สุขภาพผู้หญิง

ประจำเดือนไม่มา มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
ประจำเดือนไม่มา มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

การที่ประจำเดือนไม่มา หลายคนอาจดีใจเพราะคิดว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับคนที่กำลังอยากมีลูก แต่มันจะเป็นปัญหาแน่ ๆ ถ้าหากประจำเดือนไม่มาโดยไม่ทราบสาเหตุ ! คุณผู้หญิงอย่าชะล่าใจ ไปรีบหาสาเหตุให้แน่ชัดแล้วแก้ไขให้ถูกจุดก่อนที่ร่างกายจะป่วยหรือมีบางสิ่งผิดปกติจนสายเกินแก้

ประจำเดือนเกิดจากอะไร ทำไมต้องเป็นทุกเดือน

                หากพูดถึง “ประจำเดือน” หลายคนมักสรุปง่าย ๆ ว่ามันเป็นอาการที่ “ผู้หญิงเลือดออกทุกเดือน" ฟังดูอาจน่ากลัวไปสักนิด ถ้าจะพูดกันตามหลักการจริง ๆ ประจำเดือนเป็นเรื่องของระบบฮอร์โมนและการวางไข่  โดยเมื่อถึงระยะไข่ตกในแต่ละรอบเดือน จะมีฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้รังไข่ของผู้หญิงนั้นสร้างฮอร์โมนที่มีชื่อว่า เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone)

เจ้าฮอร์โมนทั้ง 2 ตัวนี้จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของไข่ที่จะมีการปฏิสนธิแ ต่ถ้าหากไม่มีการปฏิสนธิหรือพูดง่าย ๆ คือไม่มีการตั้งครรภ์ใด ๆ เยื่อบุโพรงมดลูกจะเกิดการฉีกขาดและฝ่อตัวลง กลายมาเป็นประจำเดือนนั่นเอง

ปกติแล้วผู้หญิงจะมีการตกไข่ทุกเดือน นั่นก็แปลว่าต้องมีประจำเดือนทุกเดือน แต่หากสาว ๆ ท่านใดที่มีอาการผิดปกติและไม่ได้ตั้งท้อง จะต้องหาสาเหตุกันหน่อยแล้วล่ะว่าเป็นเพราะอะไร

อาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome and Premenstrual Dysphoric Disorder – PMDD)

อาการก่อนมีประจำเดือนเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ รอบเดือน โดยอาจมีอาการได้ตั้งแต่อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นหงุดหงิดง่ายและซึมเศร้า จนถึงอาการที่ส่งผลทางกาย เช่น ปวดบีบท้องและคัดตึงเต้านม มีผู้หญิงประมาณ 5% ที่มีอาการทางอารมณ์และทางกายที่รุนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม PMDD (Premenstrual dysphoric disorder)

นายแพทย์ Steven Sondheimer ศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียในเมืองฟิลาเดลเฟียกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าทำไมผู้หญิงถึงมีอาการก่อนมีประจำเดือนและทำไมบางคนถึงมีอาการรุนแรงมากกว่าคนอื่น มีข้อมูลล่าสุดบางส่วนที่แสดงว่าอาจมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมซึ่งส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนและผลของฮอร์โมนต่อตัวรับในสมองที่อาจแตกต่างกันระหว่างบุคคล ลักษณะทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดในครอบครัวนี้อาจเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายว่า ทำไมผู้หญิงบางคนถึงมีอาการก่อนมีประจำเดือน และบางคนมีอาการรุนแรงมากกว่าคนอื่น

ประจำเดือนเปลี่ยนไปตามวัย

รอบประจำเดือนของผู้หญิงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต ปัจจัยบางอย่างที่อาจส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย

  • การตั้งครรภ์
  • การรับประทานยาฮอร์โมนหรือยาอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อรอบเดือน
  • โรคเรื้อรังบางชนิด
  • มีการเปลี่ยนแปลงอาหารที่รับประทาน
  • มีการเปลี่ยนแปลงการออกกำลังกาย
  • ความเครียด
  • อายุมากขึ้น

เมื่อคุณเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุประมาณ 50 ปี คุณจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน เช่น

  • ประจำเดือนค่อย ๆ น้อยลง หรืออาจมีมากกว่าปกติ
  • มีการขาดประจำเดือน
  • รอบเดือนสั้นลง
  • มีอาการก่อนมีประจำเดือนที่เปลี่ยนไป หรือมีอาการก่อนมีประจำเดือนร่วมกับอาการของวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบหรือปัญหาด้านการนอน

รอบเดือนถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงสุขภาพของคุณ ดังนั้นควรใส่ใจและปรึกษาแพทย์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับช่วงเวลา เลือดออกที่ผิดปกติ หรือการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่ผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือน


การขาดประจำเดือน (Amenorrhea) คืออะไร?

การขาดประจำเดือน (Amenorrhea) คือการหายไปของประจำเดือนในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ

1. การขาดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ (primary amenorrhea) คือการที่เด็กหญิงอายุมากกว่า 15 ปียังไม่มีประจำเดือน

2. การขาดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ (secondary amenorrhea) คือการที่ผู้หญิงซึ่งเคยมีประจำเดือนสม่ำเสมอมาก่อน ขาดประจำเดือนมากกว่า 6 เดือน

ประจำเดือนผิดปกติ

การขาดประจำเดือน (Amenorrhea) หมายถึงการขาดประจำเดือนไป 3-6 เดือนในผู้หญิงที่ก่อนหน้านี้มีประจำเดือน หรือในผู้หญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนเมื่ออายุมากกว่า 15 ปี

ประจำเดือนผิดปกติ (Oligomenorrhea) ผู้หญิงที่มีประจำเดือนผิดปกติจะมีประจำเดือนน้อยกว่า 6-8 ครั้งต่อปี

มักมีความผิดปกติของรอบเดือนบางอย่างที่ทำให้ประจำเดือนของผู้หญิงผิดปกติ ไม่มา หรือมาไม่สม่ำเสมอได้ ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดประจำเดือนมาผิดปกติ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับรังไข่ มดลูก ปากมดลูก ช่องคลอด หรือศูนย์ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนในสมอง ดังนั้น คุณควรไปพบแพทย์หากประจำเดือนขาดมากกว่า 3 เดือนติดต่อกัน หรือ 3 รอบเดือนตลอด 1 ปี

ประจำเดือนมามาก

ประจำเดือนมามาก (Menorrhagia) คือการมีประจำเดือนนานกว่าปกติหรือมากกว่าปกติ

การมีประจำเดือนมามากอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ และอาจทำให้เกิดภาวะซีดจากการเสียเลือดมากกว่าปกติด้วย

ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการดังนี้

  • ประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน
  • ต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 1 แผ่นต่อชั่วโมงหลายชั่วโมงติดต่อกัน
  • ประจำเดือนปนลิ่มเลือดขนาดใหญ่
  • รู้สึกอ่อนเพลียหรือหายใจลำบากระหว่างการมีประจำเดือน

การมีประจำเดือนมาไม่ตรงรอบนาน ๆ ครั้งอาจเป็นเรื่องปกติ

หากรอบประจำเดือนของคุณมาไม่ตรงกันบ่อย ๆ นั่นเป็นสัญญาณของการเริ่มมีปัญหา ในหญิงสุขภาพดีที่มีปัญหาประจำเดือนไม่มาหรือมาไม่ตรงรอบจะเกิดขึ้นเมื่อ

  • เกิดความเจ็บป่วย เช่น เป็นไข้หรือไม่สบาย
  • มีความเครียด
  • เดินทาง โดยเฉพาะเมื่อมีรูปแบบการนอนที่ผิดปกติไป
  • ให้นมบุตร ในช่วงแรก ๆ ของการให้นมบุตรจะทำให้ไม่มีประจำเดือนได้
  • ตั้งครรภ์

การออกกำลังกายอย่างหนักสามารถทำให้รอบประจำเดือนมาผิดปกติหรือขาดหายไปช่วงหนึ่งได้ อาการเหล่านี้จึงพบได้ปกติในกลุ่มนักกีฬา  นักกีฬาบางคนไม่รู้มาก่อนว่าการออกกำลังกายของตนเองไปรบกวนการทำงานของระบบสืบพันธุ์  ดังนั้นหากคุณเป็นนักกีฬาและต้องการที่จะตั้งครรภ์ คุณอาจจะต้องลดการออกกำลังกาย เพื่อให้ประจำเดือนของคุณกลับมาทำงานและตกไข่ตามปกติ

นอกจากนั้น คุณอาจมีรอบประจำเดือนที่ผิดปกติได้หากคุณลดหรือเพิ่มน้ำหนักมากเกินไป  นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการลดหรือเพิ่มน้ำหนักในปริมาณมาก ๆ จะดีต่อสุขภาพ  สำหรับผู้หญิงที่น้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักจะช่วยให้รอบประจำเดือนกลับมาปกติได้ ส่วนผู้หญิงที่น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ การเพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นมาเล็กน้อยจะช่วยให้ประจำเดือนกลับมาปกติได้เช่นกัน

ระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือนที่ถือว่าผิดปกติ

ถึงแม้จะมีคำว่า “ประจำเดือนที่มาไม่ตรงรอบ” ซึ่งหมายถึงระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือน แต่มันไม่ได้เป็นด้านเดียวที่มีปัญหา  คุณอาจมีระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือนที่ปกติ แต่มีอาการดังนี้ร่วมด้วย

  • มีเลือดออกกะปริบกะปรอย
  • ประจำเดือนมามากเกินไปหรือน้อยเกินไป
  • ปวดท้องประจำเดือนมาก
  • อารมณ์แปรปรวนมาก
  • อาการระหว่างรอบประจำเดือนอื่น ๆ

หากคุณมีปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับความผิดปกติของประจำเดือนควรปรึกษาแพทย์ เป็นเรื่องดีที่จะสามารถถามและได้รับคำตอบ ยืนยันถึงอาการต่าง ๆ ที่ปกติ แทนที่จะปล่อยไปจนเกิดปัญหา ซึ่งแพทย์ของคุณสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้

5 สาเหตุใหญ่ ๆ ที่พบว่าประจำเดือนไม่มาตามปกติ

1. ตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์เป็นการตั้งข้อสันนิฐานอันดับแรกหากประจำเดือนไม่มาตามปกติ ส่วนจะทำให้ใครดีใจหรือเสียใจนั้นก็อยู่ที่ความตั้งใจแล้วล่ะ แต่อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่ประจำเดือนไม่มาเพราะการตั้งครรภ์ ไม่ได้กินเวลาเพียง 9 เดือนเท่านั้น ในช่วงที่ให้นมบุตรประจำเดือนก็อาจจะยังไม่มาได้เช่นเดียวกัน

2. ความเครียด อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยเฉพาะ Working woman ทั้งหลายที่มีภาระเรื่องงานให้ต้องคิดมากมาย หรือบางคนที่มีเรื่องส่วนตัวจนทำให้เครียดเอามาก ๆ อาการเครียดไม่ได้ส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจเท่านั้น แต่มันมักเป็นที่มาของอาการผิดปกติทางร่างกายหลายร้อยอย่าง รวมถึงทำให้ประจำเดือนขาดด้วย

3.  กินยาคุมกำเนิด เพราะกลุ่มยาคุมกำเนิดนี้เป็นการทำงานโดยตรงกับฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน การรับประทานยาคุมกำเนิดนาน ๆ อาจส่งผลให้ประจำเดือนขาดได้

4. สุขภาพไม่แข็งแรง หลายคนที่ประจำเดือนมามาปกติเพราะเป็นโรคส่วนตัว บ่อยครั้งที่ประจำเดือนมา-ไม่มา สลับเดือนกัน หรือบางทีประจำเดือนไม่มามากกว่าเดือนที่มาเสียอีก กลุ่มคนเหล่านี้ต้องรับประทานยาเพื่อให้ประจำเดือนมาตามปกติ แต่ต้องพบแพทย์เป็นประจำ เพราะมักส่งผลทำให้มีบุตรยากเมื่อต้องการที่จะตั้งครรภ์

5. ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาการจะคล้าย ๆ กับสาเหตุก่อนหน้า ประจำเดือนมักขาดเป็นเวลา 2 เดือนบ้าง หรือ 3 เดือนบ้าง แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่สุขภาพก็แข็งแรงดี สภาวะจิตใจก็ดี ไม่มีเรื่องเครียดใด ๆ อาการแบบนี้ปล่อยไว้นานไม่ได้ จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแก้ไขอย่างจริงจัง

อาการของการขาดประจำเดือน

อาการหลักของภาวะนี้คือ การขาดประจำเดือน ซึ่งคุณอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดประจำเดือน

สำหรับอาการอื่น ๆ อาจประกอบด้วย น้ำหนักตัวเพิ่มหรือน้ำหนักลด มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเต้านมหรือมีน้ำนมไหลจากเต้านม สิวขึ้น ผมร่วง มีขนขึ้นบนหน้า ปวดหัวหรือมีการมองเห็นที่เปลี่ยนไปและอาการปวดท้องน้อย

การวินิจฉัยการขาดประจำเดือน

การวินิจฉัยมีหลายขั้นตอนที่แพทย์ใช้เพื่อตรวจสอบว่าคุณขาดประจำเดือนหรือไม่ ขั้นแรก แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับอาการเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จากนั้นแพทย์อาจตรวจภายในและตรวจการตั้งครรภ์เพื่อตัดสาเหตุเรื่องการตั้งครรภ์ออกไป

การทดสอบสำหรับการขาดประจำเดือนอาจประกอบด้วย

  • การตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน
  • การตรวจสารพันธุธรรม
  • การ ultrasound บริเวณท้องน้อย
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

การรักษาการขาดประจำเดือน

การรักษาที่แพทย์จะแนะนำนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดประจำเดือน การรักษาอาจประกอบด้วยการใช้ยา การผ่าตัด การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต หรือทั้ง 3 วิธีร่วมกัน

การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต เช่น

  • ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักที่เหมาะสม และคงระดับน้ำหนักนั้นไว้ (หากมีน้ำหนักน้อยหรือมากเกินไป)
  • ลดความเครียด
  • หากเป็นนักกีฬาอาจใช้การปรับการฝึกฝนร่างกายหรือการกิน

การรักษาโดยการใช้ยาสำหรับการขาดประจำเดือนประกอบด้วย

  • ยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน
  • ยาสำหรับรักษาโรค PCOS

การผ่าตัดสำหรับการขาดประจำเดือนอาจประกอบด้วย

  • การตัดแผลเป็นภายในมดลูกออก
  • การตัดเนื้องอกของต่อมใต้สมองออก

สิ่งที่ควรทำเมื่อประจำเดือนมาไม่ปกติ

อย่างแรกเลยควรสังเกตตัวเองดูสักนิดว่าสาเหตุที่ประจำเดือนของเราไม่มาตามปกตินั้นเป็นเพราะอะไร เพราะอย่างที่เราได้รู้กันแล้วว่าประจำเดือนไม่มานั้นเกิดขั้นได้จากหลายสาเหตุ เมื่อเราทราบที่มาที่ไปแล้วจะได้รักษาอย่างถูกวิธี

1. เสริมฮอร์โมนเพศ เหมาะสำหรับผู้ที่ขาดประจำเดือนเนื่องจากฮอร์โมนเพศไม่สมดุล โดยแพทย์จะให้ยาที่เรียกว่าฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อปรับระดับฮอร์โมนให้เป็นปกติ

2. เปลี่ยนยาคุมกำเนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่วิเคราะห์ได้ว่าเกิดจากผลกระทบจากยาคุมกำเนิด เช่น เกิดภาวะถึงน้ำรังไข่หลายใบ หรือตัวยาคุมกำเนิดนั้น ๆ มีฮอร์โมนเพศตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป (ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรน) แพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนตัวยาคุมกำเนิดอีกตัวเพื่อเสริมกัน

3. ออกกำลังกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีสภาวะเครียด การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างเดียว แต่ยังช่วยทำให้เราผ่อนคลายอย่างมาก เปรียบเสมือนการบำบัดที่ดี ช่วยให้เราผ่อนคลายและร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ในเวลาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ต้องออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม เพราะการออกกำลังกายที่มากจนเกินไปก็ส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาได้เช่นกัน

การที่ประจำเดือนไม่มาหรือมาไม่ปกติ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยสำหรับผู้หญิงในยุคสมัยนี้ ถึงแม้จะทำให้ใครหลายคนเกิดความกังวลอยู่บ้าง แต่ข้อดีคือทุกวันนี้ข่าวสารและการแพทย์พัฒนาไปไกล ทำให้เราสามารถหาข้อมูลและวิธีการแก้ไขได้ทันท่วงที

แต่ไม่ว่าประจำเดือนจะไม่มาด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “การปรึกษาแพทย์” จากนั้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมตามความเหมาะสม การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้เรากลับมามีสุขภาพที่ดี มีวิถีชีวิตที่ปกติได้ไม่ยาก

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่