบจนทำให้ไตเสีย เป็นต้น

อาการของการติดเชื้อส่วนนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น เหงื่อออก ปวดหลัง เอวหรือสีข้าง ข้างใดข้างหนึ่งที่ติดเชื้อ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อเพราะมีเลือดปนออกมาในน้ำปัสสาวะ และอาจมีอาการขัดเบาร่วมด้วย

เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

จุลชีพที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียแกรมลบ โดยเฉพาะ อี.โคไล (E. coli)

แสดงจุลชีพที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

จุลชีพที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

กรวยไตอักเสบ

การติดเชื้อเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อน

E.coli

80

85

37

Stophylococcus saprophyticus (S.saprophyticus)

10

5

-

Klebsiella spp.

3

5

8

Proteus spp. (Proteus mirabulls)

2

3

5

Candida spp. (เชื้อรา)

-

-

1

Pseudomonas aeruginosa (P.aeruginosa)

-

-

15

Enterococci

-

-

15

Enterobacter spp.

-

-

6

จุลชีพอื่น ๆ

5

2

13

ดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียแกรมลบ และจากตารางเราจะพบว่า อี.โคไล เป็นเชื้อที่พบมากที่สุด รองลงมา คือ Stophylococcus saprophyticus แบคทีเรียชนิดนี้ไม่ได้มาจากอาหารหรืออยู่บริเวณช่องคลอดหรือตามทางเดินปัสสาวะเหมือนอีโคไล แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีการติดเชื้อจากแบคทีเรียชนิดนี้ คือ จากการอั้นปัสสาวะนาน ๆ การใช้ถุงยางที่น้ำยาทำลายอสุจิ การติดเชื้อส่วนนี้มักพบในหญิงวัยรุ่นหรือผู้ที่เคยมีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะมาแล้ว

กรณีมีอาการเรื้อรังและหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อหลายชนิดร่วมกันควรส่งต่อแพทย์

แนวทางการรักษาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

การรักษาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะทั้งส่วนบนและส่วนล่าง จะเน้นที่การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก ส่วนจะใช้ชนิดใดและระยะเวลาที่รับประทานนานเท่าใดขึ้นกับความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่ติดเชื้อและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อยา

ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่นิยมนำมาใช้เป็นอันดับแรก คือ กลุ่มฟลูออโรควิโนโลนโดยเฉพาะโอฟล็อกซาซิน แต่ในรายที่เพิ่งเริ่มเป็นและมีอาการไม่มาก อาจใช้กลุ่มซัลโฟนาไมด์ หรือที่รู้จักกันว่าสูตรโคไตรม็อกชาโชล ซึ่งประกอบด้วยตัวยา 2 ตัวร่วมกัน คือ ซัลฟาเมท็อกชาโชลและไตรเมโทพริม (SMX/TMP) อย่างไรก็ตามสูตรโคไตรม็อกชาโชลเป็นยารุ่นเก่า ไม่ค่อยนิยมใช้เพราะเชื้อเกิดการดื้อยาสูงและพบการแพ้ยาบ่อยและแพ้รุนแรง โดยเฉพาะการแพ้ที่เรียกว่า “สตีเฟ่น จอห์นสัน ซินโดรม” หรือ “โรคตาหยี ปากกระโถน” แพทย์ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้กลุ่มฟลูออโรควิโนโลนมากกว่าซึ่งยากลุ่มนี้จะดีมากโดยเฉพาะในผู้ที่มีการติดเชื้อต่อมลูกหมาก เพราะยาถูกดูดซึมเข้าต่อมลูกหมากได้ดี สิ่งที่ควรระวัง คือ ไม่ควรใช้ยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หรือผู้เป็นโรค

โลหิตจากชนิดขาดเอนไซม์ จีซิกพีดี (G-6 PD) และหญิงขณะตั้งครรภ์ เพราะมีรายงานว่าทำให้กระดูกอ่อนของตัวอ่อนในสัตว์ทดลองผิดปกติ และมีรายงานว่าพบอาการปวดข้อและข้อบวมในเด็กที่ใช้ยากลุ่มนี้ นอกจากนั้นอาจพบอาการข้างเคียงที่สำคัญของยา คือ ผิวหนังไวต่อแสงแดด เมื่อถูกแดดจะเกิดผื่นแดง จึงควรรแนะนำให้หลีกเลี่ยงการถูกแดดให้มากที่สุดในระหว่างที่ใช้ยา

ระยะเวลาในการใช้ยา

หากเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นครั้งแรก ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน จะใช้ยาระยะสั้นประมาณ 3-5 วัน หรืออาจนานประมาณ 5-10 วัน ก็เพียงพอ

กรณีกรวยไตอักเสบเฉียบพลันหรือกรวยไตอักเสบที่ไม่รุนแรงจะใช้ยานานขึ้น เช่น ประมาณ 10-14 วัน แต่ในรายที่เป็นซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือรุนแรงหรือมีอาการแทรกซ้อน เรื้อรัง ระยะเวลาการใช้ยาอาจจะนานกว่านั้น และการรักษาจะซับซ้อนกว่า เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับชนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้ด้วย

กรณีผู้สูงอายุที่เกิดการติดเชื้อบริเวณต่อมลูกหมากและมีอาหารกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ อาจต้องใช้ยานานถึง 3 เดือน หรือกว่านั้น

ตารางแสดงยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

 

ยาอันดับแรก

ขนาดรับประทาน

ยาอันดับถัดไป

ขนาดรับประทาน

การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และปัสสาวะอักเสบ

  • SMX/TMP

ครั้งละ 2 เม็ด

เช้า – เย็น

หลังอาหาร

  • ซีฟาเล็กซิน

ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

  • ซีฟาคลอร์

วันละ 0.75-1.5 กรัม

  • ไนโตรฟินแอนโดซิน
 
  • เซฟูร็อกซิมอะเจดิล

วันละ 0.25 – 1 กรัม

  • อะม็อกซิซิลลิน

ครั้งละ 500 มก. วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

  • โอฟล็อกซาซิน

ครั้งละ

100-200 มก.

ก่อนอาหาร

เช้า-เย็น

  • อะม็อกซิซิลลินและกรดคลาวูลานิก

ครั้งละ 625 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร เช้า-เย็น

  • ไซโปรฟล็อกซาซิน

ครั้งละ 250-500 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร เช้า - เย็น

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น กรวยไตอักเสบ หรือการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่มีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย

  • โอฟล็อกซาซิน

ครั้งละ 200 มก.

วันละ 2 ครั้ง

ก่อนอาหารเช้า-เย็น

ส่งต่อแพทย์

 

  • ไนโตรฟินแอนโดซิน
 
  • ไซโปรฟล็อกซาชิน

ครั้งละ 250-500 มก.

วันละ 2 ครั้ง

ก่อนอาหารหรือ

หลังอาหารเช้า – เย็น

  • ลีโวฟล็อกซาชิน

ครั้งละ 400 มก.

วันละ 1 ครั้ง หรือ

ตามแพทย์สั่ง

หมายเหตุ

1. โอฟล็อกชาชิน จัดเป็นยาอันดับแรกที่ดี เพราะไวต่ออี.โคไล และยามีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อไม่กว้างเกินความจำเป็นจนอาจทำลายจุลชีพเจ้าถิ่นที่เป็นประโยชน์ นอกจากนั้นตัวยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดไม่ดีทำให้มีความเข้มข้นของยาที่ระบบทางเดินปัสสาวะสูง มีประสิทธิภาพทำลายจุลชีพที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะได้ดี

2.กรณีที่ใช้ยาอันดับแรกไม่ได้ผลหรือมีอาการรุนแรงจึงค่อยใช้ยาอันดับถัดไป

การรักษาแบบป้องกัน

ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเมื่อรักษาหายแล้วอาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีกโดยเฉพาะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ในรายที่กลับมาเป็นซ้ำหรือเป็นบ่อย อาจให้ยาเป็นระยะๆสำหรับรายที่การติดเชื้อมีสาเหตุมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ควรให้ยาเพื่อป้องกันโดยการให้ครั้งเดียวหลังมีเพศสัมพันธ์ เช่น ไซโปรฟล็อกซาชิน 125 มก. วันละ 1 ครั้ง หรืออาจใช้ SMX/TMP40/200 มก. วันละ 1 ครั้ง หรือ ซีฟาเล็กชิน 250 มก. วันละ 1 ครั้ง อย่างใดอย่างหนึ่ง

ผู้ป่วยที่มีการกลับมาเป็นซ้ำแต่ไม่บ่อยนัก อาจแนะนำให้ใช้ยาทันทีที่เริ่มมีอาการโดยให้ติดต่อกัน 3 วัน

นอกจากการรับประทานยาปฏิชีวนะแล้ว ยังควรให้ยาประกอบอาการอื่นร่วมด้วย ถ้ามีอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.กรณีผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือตามทางเดินปัสสาวะให้จ่ายยากลุ่มคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ เช่น ฟลาโวเซต ฮัยออสซีน ไดไซโคลมีน หรือยาอื่น เช่น

  • ฟีนาโซไพริดีน

ฟีนาโซไพริดีนสามารถลดอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือตามท่อไตได้ดี แต่เนื่องจากยามีผลทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม จึงควรบอกผู้ป่วยให้ทราบด้วย

  • ฟลาโวเชต

บางตำราจัดฟลาโวเซต ให้อยู่ในกลุ่มยาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบข้อดีของฟลาโวเซตเมื่อเทียบกับยาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบชนิดอื่น คือ ยาออกฤทธิ์เจาะจงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่ระบบปัสสาวะมากกว่ายาคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบชนิดอื่น ทำให้สามารถลดอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือตามท่อไตได้เช่นเดียวกับฟินาโซไพริดีนและมีผลลดอาการขัดเบาเช่นปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะออกมาไม่ต่อเนื่องได้ดี

  1. 1.ถ้าผู้ป่วยมีอาการไข้ให้พาราเซตามอลลดไข้เป็นระยะๆ
  2. 2.ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ชื่อ ดอมเพอริโดน

คำแนะนำที่ควรให้ผู้ป่วยเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นและไม่กลับมาเป็นซ้ำ

ในระหว่างการรักษาและหลังจากรักษาหายแล้ว ควรให้คำแนะนำเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ดังนี้

  1. 1.ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร จนเป็นนิสัย
  2. รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือวิตามินซีเสริมทุกวันเพื่อทำให้ปัสสาวะเป็นกรดไม่เกิดการตกตะกอนของเกลือต่างๆ ที่อยู่ในน้ำปัสสาวะ
  3. ห้ามอั้นปัสสาวะ โดยเฉพาะในหญิง
  4. เช็ดอุจจาระด้วยวิธีที่ถูกต้อง คือ เช็ดย้อนจากหน้าไปหลังเพื่อไม่ให้อุจจาระผ่านท่อปัสสาวะและช่องคลอด
  5. ในหญิงควรทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยสบู่ และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
  6. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาล้างช่องคลอด โดยเฉพาะชนิดฉีดหรือชนิดสอดเข้าไปในช่องคลอด
  7. ควรอาบน้ำด้วยฝักบัวหรือขัน มากกว่าการอาบน้ำในอ่างน้ำ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่