การตั้งครรภ์

ท้องหรือไม่ ?

ตอบทุกคำถามที่คุณสงสัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
ท้องหรือไม่ ?

เมื่อคุณรู้สึกว่ากำลังตั้งครรภ์ แต่กลับไม่มีอาการใด ๆ ที่ทำให้คุณแน่ใจไม่ได้เลย เช่น ผลตรวจครรภ์ของคุณเป็นลบ มีประจำเดือน หรืออยู่ ๆ อาการที่บ่งชี้ว่าคุณท้องกลับหายไป แล้วสรุปว่าคุณท้องหรือไม่ท้องกันแน่ล่ะทีนี้

การมีลูกนั้นคือความฝันของผู้หญิงหลาย ๆ คน ไม่แปลกที่คุณจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีลูก และเมื่อคุณโฟกัสไปที่การตั้งครรภ์ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะอ่อนไหวต่ออาการอะไรก็ตามที่ส่งสัญญาณเหมือนว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งคุณไม่ได้มีอาการแบบนี้คนเดียว เพราะผู้หญิงที่อยากเป็นแม่คนส่วนใหญ่มักจะคิดเข้าข้างตัวเองไปก่อน ทางการแพทย์เรียกอาการแบบนี้ว่า การหมกมุ่นกับการตั้งครรภ์ (Pregnancy-Symptom Obsession) แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณจะสรุปว่าคุณตั้งครรภ์หรือไม่จากแค่ความรู้สึกของคุณไม่ได้หรอก แต่ผู้หญิงก็เลือกที่จะเชื่อในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหล่านั้นมากกว่าข้อเท็จจริงอยู่ดี

ถ้ามีอาการคล้ายคนท้องหลาย ๆ อย่าง แปลว่าท้องจริง ๆ หรือเปล่านะ     

ถ้าคุณมีคำถามนี้ คงต้องบอกว่าเสียใจด้วย คุณไม่ได้ท้อง ถึงแม้ว่าคุณจะมีอาการใดอาการหนึ่งก็ตาม แล้วถ้าคุณไม่ได้ท้อง ทำไมคุณถึงรู้สึกอย่างนั้นล่ะ ?  อาการที่คุณกำลังเป็นอยู่เรียกว่า “อาการเริ่มต้น” ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายของหญิงที่คาดว่าจะตั้งครรภ์ โดยอยู่ในระยะที่กำลังสังเกตอาการและรอผลว่าท้องจริงหรือไม่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือที่เรียกกันว่า 2 week wait นั่นเอง อาการเหล่านี้ก็เช่นกัน ความรู้สึกเหนื่อยล้าและปวดหัวซึ่งมักจะเป็นอาการของคนท้อง แต่สาว ๆ ที่เป็นประจำเดือนก็รู้สึกแบบนี้ได้เหมือนกัน และเราไม่สามารถบอกได้ว่าเราปวดหัวเพราะมีประจำเดือนหรือเพราะท้อง 

ถ้าฉันไม่ได้ท้องแล้วทำไมฉันรู้สึกเหมือนกำลังท้อง

ฉันรู้สึกมีอาการเหมือนจะตั้งท้อง แต่ผลตรวจครรภ์กลับเป็นลบ และนี่เป็นคำถามที่เกี่ยวกับอาการที่พบบ่อยที่สุด เพราะคุณรู้สึกว่ากำลังตั้งครรภ์แต่ผลตรวจของคุณกลับเป็นลบ จริง ๆ แล้วเรื่องของการตรวจครรภ์นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น

  • คุณตรวจการตั้งครรภ์เร็วเกินไป
  • คุณมีฮอร์โมน hCG ในปัสสาวะไม่เพียงพอ
  • ชุดตรวจครรภ์ทำงานผิดพลาด
  • คุณไม่ได้ท้อง
  • คุณท้องแต่มีบางอย่างผิดพลาด

ทำไมประจำเดือนไม่มาแต่ผลตรวจครรภ์เป็นลบ

คุณอาจจะเคยได้ยินมาว่าการตรวจครรภ์นั้นมีความแม่นยำมากถึง 99% แต่อันที่จริงแล้วคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงแค่วิธีการโฆษณาสินค้าเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าการตรวจครรภ์จะมีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่ไม่มีใครบอกเกี่ยวกับชุดตรวจครรภ์

เมื่อมีอาการเหมือนคนตั้งครรภ์แต่มีประจำเดือน เป็นเพราะเราต่างคุ้นเคยกับความเชื่อที่ว่า หากประจำเดือนไม่มาแปลว่าเรากำลังตั้งครรภ์ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้วคุณอาจกำลังตั้งครรภ์อยู่ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณมีประจำเดือนอยู่ก็ตาม ซึ่งในข้อเท็จจริงนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนยังมีความหวังว่าจะท้องบ้าง (ถึงแม้มีประจำเดือนนั่นเอง)

คุณอาจมีประจำเดือนขณะตั้งครรภ์ได้ เนื่องจาก

  • ความแปรปรวนของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นตามปกติในช่วงมีประจำเดือน
  • เป็นไข้หรือป่วย
  • รู้สึกเหนื่อยหรือไม่สบายใจเพราะเหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์

สรุปได้ว่า ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นประจำเดือนหรือไม่เป็นประจำเดือนก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่

แต่ถ้าประจำเดือนคุณผิดแปลกไปจากเดิมมาก ๆ จนคุณชักสงสัยว่า คุณกำลังท้องอยู่หรือไม่ คุณก็สามารถใช้ชุดตรวจครรภ์หรือไปให้หมอตรวจได้ โดยให้คุณสังเกตความผิดปกติของประจำเดือนดังนี้

  • มีสีผิดปกติ
  • มามากกว่าที่เคย
  • ระยะเวลาน้อยกว่าปกติ

ซึ่งในส่วนของผู้หญิงที่กำลังเกิดความสงสัยว่าประจำเดือนไม่มาเพราะตัวเองท้อง ที่จริงแล้วการที่ประจำเดือนไม่มาอาจเป็นเพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์ก็ได้ เช่น ความเครียดใด ๆ ก็ตามที่ทำให้เจ็บป่วย ก็สามารถส่งผลต่อรอบเดือนที่ไม่ปกติได้นั่นเอง

แบบทดสอบการตั้งครรภ์ออนไลน์บอกว่าท้อง 

โดยทั่วไปแบบทดสอบการตั้งครรภ์แบบออนไลน์จะถามถึงลักษณะอาการต่าง ๆ ของคนท้อง ซึ่งในคำถามส่วนใหญ่จะถามว่าคุณมีอาการต่าง ๆ ที่คนท้องเป็นหรือไม่ และยิ่งคุณตอบว่า "ใช่" มาก ๆ ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมผลทดสอบที่ออกมาถึงบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ แต่จริง ๆ แล้ว แบบทดสอบออนไลน์ไม่สามารถบอกคุณได้หรอกว่าคุณท้องจริงไหม แค่ให้คุณทำนายแบบสนุก ๆ ไปแค่นั้นเอง เหมือนกับการที่เราเข้าไปอ่านเว็บทายใจในอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

ดังนั้น ถึงแบบทดสอบออนไลน์จะบอกว่าคุณท้อง แต่...

  • คุณยังมีประจำเดือน
  • ผลตรวจเป็นลบ
  • คุณไม่สามารถแม้แต่จะท้องได้ (เช่น อยู่ในวัยหมดประจำเดือน!)

ฉันมีอาการคล้ายคนท้องแต่มีเลือดออกจากช่องคลอด

แน่นอนว่าการที่มีเลือดออกจากช่องคลอดย่อมทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อยากมีลูกรู้สึกกังวล กลัวว่าลูกในท้องจะแท้งหรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องนี้เลย เพราะการที่เลือดออกจากช่องคลอดเป็นอาการของหญิงตั้งครรภ์ในช่วงแรกเริ่มและไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด โดยการที่เลือดออกจากช่องคลอดจะอยู่ในช่วง 7 ถึง 10 วันช่วงหลังตกไข่บางครั้งเรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก (ซึ่งเกิดจากการที่เอ็มบริโอเข้าไปฝังตัวในเยื่อบุมดลูกจริงหรือไม่นั้นยังเป็นข้อสงสัยอยู่) เลือดที่ออกอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ นอกจากการตั้งครรภ์ก็ได้เช่นกัน 

ถ้าไม่มีอาการคนท้องแปลว่าฉันไม่ได้ท้องหรือเปล่า

นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคุณเลยก็ว่าได้ ถึงแม้คุณจะไม่มีอาการของคนท้องเลย แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่ได้ตั้งครรภ์ ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงที่โชคดีบางคนไม่มีอาการแพ้ท้องหรือรู้สึกไม่สบายแต่อย่างใดในช่วงแรกของการตั้งครรภ์เลยมีเดียว

ฉันรู้แล้วว่าตัวเองตั้งท้อง แต่อาการแพ้ท้องกลับหายไป จะเป็นอะไรไหม

อาการแพ้ท้องอาจเป็น ๆ หาย ๆ วันต่อวันเลยก็ได้ และมันก็แปรปรวนชั่วโมงต่อชั่วโมงด้วย คุณอาจรู้สึกเหนื่อยและคลื่นไส้ในตอนเช้า แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกดีมาก ๆ ในช่วงบ่ายก็เป็นไปได้ ซึ่งถ้าคุณเริ่มชินกับอาการเหล่านี้ คุณก็จะจัดการกับมันได้ และในช่วงท้ายของสามเดือนแรก อาการไม่สบายตัวจะเริ่มจางและหายไปในที่สุด เช่น อาการแพ้ท้องมักจะหายไปในช่วงสัปดาห์ที่ 12

แต่ถ้าหากคุณมีประวัติการแท้งลูกและอาการตั้งท้องของคุณที่จะหายไปทันทีทันใด คุณอาจให้หมอตรวจให้คุณก็ได้ จะได้มั่นใจว่าลูกในท้องของคุณไม่เป็นอะไรจริง ๆ ถ้าอาการที่บ่งบอกว่าคุณท้องหายไปแล้วและคุณมีเลือดออกจากช่องคลอดหรือปวดบิด ๆ (เหมือนเป็นตะคริว) คุณควรติดต่อแพทย์โดยด่วน

รีวิวที่ตรวจครรภ์จากประสบการณ์ตรง

“การตั้งครรภ์” เป็นจุดเริ่มต้นของหลากหลายความรู้สึก บางคนอาจจะยังไม่พร้อมในตอนนี้ แต่สำหรับบางคนอาจจะกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ แต่ทั้งสองเหตุผลก็นำมาซึ่งการใช้ของสิ่งเดียวกันที่เรียกว่า “ที่ตรวจครรภ์” ถึงอย่างนั้นที่ตรวจครรภ์ก็ไม่ใช่ของที่ใช้กันอยู่ประจำ จึงมักทำให้มือใหม่ต้องงงกันพอสมควร รีวิวนี้จะพามาทำความรู้จักที่ตรวจครรภ์กันสักนิดก่อนเดินเข้าร้านขายยา จะได้เลือกใช้ที่ตรวจครรภ์ในแบบที่คุณถนัดที่สุด

สำหรับเราเป็นการใช้ที่ตรวจครรภ์เพราะกำลังอยากจะมีน้องค่ะ ซื้อมาหลายอันเลยทีเดียวจะได้คอยเช็คเป็นระยะว่าเมื่อไรน้องจะมาสักที ชุดตรวจครรภ์ที่มีขายในท้องตลาดนั้นมีหลายแบบ เช่น แบบปัสสาวะผ่าน แบบแถบจุ่ม และแบบตลับหรือแบบหยด ส่วนเราเลือกใช้แบบปัสสาวะผ่าน หรือร้านขายยาอาจจะเรียกว่าแบบปากกา เพราะอันนี้ใช้ง่ายที่สุดแล้ว ไม่เปื้อนมือไม่เลอะเทอะ และด้วยรูปทรงที่เป็นกระเปาะพลาสติกยังเก็บไว้ดูได้ด้วย

เราเลือกใช้ที่ตรวจครรภ์ยี่ห้อ Klick as ซื้อมาแบบแพ็ก 3 กล่อง 395 บาท แต่สำหรับใครอยากซื้อแยกราคาน่าจะอยู่ราว ๆ 150 บาทค่ะ จากที่อ่านรีวิวมาก่อนหน้านี้หลายคนก็พูดถึงว่าเป็นยี่ห้อที่อ่านผลง่าย ขีดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าหายี่ห้อ Klick as ไม่ได้ ยี่ห้ออื่นก็ไม่เป็นไรนะคะ ใช้ได้เช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วชอบที่ตรวจแบบปัสสาวะผ่าน เพราะเป็นชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่ใช้งานง่ายกว่าแบบจุ่มและแบบหยด ลดขั้นตอนยุ่งยากแถมยังมีความไวสูงด้วย

สำหรับความชัวร์ของที่ตรวจครรภ์ จากคำโฆษณาเขาบอกว่าอ่านผลง่ายและให้ผลที่แม่นยำกว่า 99% เลยทีเดียว เป็นการวัดระดับฮอร์โมน HCG ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนที่มีในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ แต่หากไม่มีการตั้งครรภ์ก็จะไม่พบฮอร์โมนชนิดนี้ โดยช่วงการวัดที่ดีที่สุดคือ 2-3 วันก่อนวันที่คิดว่ารอบเดือนจะมา แต่เพื่อความมั่นใจควรตรวจซ้ำอีกครั้งใน 2-3 วันถัดไป เพราะบางคนอาจเคยเจอขีดที่ 2 จาง ๆ ซึ่งทำให้ไม่มั่นใจว่าท้องจริงหรือไม่ นั่นอาจเป็นเพราะระดับฮอร์โมน HCG เองมีความเข้มข้นแตกต่างกัน ในวันแรก ๆ ฮอร์โมน HCG จะยังจางอยู่แต่จะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในวันถัดไป ซึ่งถ้าหากท้องจริงจะทำให้ขีดที่ 2 ชัดเจนขึ้น แต่ถ้าหากไม่ท้องผลที่ได้ก็จะยังเป็น 1 ขีดเหมือนเดิม

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจครรภ์นั้น เราจะตรวจด้วยน้ำปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า เพราะเป็นช่วงที่ปัสสาวะมีความเข้มที่สุด แต่ไม่ว่าคุณผู้หญิงจะซื้อที่ตรวจครรภ์แบบใดมาก็ตาม ควรอ่านวิธีใช้อย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

วิธีใช้ที่ตรวจการตั้งครรภ์ Klick as นั้นก็ไม่ยากเลย รอบแรกเราตรวจ 2-3 วันก่อนที่คาดว่าประจำเดือนจะมา หลังจากตื่นนอนเข้าห้องน้ำเปิดฝาครอบออกถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่งโดยให้ช่องดูดซับน้ำปัสสาวะชี้ลง จากนั้นปัสสาวะผ่านบริเวณช่องดูดซับน้ำพอให้ชุ่มประมาณ 5 วินาทีก็ดึงออกแล้ววางไว้ในแนวราบ เพื่อความแน่ใจเราทิ้งไว้ 5 นาที กลับมาดูเห็นเป็น 2 ขีดแต่ขีดที่ 2 จะจาง ๆ หน่อย ความหวังของเจ้าตัวเล็กเริ่มมาแต่ก็เก็บความดีใจไว้ก่อน แล้วมาตรวจใหม่อีกทีวันนี้ ผลที่ได้ดีใจมาก ขีดที่ 2 ขึ้นอย่างชัดเจนมากเลยค่ะ บอกข่าวดีให้สามีทราบแล้ว และพรุ่งนี้จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจอีกรอบ และหากท้องจริงจะได้ฝากครรภ์ต่อเลยค่ะ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับที่ตรวจครรภ์ประเภทต่าง ๆ พร้อมวิธีการใช้

สำหรับการตั้งครรภ์ไม่ใช้เรื่องไกลตัวผู้หญิงแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ตาม สำหรับผู้หญิงหลาย ๆ คนที่อาจจะยังไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือเปล่า จึงจำเป็นที่จะต้องหาวิธีตรวจสอบซึ่งทำได้ด้วยตัวเอง เช่น ชุดตรวจตั้งครรภ์ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายมากในร้านขายยาทั่วไป การใช้ที่ตรวจครรภ์ให้ผลที่แม่นยำได้เกิน 90% สำหรับใครที่ยังไม่เคยใช้มาก่อน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับที่ตรวจครรภ์อย่างละเอียด

ที่ตรวจครรภ์วัดการตั้งครรภ์ได้อย่างไร

สำหรับคุณผู้หญิงที่สงสัยว่าตนเองกำลังจะท้อง สามารถสังเกตอาการของตัวเองได้เบื้องต้นโดยที่ยังไม่ต้องไปพบแพทย์ อันดับแรกต้องสังเกตตัวเองว่าประจำเดือนมาปกติหรือไม่ และหากพบว่าประจำเดือนไม่มาตามปกติ สิ่งต่อไปที่ผู้หญิงมักจะทำก็คือ “การซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ”

เจ้าที่ตรวจครรภ์นี้เป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่สามารถวัดได้ด้วยตัวเอง หากจะพูดให้เข้าใจกันง่าย ๆ ก็คือการตรวจปัสสาวะ แต่สำหรับทางการแพทย์แล้วเรียกว่าการทดสอบหาฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากรก นั่นแปลว่า กำลังตั้งครรภ์นั่นเอง

วิธีการอ่านผลของที่ตรวจครรภ์

การใช้ที่ตรวจครรภ์เป็นการวัดขีดซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการหยดฉี่หรือปัสสาวะในที่ตรวจครรภ์ แนะนำให้อ่านค่าหลังจากที่ทิ้งไว้ 5 นาที จะเป็นค่าที่แม่นยำที่สุด ขีดในแถบวัดจะมีขีด 2 ขีด ขีดแรกคือ C (Control Line) และอีกขีดคือ T (Test Line) ผลที่เกิดขึ้นจะมี 3 ประเภท

  • อย่างแรกคือมีขีดขึ้น 1 ขีดที่ C นั่นหมายถึงน่าจะไม่ท้อง
  • แต่หากเริ่มมีการตั้งครรภ์ ขีดจะขึ้น 2 ขีดทั้ง C และ T แถบคู่กัน นั่นแปลว่ากำลังท้อง
  • แต่ก็เป็นไปได้ที่จะขึ้นขีดเดียวที่ T นั่นแปลว่า อ่านค่าไม่ได้หรือชุดทดสอบเสีย ควรซื้อชุดใหม่มาทดสอบ

ในกรณีที่พบขีดที่ 2 นั้นบางครั้งอาจจะไม่ชัดเนื่องจากเพิ่งพบฮอร์โมน HCG ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน ฉะนั้นหากต้องการความแม่นยำที่สุดควรตรวจในช่วงที่ขาดประจำเดือนไปแล้ว 10-14 วัน ซึ่งผลที่ได้จะชัดเจนกว่า 90% เลยทีเดียว

ประเภทของที่ตรวจครรภ์ ราคา และวิธีใช้
แบบปัสสาวะผ่าน

เป็นที่ตรวจครรภ์ประเภทที่มีราคาค่อนข้างสูงที่สุด (ราคาประมาณ 150-200 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ) เป็นแบบที่ใช้ง่าย ไม่ต้องเก็บปัสสาวะใส่ถ้วย จึงค่อนข้างสะดวกและได้ผลค่อนข้างแม่นยำ

  • ถอดฝาครอบออกพร้อมกับถือแท่งทดสอบโดยให้หัวลูกศรชี้ลง
  • ปัสสาวะผ่านบริเวณที่ดูดซับน้ำปัสสาวะให้ชุ่มประมาณ 5 วินาที
  • ถือหรือวางแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ไว้ในแนวราบประมาณ 30 วินาทีเป็นต้นไป (หรืออ่านผลเมื่อทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อความมั่นใจ)
แบบตลับหรือแบบหยด

ในชุดจะมีถ้วยตวงปัสสาวะและหลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะ (ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 100-150 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ) ข้อดีของที่ตรวจครรภ์แบบหยดคือสามารถควบคุมปริมาณปัสสาวะได้ คือใช้เพียง 3-4 หยด ช่วยลดโอกาสแผ่นทดสอบเสียจากการดูดซับน้ำปัสสาวะได้

  • ให้เก็บน้ำปัสสาวะลงในถ้วยตวง
  • นำหลอดหยดดูดน้ำปัสสาวะเข้าไปในปริมาณพอเหมาะ
  • หยดน้ำปัสสาวะลงบนตลับทดสอบประมาณ 3-4 หยด (อย่าหยดมากกว่านี้)
  • วางชุดทดสอบทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วจึงอ่านผลการทดสอบ
แบบแถบจุ่ม

ประกอบไปด้วยแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ (ราคาเฉลี่ย 90-150 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ) บางยี่ห้อมีถ้วยตวงปัสสาวะ แต่บางยี่ห้อไม่มี ข้อดีคือราคาถูกที่สุดใน 3 แบบ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะสูงเกินกว่าขีดที่กำหนดเพราะอาจทำให้แผ่นทดสอบเสื่อมสภาพ

  • เก็บน้ำปัสสาวะลงในถ้วยตวง ถ้าหากบางยี่ห้อไม่มี ให้หาภาชนะเล็ก ๆ ที่สะอาดสำหรับรองปัสสาวะ และให้ใช้แล้วทิ้ง
  • นำแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ด้านที่มีลูกศรชี้ลง จุ่มลงไปในน้ำปัสสาวะ 3 วินาที ระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะเลยขีดที่กำหนด
  • นำแผ่นทดสอบออกจากน้ำปัสสาวะ และถือหรือวางไว้ในแนวนอน
  • อ่านผลการตั้งครรภ์ได้ภายใน 1-5 นาที
คำแนะนำในการทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง
  • การตรวจปัสสาวะ ควรใช้ปัสสาวะหลังจากตื่นนอนตอนเช้า เพราะเป็นปัสสาวะใหม่จะให้ผลดีที่สุด
  • ควรใช้ที่ตรวจครรภ์หลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน เป็นการวัดผลจากหลากหลายทางเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนจากที่ตรวจครรภ์วิธีใดวิธีหนึ่ง
  • ที่ตรวจครรภ์แต่ละประเภทมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน ควรอ่านคำแนะนำอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ควรทำซ้ำอีก 2-3 วันถัดมา เนื่องจากการตรวจครั้งแรกระดับฮอร์โมน HCG ในหญิงตั้งครรภ์ยังต่ำ อาจมีการตั้งครรภ์แล้วแต่ตรวจไม่พบ แต่จะชัดเจนขึ้นในอีก 2-3 วันถัดมา

และนี่ก็เป็นข้อแนะนำสำหรับการตรวจครรภ์เบื้องต้นที่คุณผู้หญิงสามารถทำได้เอง อย่างไรก็ตามหากยังไม่มั่นใจควรไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพราะหากพบว่ามีการตั้งครรภ์แล้วจะได้ฝากครรภ์ในลำดับต่อไป เพื่อติดตามการดูแลครรภ์ได้ทันท่วงที โดยในระหว่างนี้ถึงแม้จะยังไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการรับประทานยา เพราะยาปฏิชีวนะบางชนิดมีผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์มาก จึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษจนกว่าจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากแพทย์

ท้องจริงไหม ทำไมตรวจไม่เจอ ? สาเหตุที่ตั้งครรภ์แต่ตรวจไม่พบเกิดจากอะไรได้บ้าง ?

สาว ๆ ที่กำลังลุ้นจะเป็นคุณแม่มือใหม่ เมื่อพบว่าประจำเดือนขาดไปหลายวันอาจรีบวิ่งเข้าร้านขายยาไปหาซื้อชุดตรวจครรภ์มาทดสอบ แต่ผลตรวจออกมากลับบอกว่าเราไม่ท้องซะนี่ มีโอกาสมากแค่ไหนนะที่เราจะท้องแต่ชุดทดสอบดันตรวจไม่เจอ ?

สาเหตุที่ตั้งครรภ์แต่ตรวจไม่พบมีอะไรบ้าง?

1. อายุครรภ์ไม่มากพอ

ชุดทดสอบจะตรวจพบการตั้งครรภ์ได้เมื่อมีอายุครรภ์เกินกว่า 1-2 สัปดาห์ ดังนั้น หากอายุครรภ์ยังไม่ครบสัปดาห์ โอกาสที่จะตรวจไม่เจอนั้นสูงมาก ทางที่ดีควรตรวจซ้ำในสัปดาห์ถัดไปจึงจะให้ผลที่แน่นอนได้

2. ปัสสาวะเจือจางเกินไป

ปัสสาวะที่เหมาะสมสำหรับการทดสอบควรมีความเข้มข้นมากพอ เช่น เป็นปัสสาวะที่เก็บตอนเช้าหลังตื่นนอน หากเก็บปัสสาวะหลังจากดื่มน้ำมาก ๆ ปัสสาวะที่ได้จะเจือจาง ยิ่งถ้าอายุครรภ์ยังไม่มากด้วยแล้ว ก็มีโอกาสตรวจไม่เจอได้เหมือนกัน

3. ปัสสาวะเก็บไว้นานเกินไป

ตามจริงแล้ว ปัสสาวะที่เอามาตรวจควรเป็นปัสสาวะที่เก็บใหม่ ๆ แต่หากมีเหตุที่ทำให้ต้องเก็บค้างไว้นานแล้วค่อยเอามาตรวจทีหลัง โอกาสที่ผลตรวจจะผิดพลาดก็มีมากขึ้น เนื่องจากฮอร์โมน HCG ที่ต้องการตรวจอาจเสื่อมสภาพหรือมีสารรบกวนเจือปนมาในปัสสาวะได้

4. ชุดทดสอบเสื่อมคุณภาพ

หลาย ๆ ครั้ง ชุดทดสอบที่เสื่อมคุณภาพก็ทำให้ผลตรวจผิดพลาดได้ ดังนั้นให้ตรวจสอบก่อนว่าชุดทดสอบนั้นหมดอายุหรือไม่ ที่ซองมีรอยฉีกขาด หรือเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นหรือเปล่า ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ในการตรวจทุกครั้ง จะต้องปรากฏขีดที่แถบ C เสมอ หากตรวจแล้วพบว่ามีขีดขึ้นขีดเดียวที่แถบ T นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ท้อง แต่เป็นเพราะชุดทดสอบนั้นเสื่อมคุณภาพแล้วต่างหาก

5. ไม่ปฏิบัติตามคู่มือของชุดทดสอบ

ชุดทดสอบแต่ละแบบ แต่ละยี่ห้อ จะมีวิธีการใช้ระบุไว้ ซึ่งเราต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เช่น ชุดทดสอบแบบจุ่ม ต้องจุ่มไม่ให้เกินขีดที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะอ่านผลไม่ได้ ส่วนชุดทดสอบแบบหยด ต้องหยดปัสสาวะ 3-5 หยด ตามที่กำหนดไว้ หากหยดน้อยเกินไปก็อาจทำให้ตรวจไม่พบ นี่รวมถึงเวลาในการอ่านผลด้วย บางชุดทดสอบจะกำหนดให้อ่านผลภายใน 5-10 นาที หลังหยดหรือจุ่มปัสสาวะ หากเราอ่านผลเร็วหรือช้าเกินไปก็อาจได้ผลที่ไม่ถูกต้องได้

ข้อแนะนำอีกข้อหนึ่งในการตรวจครรภ์ด้วยตนเอง คือควรตรวจด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์มากกว่า 1 ยี่ห้อในแต่ละครั้ง เพื่อเปรียบเทียบผลที่ได้ว่าต่างกันหรือไม่ และหากตรวจพบว่าไม่ท้อง ก็ควรตรวจซ้ำอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไปเพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด

อาการของการตั้งครรภ์หลังจากการมีเพศสัมพันธ์

คำถาม: ฉันจะตั้งครรภ์หรือไม่ถ้าฉันมีอาการของการตั้งครรภ์ภายหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ไม่นาน

คำตอบ: อาการอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์นอกจากการขาดประจำเดือนมักเริ่มเกิดเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 หรือ 6 ของการตั้งครรภ์ หรือประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากการขาดประจำเดือนรอบล่าสุด หรือ 6 สัปดาห์หลังจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย บางครั้งคุณอาจจะได้ยินบางคนที่มีอาการเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการขาดประจำเดือน

มันง่ายกว่าที่จะมองย้อนกลับไปถึงช่วงก่อนที่จะขาดประจำเดือนและบอกว่าไม่มีอาการของการแพ้ท้องเลย จนเมื่อตอนนี้ได้รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์และรู้สึกถึงสิ่งที่ควรรู้สึกซึ่งไม่เหมือนแต่ก่อน ทำให้รู้ว่าอาการตอนนั้นเป็นอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นกับร่างกายตามรอบเดือน

อาการคลื่นไส้หลังจากมีเพศสัมพันธ์เป็นหนึ่งในคำถามที่เคยถูกถามบ่อยตลอดการทำงาน ความจริงก็คืออาการคลื่นไส้นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นแต่อย่างใด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ตั้งครรภ์ก่อนหน้านี้และเพิ่งเริ่มมีอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ แค่ว่าก่อนหน้านี้ร่างกายยังไม่แสดงอาการ ผู้หญิงส่วนมากมักจะไม่มีอาการจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 5 หรือ 6 ของการตั้งครรภ์

ทำไมคุณถึงรู้สึกเหมือนว่าตั้งครรภ์

คุณมักจะต้องรอให้เข้าสู่ช่วงเวลารอ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างการตกไข่และการมีประจำเดือนรอบถัดไป ก่อนที่จะมีอาการทางกาย อาการเหล่านี้ประกอบด้วย

  • รู้สึกท้องอืด
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
  • ปวดหัวมากขึ้น
  • มีการเปลี่ยนแปลงความอยากอาหาร
  • มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม
  • รู้สึกหนัก ๆ ในช่องท้อง

ถึงแม้ว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของการตั้งครรภ์ แต่ก็อาจจะอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างรอบเดือนเช่นกัน หรือเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต เหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ เช่น ความเจ็บป่วย ความเครียด หรือแม้แต่เรื่องง่าย ๆ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอหรือออกกำลังกายมากเกินไป

ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการของกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนซึ่งอาจคิดว่าเป็นอาการของการตั้งครรภ์ เพราะอาจจะไม่เคยมีอาการเหล่านี้มาก่อนในแต่ละรอบเดือน เมื่อคุณมีอาการใด ๆ ก็ตามที่ผิดปกติไปจากการมีรอบเดือนโดยทั่วไปก็อาจทำให้เกิดความสับสนกับอาการของการตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในช่วงกำลังพยายามมีบุตร

มีคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยมีอาการปวดหัวระหว่างรอบเดือนมาก่อน ดังนั้นพอฉันเริ่มมีอาการปวดหัวหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ก่อนที่จะมีประจำเดือน ฉันเลยคิดว่าฉันอาจจะตั้งครรภ์ แน่นอนว่าฉันแปลกใจมากที่ผลการทดสอบการตั้งครรภ์ออกมาเป็นลบ 2 ครั้งก่อนที่ประจำเดือนของฉันจะมาตามปกติ”

ดังนั้นการมีอาการ 1 หรือ 2 หลังจากมีเพศสัมพันธ์มักไม่ใช่อาการของการตั้งครรภ์ การทดสอบการตั้งครรภ์ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกได้ว่าคุณตั้งครรภ์หรือไม่ ถึงแม้ว่าคุณจะต้องรอจนกว่าจะถึงกำหนดการมีประจำเดือนรอบหน้าเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ คุณอาจใช้การตรวจครรภ์ที่บ้านหรือตรวจกับแพทย์ ผดุงครรภ์ หรือสถานที่ดูแลสุขภาพก็ได้ 

อาการที่อาจแสดงว่ามีการตั้งครรภ์ก่อนการมีรอบเดือน

นอกจากการตรวจการตั้งครรภ์ที่แม่นยำแล้ว อาการที่คุณอาจใช้เพื่อระบุว่าคุณตั้งครรภ์ก่อนที่จะทดสอบการตั้งครรภ์ก็คือระดับอุณหภูมิกายปกติ (Basal Body Temperatures – BBT) ค่านี้สามารถใช้ได้หากคุณเคยมีการวัดมาก่อนวันที่จะตกไข่ ยิ่งคุณมีข้อมูลของค่านี้มากขึ้นเท่าไร คุณก็จะสามารถบอกรูปแบบของค่านี้ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น หากพบว่าอุณหภูมิของคุณอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง คุณอาจจะคิดว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ได้จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์

ไม่ได้พยายามที่จะตั้งครรภ์ ?

หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงที่จะตั้งครรภ์ ควรมองหาวิธีการคุมกำเนิด เช่น การใช้ถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด การใช้โฟม การฉีดยาคุมกำเนิด หรือวิธีการคุมกำเนิดอีกหลายรูปแบบ ควรสอบถามแพทย์ ผดุงครรภ์ หรือศูนย์สุขภาพในพื้นที่ของคุณเพื่อให้ได้วิธีการคุมกำเนิดที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

10 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณกำลังจะมีน้อง !

บางครั้งการจะทราบว่าคุณกำลังตั้งครรภ์หรือไม่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับหลาย ๆ คนก็มีวิธีสังเกตที่หลากหลาย ซึ่งหลาย ๆ อาการก็แสดงออกมาคล้ายกับว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ เช่น ประจำเดือนไม่มา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาการที่เกิดกับหญิงสาวเหล่านี้เป็นได้ทั้งกับการตั้งครรภ์หรือการมีประจำเดือน ฉะนั้น เรามาลองดูอาการแล้วเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่า สรุปแล้ว เราตั้งครรภ์หรือว่าประจำเดือนมากันแน่

1. หน้าอกคัดและรู้สึกเจ็บ: ความเจ็บปวด อาการกดเจ็บที่หน้าอก มักพบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ขนาดของมันนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องสังเกต คนที่ตั้งครรภ์ หัวนมจะไวต่อความรู้สึกมากกว่า (บางรายก็เจ็บไปทั้งเต้า ซึ่งแตกต่างจากการเป็นประจำเดือน) อาการจะชัดมาก ๆ ในช่วง 5-6 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

2. ปัสสาวะบ่อย: คุณเข้าห้องน้ำบ่อยหรือเปล่า ? เพราะการปัสสาวะบ่อยกว่าปกตินั้นถือเป็นอีกหนึ่งอาการของคนตั้งครรภ์นั่นเอง

3. เหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย: ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความอ่อนเพลีย เป็นอาการเบื้องต้นของคนท้อง ในผู้หญิงบางราย หากรู้สึกง่วง เขาจะหาเวลางีบหลับ แต่ในบางครั้ง หากทำเช่นนั้นบ่อย ๆ เข้าอาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับตามมาก็เป็นได้ แต่ถึงกระนั้น การงีบหลับระหว่างวันจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าลงได้

4. สิว: การเกิดสิวเป็นอาการของคนท้องจริงหรือ ? หรือคุณเจ็บสิวในแบบเดียวกับที่เคยเป็นสมัยวัยรุ่น ? สภาพผิวของร่างกายก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะมีน้อง ดังนั้น คุณควรระมัดระวังการใช้ยาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาลดสิว เช่น ยารักษาสิวแอคคิวเทน และยาอื่น ๆ ที่มีวิตามินเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากยาเหล่านี้อาจทำให้ลูกน้อยมีโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดได้

5. หิวกระหายอาหารบางอย่างมาก ๆ: ไม่ว่าจะเป็นของเปรี้ยว ของดอง หรือไอศกรีม หรือจะเป็นอาหารแปลก ๆ คุณคงจะเคยได้ยินบ่อย ๆ ยามที่คนท้องใกล้ตัวมักถามถึง ความจริงแล้วภาวะดังกล่าวนี้มีทั้งคนที่อยากอาหารและไม่อยากอาหาร ซึ่งส่วนมากแล้วเกิดจาก “กลิ่น” ของอาหาร ผู้หญิงบางคนไม่คิดว่าการเลี่ยงไม่รับประทานอาหารบางอย่างเป็นสัญญาณเตือนว่าตนกำลังท้อง เพราะพวกเขาอาจเข้าใจไปว่า พวกเขาแค่ต้องการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายสุขภาพก็เท่านั้นเอง แต่หารู้ไม่ว่า นั่นก็อาจเป็นหนึ่งในอาการของการตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน

6. คลื่นไส้และแพ้ท้อง: คุณรู้สึกคลื่นไส้ใช่หรือไม่ ? บางครั้งอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในยามเช้าตรู่ หรือไม่ก็ระหว่างวัน ซึ่งนี่อาจเป็นอาการของคนท้อง รวมถึงอาการเหล่านี้ก็เป็นอาการที่บ่งบอกว่าตัวคุณกำลังป่วย และหากคุณรู้สึกคลื่นไส้หรืออยากอาเจียนเป็นเวลาหลายวัน อาการเหล่านี้จะไม่หายไปง่าย ๆ

7. อาการปวดท้องเฉพาะที่: บางคนคิดว่าการปวดท้องเฉพาะที่นั้นไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนของการตั้งครรภ์ เพราะส่วนมากแล้ว อาการปวดท้องเฉพาะที่ก็นับเป็นอาการของคนมีประจำเดือน เช่น การขยายหรือบีบตัวของมดลูก อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการปวดท้องเฉพาะที่อย่างรุนแรง คุณควรพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเลือดไหลมากผิดปกติจากการปวดท้อง

8. ท้องป่อง: เมื่อผู้หญิงทั้งหลายเห็นท้องที่นูนชัดขึ้น นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอตั้งท้องเสมอไป แม้ว่าอาจจะใช่ในบางกรณี แต่บางครั้ง การท้องอืดจากการรับประทานอาหารมากเกินไปก็ทำให้ท้องป่องได้เช่นกัน (อย่างไรก็ดี อาจจะป่องจากการมีเด็กอยู่ในมดลูกของคุณผู้หญิงด้วยก็เป็นได้)

9. นอกเหนือจากรอบเดือน: รอบเดือนของคุณมาตามปกติหรือหยุดหายไป ? หรือคุณอาจรู้สึกว่ารอบเดือนมาน้อยกว่าปกติ รอบเดือนที่มาไม่ปกติเหมือนเช่นเคยก็เป็นอีกสัญญาณที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์เช่นกัน ขอให้คุณผู้หญิงทั้งหลายจดบันทึกรอบเดือน ทั้งวันมาและวันหมดเอาไว้ให้ดี เพราะหากคุณกำหนดวันผิดสำหรับการนับวันตกไข่หรืออะไรก็แล้วแต่ ระยะครรภ์อาจไม่ถูกต้องและสับสนได้

10. รอบเดือนไม่มา: หากรอบเดือนของคุณมาล่าช้าหรือขาดหายไป สองสิ่งนี้เป็นอาการที่ชัดและทั่วไปที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ เป็นอาการที่หญิงสาวทั้งหลายใช้เพื่อจับตาดูว่าตนท้องหรือไม่ และเมื่อรอบเดือนของคุณมาช้าไปกว่าปกติ 1-2 วัน ก็ให้ตั้งข้อสงสัยไว้เลยว่า คุณอาจจะกำลังมีน้อง แต่ก็อย่าลืมคิดด้วยล่ะว่ารอบเดือนที่มาไม่ปกติ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมีสาเหตุจากความเครียดของคุณเองก็เป็นได้

หากคุณผู้หญิงกำลังอยู่ในช่วงอยากมีน้อง และกำลังตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อแล้วล่ะก็ อย่าลืมเริ่มจากการจดบันทึกรอบเดือนของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำอารมณ์ให้แจ่มใสสดชื่น ทำการบ้านกับคนรักของคุณตามวันเวลาที่แพทย์แนะนำ (หรือไม่ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ) จากนั้นลองสังเกตสภาวะและสัญญาณจากร่างกายของคุณดูจาก 10 ข้อข้างต้น และท้ายสุด อย่าลืมทำใจโล่ง ๆ ควบคู่ไปกับการดูแลตนเอง แล้วมารอลุ้นต้อนรับลูกน้อยของคุณได้เลย ขอให้โชคดีนะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย




ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี