Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพผู้หญิง

ประจำเดือนไม่มา มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

ไม่ใช่แค่เครียด แต่อาจมีความผิดปกติร้ายแรงเกิดขึ้นภายในร่างกายคุณ ต้องหมั่นตรวจเช็ค
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,553,022 คน

ประจำเดือนไม่มา มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

การที่ ประจำเดือนไม่มา หรือขาดประจำเดือน (Amenorrhea)  หลายคนอาจดีใจเพราะคิดว่ากำลังตั้งครรภ์ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับครอบครัวที่อยากมีลูก แต่จะกลายเป็นปัญหาทันทีหากคุณไม่ได้ต้องการแบบนั้น หรือไม่ทราบสาเหตุของอาการที่เกิด  ดังนั้นหากประจำเดือนไม่มา คุณผู้หญิงอย่าชะล่าใจเด็ดขาดแต่ควรรีบหาสาเหตุให้แน่ชัด แล้วแก้ไขให้ถูกจุดก่อนที่ร่างกายจะป่วย หรือมีความผิดปกติจนสายเกินแก้

ประจำเดือนไม่มา คืออะไร?

หมายถึง การหายไปของประจำเดือนในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ได้แก่ อายุ 15 ปี แล้วยังไม่มีประจำเดือน หรือการขาดประจำเดือนไปอย่างน้อย 3 รอบ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประจำเดือนขาดไปคือ การตั้งครรภ์ ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่พบมากได้แก่ ความเครียด การกินยาคุมกำเนิด สุขภาพไม่แข็งแรง น้ำหนักตัวน้อยไป ออกกำลังมากไป และอายุเพิ่มมากขึ้น

สาเหตุ

1. ตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์เป็นการตั้งข้อสันนิษฐานอันดับแรกในกรณีนี้ ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ประจำเดือนไม่มานั้นจะยาวนานไปจนถึงช่วงระหว่างให้นมบุตรด้วย

2. ความเครียด 
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยเฉพาะ Working woman ทั้งหลายที่มีภาระเรื่องงานให้ต้องคิดมากมาย หรือบางคนที่มีเรื่องส่วนตัวจนทำให้เครียด เนื่องจากความเครียดจะส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมฮอร์โมนเพศซึ่งทำให้การตกไข่และการมีประจำเดือนผิดปกติไป

3. กินยาคุมกำเนิด 
กลุ่มยาคุมกำเนิดมีผลโดยตรงกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นหากรับประทานยาคุมกำเนิดนานๆ อาจส่งผลให้ประจำเดือนขาดได้

4. สุขภาพไม่แข็งแรง 
หลายคนมีสาเหตุจากมีโรคประจำตัว หรือไม่สบายบ่อย บ่อยครั้งที่ประจำเดือนมาและไม่มา สลับเดือนกัน หรือบางครั้งประจำเดือนไม่มามากกว่าเดือนที่มาเสียอีก กลุ่มคนเหล่านี้อาจต้องรับประทานยาเพื่อให้ประจำเดือนมาตามปกติและอาจต้องพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา ไม่เพียงเท่านั้นการที่สุขภาพไม่แข็งแรงยังมักส่งผลทำให้มีบุตรยากเมื่อต้องการตั้งครรภ์ด้วย

5. น้ำหนักตัวน้อยไป 
ผู้ที่น้ำหนักตัวน้อยเกินไปคือ มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าน้ำหนักปกติมากกว่า 10% จะส่งผลรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายจนมีผลต่อกระบวนการตกไข่และการมีประจำเดือน

6. ออกกำลังกายมากเกินไป 
ผู้หญิงที่ออกกำลังกายบางประเภทที่ค่อนข้างหนักและต้องใช้พลังงานมากจนมีผลให้ไขมันในร่างกายน้อยเกินไป ร่างกายจะเกิดความเครียดทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงต่ำมีผลให้ประจำเดือนขาดและอาจส่งผลให้กระดูกไม่มีความแข็งแรง

7. ประจำเดือนเปลี่ยนไปจากอายุที่มากขึ้น 
เมื่อคุณเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุประมาณ 50 ปี ช่วงนี้ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนน้อยลงตามธรรมชาติจึงอาจมีการขาดประจำเดือนได้ จะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน ได้แก่ ประจำเดือนค่อยๆ น้อยลง หรืออาจมีมากกว่าปกติ ขาดประจำเดือน รอบเดือนสั้นลง มีอาการก่อนมีประจำเดือนที่เปลี่ยนไป หรือมีอาการก่อนมีประจำเดือนร่วมกับอาการของวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบ หรือมีปัญหาด้านการนอน

8. ความผิดปกติที่อวัยวะอื่นๆ 
หากคิดว่าสุขภาพก็แข็งแรงดี สภาวะจิตใจก็ดี ไม่มีเรื่องเครียดใดๆ แต่ขาดประจำเดือนก็จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแก้ไขอย่างจริงจังเพราะอาจเกิดจากความผิดปกติที่อวัยวะอื่นๆ ที่มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศในร่างกายได้ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome, PCOS) การทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง ภาวะพังผืดในมดลูก (Asherman's syndrome)

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยมีหลายขั้นตอนที่แพทย์ใช้เพื่อตรวจสอบว่า คุณขาดประจำเดือนหรือไม่ ขั้นแรก แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับอาการเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จากนั้นแพทย์อาจตรวจภายในและตรวจการตั้งครรภ์เพื่อตัดสาเหตุเรื่องการตั้งครรภ์ออกไป

การทดสอบสำหรับการขาดประจำเดือนอาจประกอบด้วย

  1. การตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน
  2. การตรวจสารพันธุธรรม
  3. การ ultrasound บริเวณท้องน้อย
  4. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  5. การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

การรักษา

การรักษาที่แพทย์จะแนะนำนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดประจำเดือน การรักษาอาจประกอบด้วยการใช้ยา การผ่าตัด การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต หรือทั้ง 3 วิธีร่วมกัน

การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต เช่น

  • ค่อยๆ ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักที่เหมาะสมและพยายามคงระดับน้ำหนักนั้นไว้ (หากมีน้ำหนักน้อย หรือมากเกินไป)
  • ลดความเครียด
  • หากเป็นนักกีฬาอาจใช้การปรับการฝึกฝนร่างกายหรือการกิน

การรักษาโดยการใช้ยาประกอบด้วย

การผ่าตัดสำหรับการขาดประจำเดือนอาจประกอบด้วย

  • การตัดพังผืดภายในมดลูกออก
  • การตัดเนื้องอกของต่อมใต้สมองออก

การที่ประจำเดือนไม่มา หรือมาไม่ปกติ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยสำหรับผู้หญิงสมัยนี้ ถึงแม้จะทำให้ใครหลายคนเกิดความกังวลอยู่บ้าง แต่ข้อดีคือ ทุกวันนี้ข่าวสารและการแพทย์พัฒนาไปไกลทำให้เราสามารถหาข้อมูลและวิธีการแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “การปรึกษาแพทย์” จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความเหมาะสม การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้เรากลับมามีสุขภาพที่ดี และมีวิถีชีวิตที่ปกติได้


ที่มาของข้อมูล

Amenorrhea (https://www.mayoclinic.org/dis...)

พญ.อรพิน จิตคุณธรรมกุล, ภาวะขาดระดู (Secondary amenorrhea) (http://www.med.cmu.ac.th/dept/...), 2 มีนาคม 2558

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
อาการก่อนเป็นประจําเดือน
อาการก่อนเป็นประจําเดือน

อย่าด่วนตัดสินว่า ขี้เหวี่ยง ขี้วีน ขี้กังวล ร้องไห้ง่าย คือนิสัยของผู้หญิง แท้ที่จริงอาจมาจากพีเอ็มเอสก็ได้

ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด
ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด

เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ทำอย่างไรให้ "วันนั้นของเดือน" ไม่ใช่วันทุกข์อีกต่อไป