Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพผู้หญิง

ประจำเดือนไม่มา มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

ไม่ใช่แค่เครียด แต่อาจมีความผิดปกติร้ายแรงเกิดขึ้นภายในร่างกายคุณ ต้องหมั่นตรวจเช็ค
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,862,900 คน

ประจำเดือนไม่มา มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

การที่ ประจำเดือนไม่มา หรือขาดประจำเดือน (Amenorrhea)  หลายคนอาจดีใจเพราะคิดว่ากำลังตั้งครรภ์ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับครอบครัวที่อยากมีลูก แต่จะกลายเป็นปัญหาทันทีหากคุณไม่ได้ต้องการแบบนั้น หรือไม่ทราบสาเหตุของอาการที่เกิด  ดังนั้นหากประจำเดือนไม่มา คุณผู้หญิงอย่าชะล่าใจเด็ดขาดแต่ควรรีบหาสาเหตุให้แน่ชัด แล้วแก้ไขให้ถูกจุดก่อนที่ร่างกายจะป่วย หรือมีความผิดปกติจนสายเกินแก้

ประจำเดือนไม่มา คืออะไร?

หมายถึง การหายไปของประจำเดือนในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ได้แก่ อายุ 15 ปี แล้วยังไม่มีประจำเดือน หรือการขาดประจำเดือนไปอย่างน้อย 3 รอบ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประจำเดือนขาดไปคือ การตั้งครรภ์ ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่พบมากได้แก่ ความเครียด การกินยาคุมกำเนิด สุขภาพไม่แข็งแรง น้ำหนักตัวน้อยไป ออกกำลังมากไป และอายุเพิ่มมากขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

สาเหตุ

1. ตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์เป็นการตั้งข้อสันนิษฐานอันดับแรกในกรณีนี้ ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ประจำเดือนไม่มานั้นจะยาวนานไปจนถึงช่วงระหว่างให้นมบุตรด้วย

2. ความเครียด 
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยเฉพาะ Working woman ทั้งหลายที่มีภาระเรื่องงานให้ต้องคิดมากมาย หรือบางคนที่มีเรื่องส่วนตัวจนทำให้เครียด เนื่องจากความเครียดจะส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมฮอร์โมนเพศซึ่งทำให้การตกไข่และการมีประจำเดือนผิดปกติไป

3. กินยาคุมกำเนิด 
กลุ่มยาคุมกำเนิดมีผลโดยตรงกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นหากรับประทานยาคุมกำเนิดนานๆ อาจส่งผลให้ประจำเดือนขาดได้

4. สุขภาพไม่แข็งแรง 
หลายคนมีสาเหตุจากมีโรคประจำตัว หรือไม่สบายบ่อย บ่อยครั้งที่ประจำเดือนมาและไม่มา สลับเดือนกัน หรือบางครั้งประจำเดือนไม่มามากกว่าเดือนที่มาเสียอีก กลุ่มคนเหล่านี้อาจต้องรับประทานยาเพื่อให้ประจำเดือนมาตามปกติและอาจต้องพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา ไม่เพียงเท่านั้นการที่สุขภาพไม่แข็งแรงยังมักส่งผลทำให้มีบุตรยากเมื่อต้องการตั้งครรภ์ด้วย

5. น้ำหนักตัวน้อยไป 
ผู้ที่น้ำหนักตัวน้อยเกินไปคือ มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าน้ำหนักปกติมากกว่า 10% จะส่งผลรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายจนมีผลต่อกระบวนการตกไข่และการมีประจำเดือน

6. ออกกำลังกายมากเกินไป 
ผู้หญิงที่ออกกำลังกายบางประเภทที่ค่อนข้างหนักและต้องใช้พลังงานมากจนมีผลให้ไขมันในร่างกายน้อยเกินไป ร่างกายจะเกิดความเครียดทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงต่ำมีผลให้ประจำเดือนขาดและอาจส่งผลให้กระดูกไม่มีความแข็งแรง

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

7. ประจำเดือนเปลี่ยนไปจากอายุที่มากขึ้น 
เมื่อคุณเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุประมาณ 50 ปี ช่วงนี้ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนน้อยลงตามธรรมชาติจึงอาจมีการขาดประจำเดือนได้ จะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน ได้แก่ ประจำเดือนค่อยๆ น้อยลง หรืออาจมีมากกว่าปกติ ขาดประจำเดือน รอบเดือนสั้นลง มีอาการก่อนมีประจำเดือนที่เปลี่ยนไป หรือมีอาการก่อนมีประจำเดือนร่วมกับอาการของวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบ หรือมีปัญหาด้านการนอน

8. ความผิดปกติที่อวัยวะอื่นๆ 
หากคิดว่าสุขภาพก็แข็งแรงดี สภาวะจิตใจก็ดี ไม่มีเรื่องเครียดใดๆ แต่ขาดประจำเดือนก็จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแก้ไขอย่างจริงจังเพราะอาจเกิดจากความผิดปกติที่อวัยวะอื่นๆ ที่มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศในร่างกายได้ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome, PCOS) การทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง ภาวะพังผืดในมดลูก (Asherman's syndrome)

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยมีหลายขั้นตอนที่แพทย์ใช้เพื่อตรวจสอบว่า คุณขาดประจำเดือนหรือไม่ ขั้นแรก แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับอาการเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จากนั้นแพทย์อาจตรวจภายในและตรวจการตั้งครรภ์เพื่อตัดสาเหตุเรื่องการตั้งครรภ์ออกไป

การทดสอบสำหรับการขาดประจำเดือนอาจประกอบด้วย

  1. การตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน
  2. การตรวจสารพันธุธรรม
  3. การ ultrasound บริเวณท้องน้อย
  4. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  5. การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

การรักษา

การรักษาที่แพทย์จะแนะนำนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดประจำเดือน การรักษาอาจประกอบด้วยการใช้ยา การผ่าตัด การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต หรือทั้ง 3 วิธีร่วมกัน

การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต เช่น

  • ค่อยๆ ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักที่เหมาะสมและพยายามคงระดับน้ำหนักนั้นไว้ (หากมีน้ำหนักน้อย หรือมากเกินไป)
  • ลดความเครียด
  • หากเป็นนักกีฬาอาจใช้การปรับการฝึกฝนร่างกายหรือการกิน

การรักษาโดยการใช้ยาประกอบด้วย

การผ่าตัดสำหรับการขาดประจำเดือนอาจประกอบด้วย

  • การตัดพังผืดภายในมดลูกออก
  • การตัดเนื้องอกของต่อมใต้สมองออก

การที่ประจำเดือนไม่มา หรือมาไม่ปกติ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยสำหรับผู้หญิงสมัยนี้ ถึงแม้จะทำให้ใครหลายคนเกิดความกังวลอยู่บ้าง แต่ข้อดีคือ ทุกวันนี้ข่าวสารและการแพทย์พัฒนาไปไกลทำให้เราสามารถหาข้อมูลและวิธีการแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “การปรึกษาแพทย์” จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความเหมาะสม การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้เรากลับมามีสุขภาพที่ดี และมีวิถีชีวิตที่ปกติได้

ที่มาของข้อมูล

Amenorrhea (https://www.mayoclinic.org/dis...)

พญ.อรพิน จิตคุณธรรมกุล, ภาวะขาดระดู (Secondary amenorrhea) (http://www.med.cmu.ac.th/dept/...), 2 มีนาคม 2558

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป