การตั้งครรภ์

ท้องหรือไม่ ?

ตอบทุกคำถามที่คุณสงสัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 6, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 860,844 คน

ท้องหรือไม่ ?

เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ แต่กลับไม่มีอาการใดๆ ที่ทำให้คุณแน่ใจได้เลย เช่น ผลตรวจครรภ์ของคุณเป็นลบ มีประจำเดือน หรืออยู่ๆ อาการที่บ่งชี้ว่าคุณท้องกลับหายไป แล้วสรุปว่าคุณท้องหรือไม่ท้องกันแน่ล่ะทีนี้

การมีลูกนั้นคือความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน ไม่แปลกที่คุณจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีลูก และเมื่อคุณเอาแต่จดจ่อไปกับการตั้งครรภ์ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะอ่อนไหวต่ออาการอะไรก็ตามที่ส่งสัญญาณเหมือนว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งคุณไม่ได้มีอาการแบบนี้คนเดียว เพราะผู้หญิงที่อยากเป็นแม่คนส่วนใหญ่มักจะคิดเข้าข้างตัวเองไปก่อนแล้ว แต่ในความเป็นจริง คุณอาจจะไม่ท้องก็ได้ 

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

ซึ่งลักษณะอาการที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น ทางการแพทย์เรียกว่า อาการหมกมุ่นกับการตั้งครรภ์ (Pregnancy-Symptom Obsession) ดังนั้น คุณไม่สามารถสรุปเองได้ว่าคุณท้องหรือไม่จากเพียงความรู้สึกของคุณเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีเครื่องมือในการตรวจวัดที่น่าเชื่อถือ และสิ่งนั้นก็จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ 

อาการอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์

การจะทราบว่าคุณกำลังตั้งครรภ์หรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟันธงด้วยอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายๆ อาการก็แสดงออกมาคล้ายกับว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ก็สามารถเกิดได้ในช่วงก่อนมีรอบเดือนเหมือนกัน  ซึ่งอาการเหล่านี้ ได้แก่

  1.  หน้าอกคัดตึงและเจ็บ:  ในหญิงตั้งครรภ์ขนาดของเต้านมจะขยายมากขึ้นเรื่อยๆ หัวนมและลานนมโตขึ้น สีคล้ำขึ้น อาจเห็นตุ่มเล็กๆ ขึ้นบริเวณลานนมร่วมด้วย ซึ่งอาการจะชัดมากในช่วง 5-6 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์
  2.  ปัสสาวะบ่อย:  เพราะขนาดของมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้จุปริมาณปัสสาวะได้น้อยลง
  3.  เหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย:  ความเครียด ความเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลีย เป็นอาการเบื้องต้นของคนท้อง ในผู้หญิงบางราย
  4.  สิว:  ดูเป็นอาการที่ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าคุณกำลังท้อง หากคุณกำลังตั้งท้องจริงๆ สีผิวมักคล้ำขึ้น เพราะจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน สังเกตได้บริเวณรอบสะดือ ข้อพับต่างๆ อาจเกิดฝ้าที่หน้าด้วยในบางคน และที่สำคัญต้องควรระมัดระวังการใช้ยาด้วย โดยเฉพาะอย่ารักษาลดสิวบางชนิด เช่น ยารักษาสิวแอคคิวเทน และยาอื่น ๆ ที่มีวิตามินเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากยาเหล่านี้อาจทำให้ลูกน้อยมีโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดได้
  5.  หิวกระหายอาหารบางอย่าง: ไม่ว่าจะเป็นของเปรี้ยว ของดอง หรือไอศกรีม หรือจะเป็นอาหารแปลกๆ คุณคงจะเคยได้ยินบ่อย ๆ ยามที่คนท้องใกล้ตัวมักถามถึง
  6.  คลื่นไส้และแพ้ท้อง: เป็นอาการที่เกิดขึ้นในคนท้อง มักเกิดตอนท้องว่างในช่วงเช้า และอาการมักเกิดได้ทุกช่วงเวลา
  7.  อาการปวดท้องเฉพาะที่:  อาการปวดท้องเฉพาะที่ก็นับเป็นอาการหนึ่งของคนมีประจำเดือน เช่น การขยายหรือบีบตัวของมดลูก อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการปวดท้องเฉพาะที่ อย่างรุนแรง คุณควรพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเลือดไหลมากผิดปกติจากการปวดท้อง
  8.  ท้องป่อง:  เมื่อผู้หญิงทั้งหลายเห็นท้องที่นูนชัดขึ้น อาจเข้าใจผิดคิดว่าตนเองตั้งครรภ์ในระยะแรก ซึ่งมันไม่ได้หมายความแบนั้นเสมอไป แม้ว่าอาจจะใช่ในบางกรณี แต่อาจเกิดจากท้องอืดก็ได้เช่นกัน
  9.  มีเลือดออกไม่ตรงกับรอบเดือน:  ประจำเดือนมาน้อยกว่าปกติ หรือมาไม่ตรงรอบ ไม่ใช่สีแดงสด ซึ่งรอบเดือนลักษณะนี้ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน ทางที่ดีคุณผู้หญิงทั้งหลายควรจดบันทึกรอบเดือนเป็นประจำ เพราะจะช่วยในการคาดคะเนโอกาสในการตั้งครรภ์ได้
  10. รอบเดือนขาด:  รอบเดือนขาดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ ซึ่งวิธีดูแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่ประเดือนมาสม่ำเสมอ แต่ในบางครั้งรอบเดือนอาจแค่มาช้าก็ได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีใช้ชุดตรวจครรภ์ตรวจเพื่อยืนยันผลจะดีกว่า
  11. อุณหภูมิกายอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง: การวัดอุณหภูมิกายแบบนี้ก็สามารถใช้ได้กับช่วงไข่ตกเช่นกัน 

ถ้ามีอาการหลายๆ อย่างคล้ายคนท้อง แปลว่าท้องจริงๆ หรือไม่

ต้องขอบอกก่อนเลยว่า อย่าเพิ่งคิดไปไกล เพราะอาการที่คุณกำลังเป็นอยู่นั้น เรียกว่า “อาการเริ่มต้น” ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายของหญิงที่คาดว่าจะตั้งครรภ์ โดยอยู่ในระยะที่กำลังสังเกตอาการและรอผลว่าท้องจริงหรือไม่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือที่เรียกกันว่า "2 week wait" นั่นเอง เช่น ความรู้สึกเหนื่อยล้าและปวดหัว ซึ่งมักจะเป็นอาการของคนท้อง แต่สาวๆ ที่เป็นประจำเดือนก็มีอาการแบบนี้ได้เหมือนกัน ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น

ดังนั้น เราไม่สามารถบอกได้ว่าเราปวดหัวเพราะมีประจำเดือนหรือเพราะท้องในช่วงระหว่าง 2 สัปดาห์หลังมีเพศสัมพันธ์ได้เลย ทางที่ดีควรรอดูว่าประจำเดือนขาดหรือไม่ ถ้าหากเป็นเช่นจริงๆ ให้ตรวจด้วยชุดตรวจครรภ์ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง แต่สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ต้องรอตรวจปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย 16 - 18 วัน หรือไปตรวจเลือดหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย 9 - 10 วัน ก็น่าจะบอกได้ว่าตั้งครรภ์หรือไม่

แล้วถ้าไม่มีอาการคนท้อง แปลว่าเราไม่ได้ท้องใช่ไหม?

ถึงแม้คุณจะไม่มีอาการของคนท้องเลย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่ได้ตั้งครรภ์ ในความเป็นจริงแล้ว มีผู้หญิงบางคนไม่มีอาการแพ้ท้องหรือรู้สึกไม่สบายในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แต่บางคนก็มี ดังนั้น ไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าคุณไม่ท้อง ทางที่ดีควรทดสอบการตั้งครรภ์เบื้องต้น เพื่อยืนยันจะดีกว่า

ทำไมรู้สึกว่าท้อง แต่ผลตรวจเป็นลบ

คุณรู้สึกว่าตัวเองมีอาการเหมือนจะตั้งครรภ์ แต่ผลตรวจครรภ์กลับเป็นลบ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ? และนี่เป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุด แล้วคุณควรจะเชื่อตัวเองหรือผลการตรวจดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น ผลการตรวจครรภ์ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้ผลออกมาเป็นลบได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad
  • อายุครรภ์ไม่มากพอ:  ชุดทดสอบจะตรวจพบการตั้งครรภ์ได้ เมื่อมีอายุครรภ์เกินกว่า 1-2 สัปดาห์ ดังนั้น หากอายุครรภ์ยังไม่ครบสัปดาห์ โอกาสที่จะตรวจไม่เจอนั้นสูงมาก ทางที่ดีควรตรวจซ้ำในสัปดาห์ถัดไปจึงจะให้ผลที่แน่นอนได้
  • ปัสสาวะเจือจางเกินไปปัสสาวะที่เหมาะสมสำหรับการทดสอบควรมีความเข้มข้นมากพอ เช่น เป็นปัสสาวะที่เก็บตอนเช้าหลังตื่นนอน หากเก็บปัสสาวะหลังจากดื่มน้ำมากๆ ปัสสาวะที่ได้จะเจือจาง ยิ่งถ้าอายุครรภ์ยังไม่มากด้วยแล้ว ก็มีโอกาสตรวจไม่เจอได้เหมือนกัน และไม่ควรนำปัสสาวะที่เก็บค้างไว้มาตรวจ ควรเป็นปัสสาวะที่เก็บใหม่ๆ
  • ชุดทดสอบเสื่อมคุณภาพหลายๆ ครั้ง ชุดทดสอบที่เสื่อมคุณภาพก็ทำให้ผลตรวจผิดพลาดได้ ควรตรวจสอบก่อนทุกครั้งว่าชุดทดสอบนั้นหมดอายุหรือไม่ ที่ซองมีรอยฉีกขาดหรือเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นหรือไม่ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ในการตรวจทุกครั้ง จะต้องปรากฏขีดที่แถบ C เสมอ หากตรวจแล้วพบว่ามีขีดขึ้นขีดเดียวที่แถบ T นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ท้อง แต่เป็นเพราะชุดทดสอบนั้นเสื่อมคุณภาพแล้วต่างหาก
  • ไม่ปฏิบัติตามคู่มือของชุดทดสอบชุดทดสอบแต่ละแบบ แต่ละยี่ห้อ จะมีวิธีการใช้ระบุไว้ ซึ่งเราต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เช่น ชุดทดสอบแบบจุ่ม ต้องจุ่มไม่ให้เกินขีดที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะอ่านผลไม่ได้ ส่วนชุดทดสอบแบบหยด ต้องหยดปัสสาวะ 3-5 หยด ตามที่กำหนดไว้ หากหยดน้อยเกินไปก็อาจทำให้ตรวจไม่พบ รวมถึงเวลาในการอ่านผลด้วย บางชุดทดสอบจะกำหนดให้อ่านผลภายใน 5-10 นาที หลังหยดหรือจุ่มปัสสาวะ หากเราอ่านผลเร็วหรือช้าเกินไปก็อาจได้ผลที่ไม่ถูกต้องได้ 
  • คุณไม่ได้ท้อง:  ปัจจัยข้อนี้อาจทำให้หลายๆ คนรู้สึกเสียใจ แต่อย่างไรก็ตามก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ และให้หมั่นสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ 

ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งในการตรวจครรภ์ด้วยตนเอง คือ ควรตรวจด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์มากกว่า 1 ยี่ห้อในแต่ละครั้ง เพื่อเปรียบเทียบผลที่ได้ว่าต่างกันหรือไม่ และหากตรวจพบว่าไม่ท้อง ก็ควรตรวจซ้ำอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไปเพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด

ถ้าหากประจำเดือนขาด...แต่ผลตรวจครรภ์เป็นลบ หมายความว่าอย่างไร?

ผลตรวจครรภ์จากชุดตรวจครรภ์เบื้องต้น ความน่าเชื่อถืออาจไม่ 100% แต่ต้องขอย้อนกลับไปที่ปัจจัยข้างต้นด้วยว่า คุณอาจอยู่ในปัจจัยที่ทำให้ผลตรวจเป็นลบเหล่านั้นก็ได้ ถ้าคุณไม่มั่นใจและคิดว่าตนเองท้องแน่ๆ คุณควรไปตรวจกับคุณหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อความชัดเจน 

นอกจากนั้น การที่ประจำเดือนไม่มาอาจเป็นเพราะปัจจัยหลายๆ อย่างที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์ก็ได้ เช่น เครียด กังวลมากๆ หรือเจ็บป่วย ก็สามารถส่งผลต่อรอบเดือนที่ไม่ปกติได้นั่นเอง

ทำไมคุณถึงรู้สึกเหมือนว่ากำลังตั้งครรภ์

คุณมักจะต้องรอให้เข้าสู่ช่วงเวลารอ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างการตกไข่และการมีประจำเดือนรอบถัดไป ก่อนที่จะมีอาการทางกาย ซึ่งอาการเหล่านี้ประกอบด้วย

  • รู้สึกท้องอืด 
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย 
  • ปวดหัวมากขึ้น 
  • มีการเปลี่ยนแปลงความอยากอาหาร 
  • มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม 
  • รู้สึกหนักๆ ในช่องท้อง 

ถึงแม้ว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของการตั้งครรภ์ แต่ก็อาจจะอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างรอบเดือนได้เช่นกัน หรือเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  เช่น ความเจ็บป่วย ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอหรือออกกำลังกายมากเกินไป เป็นต้น

ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการก่อนมีประจำเดือนซึ่งอาจคิดว่าเป็นอาการของการตั้งครรภ์ เพราะอาจจะไม่เคยมีอาการเหล่านี้มาก่อนในแต่ละรอบเดือน ประกอบกับอยากมีบุตรด้วยแล้วนั้น ทำให้เมื่อมีอาการใดๆ ก็ตามที่ผิดปกติไปจากการมีรอบเดือนโดยทั่วไป ก็ทำให้เกิดความสับสนได้

มีคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยมีอาการปวดหัวระหว่างรอบเดือนมาก่อน ดังนั้นพอฉันเริ่มมีอาการปวดหัวหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ก่อนที่จะมีประจำเดือน ฉันเลยคิดว่าฉันอาจจะตั้งครรภ์ แน่นอนว่าฉันแปลกใจมากที่ผลการทดสอบการตั้งครรภ์ออกมาเป็นลบ 2 ครั้งก่อนที่ประจำเดือนของฉันจะมาตามปกติ”  

จากคำกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า การมี 1 หรือ 2 อาการที่เกิดขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์มักไม่ใช่อาการของการตั้งครรภ์ ดังนั้น การทดสอบการตั้งครรภ์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกได้ว่าคุณตั้งครรภ์หรือไม่ ถึงแม้ว่าคุณจะต้องรอจนกว่าจะถึงกำหนดการมีประจำเดือนรอบหน้าเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ คุณอาจใช้การตรวจครรภ์ที่บ้านหรือตรวจกับแพทย์ ผดุงครรภ์ หรือสถานที่ดูแลสุขภาพก็ได้

อาการของการตั้งครรภ์หลังจากการมีเพศสัมพันธ์

หลายคนมักมีคำถามสงสัยว่าตนเองจะตั้งครรภ์ไหม ถ้ามีอาการของการตั้งครรภ์หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ไม่นาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น นอกจากประจำเดือนขาด ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าท้องได้แล้ว อาการคนท้องอื่นๆ มักเริ่มแสดงออกเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 หรือ 6 ของการตั้งครรภ์ หรือประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากการขาดประจำเดือนรอบล่าสุด หรือ 6 สัปดาห์หลังประจำเดือนครั้งสุดท้าย หรือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขาดประจำเดือน

ถ้ามีอาการคลื่นไส้หลังจากมีเพศสัมพันธ์ จะท้องไหม?

เป็นอีกหนึ่งในคำถามที่ถูกถามบ่อย ความจริงคือาการคลื่นไส้นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นแต่อย่างใด แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้ตั้งครรภ์ อันดับแรกคุณต้องรู้ก่อนว่า อาการคลื่นไส้นั้น เป็นอาการที่เกิดจากการแพ้ท้องหรือไม่ อาจใช้การทดสอบการตั้งครรภ์ช่วยยืนยันผลก็ได้

อาการคลื่นไส้หลังมีเพศสัมพันธ์ จริงอยู่ว่าไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด แต่หากผลตรวจออกมาเป็นบวก นั่นก็หมายความว่า คุณอาจตั้งครรภ์มาก่อนหน้านี้แล้ว และเพิ่งเริ่มมีอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ เพราะร่างกายยังไม่แสดงอาการในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้คุณไม่รู้ตัว และผู้หญิงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 5 หรือ 6 ของการตั้งครรภ์

มีอาการคล้ายคนท้องแต่มีเลือดออกจากช่องคลอด

ถ้ากำลังตั้งครรภ์จริงๆ ปกติไม่ควรมีเลือดออก เพราะมันอาจบ่งบอกถึงการแท้งได้ แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าตนเองท้องหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องแท้งเลย เพราะอาจเป็นเลือดจากประจำเดือนก็ได้ แต่ก็อาจเป็น "เลือดล้างหน้าเด็ก" ได้เช่นกัน

แล้วเลือด 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร?

เลือดล้างหน้าเด็ก ไม่ได้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ อาจเกิดจากเส้นเลือดฉีกขาดจากการฝังตัวของตัวอ่อนที่เยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเลือดล้างหน้าเด็กมีสีจางกว่าประจำเดือนมาก เป็นสีชมพูจางๆ หรือสีน้ำตาลก็ได้ ปริมาณน้อยมากมักหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือ 1 - 3 วัน ซึ่งเลือดล้างหน้าเด็กจะมาในช่วง 7 ถึง 10 วันช่วงหลังตกไข่ หรือ 1 สัปดาห์ก่อนช่วงมีประจำเดือน 

ถึงแม้ว่าเลือดล้างหน้าเด็ก จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าท้อง ประกอบกับประจำเดือนขาดด้วย ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้เลยว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ สำหรับบางคนไม่มั่นใจว่าจะแยกออกได้อย่างไรว่าเป็นประจำเดือนหรือเลือดล้างหน้าเด็ก คุณสามารถใช้ชุดตรวจครรภ์หรือไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาล หรือสังเกตความผิดปกติของประจำเดือนได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ดังนี้

  • มีสีผิดปกติไหม
  • ปริมาณมามาก หรือน้อยกว่าปกติ
  • ระยะเวลาน้อยกว่าปกติหรือไม่

ดังนั้น การมีเลือดออกทางช่องคลอด จำเป็นต้องสังเกตให้ดี อาจไม่เพียงเป็นแค่เลือดล้างเด็ก หรือประจำเดือน อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้เช่นกัน 

รู้แล้วว่าตัวเองตั้งท้อง แต่อาการแพ้ท้องกลับหายไป จะเป็นอะไรไหม

อาการแพ้ท้องจะเป็นๆ หายๆ ตลอดวัน โดยจะเป็นมากในช่วงเช้าขณะท้องว่าง จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า morning sickness ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถพบได้บ่อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ (3 เดือนแรก)เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย และมักหายไปตอนช่วงกลางๆ ของการตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์บางรายไม่มีอาการแพ้ท้องเลยตลอดเวลาของการตั้งครรภ์

หากคุณมีประวัติการแท้งลูกมาก่อน หรือไม่มีก็ตาม แต่อาการแพ้ท้องหายไป ประกอบกับมีเลือดออกจากช่องคลอด หรือปวดบิดๆ (เหมือนเป็นตะคริว) คุณควรติดต่อแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจเช็คว่าลูกคุณยังปลอดภัยดี

แบบทดสอบการตั้งครรภ์ออนไลน์ เชื่อถือได้หรือไม่

โดยทั่วไปแบบทดสอบการตั้งครรภ์แบบออนไลน์จะถามถึงลักษณะอาการต่างๆ ของคนท้อง ซึ่งในคำถามส่วนใหญ่จะถามว่าคุณมีอาการต่างๆ ที่คนท้องเป็นหรือไม่ และยิ่งคุณตอบว่า "ใช่" หลายๆ ข้อ ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมผลทดสอบที่ออกมาถึงบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ในความเป็นจริงแล้ว แบบทดสอบออนไลน์ไม่สามารถบอกคุณได้จริงว่าคุณท้องหรือไม่ ดังนั้น ไม่แนะนำให้เชื่อหากผลออกมาว่าคุณตั้งครรภ์ก็ตาม 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับชุดตรวจครรภ์ประเภทต่างๆ พร้อมวิธีการใช้

การตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องไกลสำหรับตัวผู้หญิง ไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ตามควรรู้ติดตัวไว้จะดีกว่า มีผู้หญิงหลายๆ คนที่ยังไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ ทำให้จำเป็นต้องหาวิธีตรวจสอบที่ทำได้เองง่ายๆ ที่บ้านและไม่เป็นเป้าสายตาของใคร นั่นก็คือ ชุดตรวจตั้งครรภ์ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป หรือร้านสะดวกซื้อ 

ชุดตรวจตั้งครรภ์วัดการตั้งครรภ์จากอะไร?

ชุดตรวจตั้งครรภ์นี้เป็นอุปกรณ์เล็กๆ ที่สามารถวัดได้ด้วยตัวเอง หากจะพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ คือ การตรวจปัสสาวะ แต่สำหรับทางการแพทย์ เรียกว่า การทดสอบหาฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากรก หากเห็นแถบสีแดงขึ้น 2 ขีด นั่นแปลว่า กำลังตั้งครรภ์นั่นเอง

วิธีการอ่านผลชุดตรวจตั้งตรวจครรภ์

การใช้ที่ตรวจครรภ์เป็นการวัดขีดซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการหยดฉี่หรือปัสสาวะในที่ตรวจครรภ์ แนะนำให้อ่านค่าหลังจากที่ทิ้งไว้ 5 นาที จะเป็นค่าที่แม่นยำที่สุด ขีดในแถบวัดจะมีขีด 2 ขีด ขีดแรกคือ C (Control Line) และอีกขีดคือ T (Test Line) ผลที่เกิดขึ้นจะมี 3 ประเภท ดังนี้

  • อย่างแรกคือ มีขีดขึ้น 1 ขีดที่ C หมายถึง น่าจะไม่ท้อง
  • หากเริ่มมีการตั้งครรภ์ ขีดจะขึ้น 2 ขีดทั้ง C และ T แถบคู่กัน นั่นแปลว่ากำลังท้อง
  • แต่ก็เป็นไปได้ที่จะขึ้นขีดเดียวที่ T นั่นแปลว่า อ่านค่าไม่ได้หรือชุดทดสอบเสีย ควรซื้อชุดใหม่มาทดสอบ

ในกรณีที่พบขีดที่ 2 นั้นบางครั้งอาจจะไม่ชัดเนื่องจากเพิ่งพบฮอร์โมน HCG ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน ฉะนั้นหากต้องการความแม่นยำที่สุด ควรตรวจในช่วงที่ประจำเดือนขาดไปแล้ว 10-14 วัน ซึ่งผลที่ได้จะชัดเจนกว่า 90% เลยทีเดียว

ประเภทของชุดตรวจตั้งครรภ์ ราคา และวิธีใช้

แบบปัสสาวะผ่าน

เป็นประเภทชุดตรวจครรภ์ที่มีราคาค่อนข้างสูงที่สุด (ราคาประมาณ 150-200 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ) ใช้ง่าย ไม่ต้องเก็บปัสสาวะใส่ถ้วย จึงสะดวกและได้ผลค่อนข้างแม่นยำ 

วิธีใช้

  • ถอดฝาครอบออกพร้อมกับถือแท่งทดสอบโดยให้หัวลูกศรชี้ลง
  • ปัสสาวะผ่านบริเวณที่ดูดซับน้ำปัสสาวะให้ชุ่มประมาณ 5 วินาที
  • ถือหรือวางแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ไว้ในแนวราบประมาณ 30 วินาทีเป็นต้นไป (หรืออ่านผลเมื่อทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อความมั่นใจ)
แบบตลับหรือแบบหยด

ในชุดจะมีถ้วยตวงปัสสาวะและหลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะ (ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 100-150 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ) ข้อดีของที่ตรวจครรภ์แบบหยด คือ สามารถควบคุมปริมาณปัสสาวะได้ ใช้เพียง 3-4 หยด ทำให้ช่วยลดโอกาสแผ่นทดสอบเสียจากการดูดซับน้ำปัสสาวะได้

วิธีใช้

  • ให้เก็บน้ำปัสสาวะลงในถ้วยตวง
  • นำหลอดหยดดูดน้ำปัสสาวะเข้าไปในปริมาณพอเหมาะ
  • หยดน้ำปัสสาวะลงบนตลับทดสอบประมาณ 3-4 หยด (อย่าหยดมากกว่านี้)
  • วางชุดทดสอบทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วจึงอ่านผลการทดสอบ
แบบแถบจุ่ม

ประกอบไปด้วยแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ (ราคาเฉลี่ย 90-150 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ) บางยี่ห้อมีถ้วยตวงปัสสาวะ แต่บางยี่ห้อไม่มี ข้อดี คือ ราคาถูกที่สุดใน 3 แบบ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะสูงเกินกว่าขีดที่กำหนดเพราะอาจทำให้แผ่นทดสอบเสื่อมสภาพ

วิธีใช้

  • เก็บน้ำปัสสาวะลงในถ้วยตวง ถ้าหากบางยี่ห้อไม่มี ให้หาภาชนะเล็กๆ ที่สะอาดสำหรับรองปัสสาวะ ควรใช้แล้วทิ้ง
  • นำแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ด้านที่มีลูกศรชี้ลง จุ่มลงไปในน้ำปัสสาวะ 3 วินาที ระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะเลยขีดที่กำหนด
  • นำแผ่นทดสอบออกจากน้ำปัสสาวะ และถือหรือวางไว้ในแนวนอน
  • อ่านผลการตั้งครรภ์ได้ภายใน 1-5 นาที

คำแนะนำในการทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง

  • การตรวจปัสสาวะ ควรใช้ปัสสาวะหลังจากตื่นนอนตอนเช้า เพราะเป็นปัสสาวะใหม่จะให้ผลดีที่สุด
  • ควรใช้ที่ตรวจครรภ์หลายๆ ชนิดพร้อมกัน เป็นการวัดผลจากหลากหลายทางเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนจากที่ตรวจครรภ์วิธีใดวิธีหนึ่ง
  • ที่ตรวจครรภ์แต่ละประเภทมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน ควรอ่านคำแนะนำอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ควรทำซ้ำอีก 2-3 วันถัดมา เนื่องจากการตรวจครั้งแรกระดับฮอร์โมน HCG ในหญิงตั้งครรภ์ยังต่ำ อาจมีการตั้งครรภ์แล้วแต่ตรวจไม่พบ แต่จะชัดเจนขึ้นในอีก 2-3 วันถัดมา

และนี่ก็เป็นข้อแนะนำสำหรับการตรวจครรภ์เบื้องต้นที่คุณผู้หญิงสามารถทำได้เอง อย่างไรก็ตามหากยังไม่มั่นใจควรไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพราะหากพบว่ามีการตั้งครรภ์แล้วจะได้ฝากครรภ์ในลำดับต่อไป เพื่อติดตามการดูแลครรภ์ได้ทันท่วงที โดยในระหว่างนี้ถึงแม้จะยังไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการรับประทานยา เพราะยาปฏิชีวนะบางชนิดมีผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์มาก จึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษจนกว่าจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากแพทย์

วิธีคุมกำเนิด เมื่อไม่พร้อมตั้งท้อง

หากคุณหลีกเลี่ยงที่จะตั้งครรภ์ ควรคุมกำเนิดทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งในปัจจุบันก็มีทางเลือกมากมาย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด การใช้โฟม การฉีดหรือฝังยาคุมกำเนิด เป็นต้น คุณสามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลจากแพทย์ พยาบาลที่โรงพยาบาล หรือศูนย์สุขภาพในพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้วิธีการคุมกำเนิดที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

สรุป   สาวๆ หลายๆ คนที่กำลังลุ้นอยากมีน้องในช่วงนี้  ตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ทำให้ไม่ว่าจะพบกับอาการอะไรก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองท้องหรือไม่ แนะนำให้จดบันทึกรอบเดือนของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ทำการบ้านกับคนรักของคุณตามวันเวลาที่แพทย์แนะนำ (หรือไม่ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ)  หมั่นสังเกตอาการหรือสัญญาณของร่างกายว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และสุดท้ายขอให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกคนโชคดี มารอลุ้นต้อนรับลูกน้อยไปพร้อม ๆกันเลย

อ้างอิงข้อมูลจาก

นายแพทย์ธีระศักดิ์  ธำรงธีระกุล, โอกาสตั้งครรภ์มีเท่าไร (https://www.vibhavadi.com/fertility/faqs.php?id=206)

อ.พญ. สุชยา  ลือวรรณ, การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในสตรีตั้งครรภ์ (http://www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view=article&id=1087:2015-02-22-11-39-05&catid=38&Itemid=480), 22 กมภาพันธ์ 2558

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี