เซ็กส์อย่างถูกวิธี

วิธีใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง ทำอย่างไร ถุงยางแบบไหนดีที่สุด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
Istock 526370781 m

ทำความรู้จักถุงยางอนามัย

การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยในการคุมกำเนิดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งหากใช้อย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และการเกิดโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ได้ 

นอกจากนี้ ถุงยางอนามัยยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจในการร่วมเพศให้มากขึ้นได้ ทั้งในเรื่องขนาด รูปร่าง และสีสัน มีทั้งแบบเรียบและแบบที่มีกระเปาะ (ถุงเก็บน้ำอสุจิที่ส่วนปลาย ) มีชนิดที่มีกลิ่นและรสของผลไม้ มีกลิ่นน้ำหอม มีหลากหลายสีให้เลือก มีชนิดที่เรืองแสงได้ในที่มืดทั้งแบบทึบแสงและแบบบางใส หรือชนิดที่ช่วยให้การร่วมเพศนานขึ้นได้ด้วยการเคลือบสารหรือยาบางชนิด นอกจากนี้ ยังมีถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงแต่อาจไม่เป็นที่นิยมมากนัก และยังมีถุงยางอนามัยแบบที่ใช้สำหรับออรัลเซ็กส์ที่เรียกว่าแผ่นแดม (Dental dam) อีกด้วย

ในปัจจุบันถุงยางอนามัยผลิตจากยางธรรมชาติ (Latex) หรือที่เรียกว่า “Male Latex Condom” ซึ่งนอกจากจะมีราคาถูกแล้ว ยังได้รับการรับรองในเรื่องของคุณภาพและความทนทาน และยังสามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำได้ เช่น เควาย เจล (K-Y jelly) แต่ถ้าเป็นสารที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมอาจจะทำให้ถุงยางเกิดการเสื่อมสภาพและชำรุดฉีกขาดได้ แต่หากใครแพ้ยางธรรมชาติก็อาจใช้ถุงยางอนามัยที่ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ เช่น Polyurethane (Polyurethane Condom) แทนได้เช่นกัน 

ประเภทของถุงยางอนามัย

ตามกระทรวงสาธารณะสุขปี พ.ศ. 2535 ได้กำหนดประเภทของถุงยางอนามัยที่ทำมาจากน้ำยางตามธรรมชาติไว้ 13 ประเภท โดยใช้ขนาดความกว้างเป็นเกณฑ์ ตั้งแต่ขนาด 44 – 56 มิลลิเมตร โดยความยาวจากปลายเปิดถึงปลายปิดไม่รวมติ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร

ในประเทศไทยมีถุงยางอนามัยจำหน่ายอยู่ 2 ขนาด คือ ความกว้าง 49 มิลลิเมตร ยาวไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร กับขนาด 52 มิลลิเมตร ยาวไม่น้อยกว่า 180 มิลลิเมตร โดยมีความหนาไม่เกิน 0.06 มิลลิเมตร

ความแตกต่างของถุงยางแต่ละชนิดมีได้ดังนี้

1. ชนิด ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ (Latex Condom) และชนิดที่ทำจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane Condom)

2. ขนาด มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 13 ขนาด คือ ตั้งแต่ 44 มิลลิเมตร จนถึง 56 มิลลิเมตร

3. ความบาง โดยทั่วไปถุงยางอนามัยจะมีความหนาตามมาตรฐานคือ 0.05-0.07 มม. แต่ในปัจุบันได้มีการผลิตถุงยางที่มีความบางเป็นพิเศษ เพียง 0.02-0.01 มม. ออกมาอีกด้วย

4. รูปทรง มีทั้งแบบที่เป็นทรงกระบอกตรง (straight) และแบบลูกคลื่น (rippled)

5. ลักษณะก้นถุง มีทั้งแบบเรียบหรือมน (plain) และแบบที่เป็นกระเปาะ (reservoir-ended or teat) สำหรับเก็บน้ำอสุจิ

6. ผิวถุงยาง มีหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบที่เป็นผิวเรียบ (smooth) และแบบผิวไม่เรียบ (textured) หรือผิวขรุขระ

7. สีสัน มีหลากหลายสีให้เลือก ทั้งแบบสีธรรมชาติ ประกายรุ้ง และแบบเรืองแสง

8. กลิ่นและรส สำหรับการทำ oral sex ซึ่งก็มีหลายกลิ่นหลายรสให้เลือกตามความชอบ

9. คุณสมบัติพิเศษ มีสารหล่อลื่น สารชะลอการหลั่ง สารฆ่าเชื้ออสุจิและป้องกันโรคติดต่อ เป็นต้น

วิธีการเลือกใช้ถุงยางอนามัยไม่ให้หลุดหรือแตกระหว่างใช้

  • การซื้อถุงยางอนามัยจะต้องดูวันเดือนปีที่หมดอายุ โดยบรรจุภัณฑ์จะต้องอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ฉีกขาด หากหมดอายุแล้วยังนำมาใช้ ถุงยางอนามัยที่เสื่อมสภาพจะทำให้ฉีกขาดง่ายขณะใช้งาน
  • ต้องซื้อให้พอดีกับขนาดอวัยวะเพศของตัวเอง เพราะถ้าใช้ถุงยางอนามัยที่หลวมหรือคับจนเกินไป อาจทำให้ถุงยางอนามัยแตกหรือหลุดขณะปฏิบัติภารกิจได้
  • ควรฉีกตรงตามรอยที่กำหนดให้ ห้ามใช้ฟันกัดเพื่อฉีกซองและระวังเล็บมือไปขีดข่วน เพราะอาจเกี่ยวถุงยางอนามัยจนขาด และต้องใส่ถุงยางอนามัยขณะที่อวัยวะเพศยังแข็งตัวเต็มที่ เพื่อป้องกันการหลุดขณะใช้ และควรถอนอวัยวะเพศชายออกเมื่อยังคงแข็งตัวอยู่ เพื่อป้องกันถุงยางอนามัยหลุดตอนถอนตัวขณะที่อวัยวะเพศอ่อนตัวลงแล้วนั่นเอง
  • ขณะเอาถุงยางอนามัยออกจากอวัยวะเพศ ให้ใช้ทิชชูทุกครั้ง โดยไม่ให้มือสัมผัสกับสารคัดหลั่งโดยตรง

วิธีการใส่ถุงยางอนามัย

 การใช้ถุงยางอนามัยเป็นทั้งวิธีคุมกำเนิดและวิธีป้องกันโรคเอดส์ โดยการป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิของฝ่ายชายเข้าไปในร่างกายของฝ่ายหญิง เมื่ออวัยวะเพศชายเกิดการแข็งตัว มักจะมีน้ำอสุจิจำนวนเล็กน้อยออกมาจากอวัยวะเพศก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์หรือถึงจุดสุดยอด ด้วยเหตุนี้จึงควรจะใช้ถุงยางอนามัยก่อนจะมีการสัมผัสใด ๆ ระหว่างอวัยวะเพศชายกับบริเวณช่องคลอดของฝ่ายหญิง และที่สำคัญเมื่อจะใส่ถุงยางอนามัย ควรระวังไม่ให้น้ำอสุจิจำนวนเล็กน้อยที่ออกมาก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์หรือถึงจุดสุดยอดมาเปรอะเปื้อนด้านนอกของถุงยางอนามัย และควรแน่ใจว่าถุงยางอนามัยคลุมมิดอวัยวะเพศชายที่ยาวเต็มที่


 

หากถุงยางอนามัยฉีกขาดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ควรหยุดทันทีและใส่อันใหม่แทน เมื่อฝ่ายชายถึงจุดสุดยอดแล้ว ควรเอาอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดของฝ่ายหญิงก่อนจะอ่อนตัวลง การเอาออกนี้ฝ่ายชายควรจับถุงยางอนามัยไว้ด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกค้างอยู่ภายในร่างกายของฝ่ายหญิง ซึ่งอาจจะทำให้น้ำอสุจิหกออกมาใช่ช่องคลอดของฝ่ายหญิงได้

สารหล่อลื่นที่ไม่ควรใช้กับถุงยางอนามัย

ห้ามใช้สารหล่อลื่นประเภทไม่ละลายน้ำ กล่าวคือ สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันแร่หรือน้ำมันพืชมาทาเพิ่มที่ถุงยางอนามัย เช่น เบบี้ออยล์ น้ำมันปิโตรเลียม หรือบอดี้โลชั่น เนื่องจากสารเหล่านี้จะทำให้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติเสื่อมหรือขาด ชำรุด และมีฤทธิ์กัดกร่อนไปทำลายพันธะเคมีในถุงยาง โดยน้ำมันพืชจะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพได้เร็วที่สุด รองลงมาคือเบบี้ออยล์ ปิโตรเลียมเจลลี่ และบอดี้โลชั่น อีกทั้งยาสอดบางชนิดที่ใช้สอดในช่องคลอดก็สามารถทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมได้เช่นกัน

ถุงยางอนามัยจะให้ผลในการคุมกำเนิดหรือป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้อย่างสูงสุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ที่ถูกต้องของผู้ใช้อีกด้วย ซึ่งเราควรทำความเข้าใจหรือฝึกทดลองใช้ก่อนการลงสนามจริง เพื่อพิจารณาขนาดที่พอเหมาะหรือดูว่าจะเกิดการแพ้ถุงยางอนามัยหรือไม่ เพื่อช่วยให้การมีเซ็กส์เป็นความสุขที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับความปลอดภัยด้วยนั่นเอง

ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย

1. ประสิทธิภาพของถุงยางอนามันในการป้องกันการตั้งครรภ์

หากใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี (Perfect use) จะทำให้โอกาสที่การคุมกำเนิดจะล้มเหลวมีอยู่เพียง 2% เท่านั้น หรือหากเทียบเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (First year of use) แล้ว คนที่ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อคุมกำเนิดจำนวน 100 คนจะมีโอกาสตั้งครรภ์เพียงแค่ 2 เท่านั้น แต่จากการใช้งานจริง พบว่ามีความล้มเหลวในการคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นเป็น 18% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 คน จากผู้ที่ใช้วิธีนี้ในการคุมกำเนิด ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางไม่ถูกวิธี ไม่ใช้อย่างสม่ำเสมอ ใช้สลับกับการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น หรือถุงยางอนามัยมีการชำรุดฉีกขาดหรือรั่วซึม

2. ประสิทธิภาพของถุงยางอนามันในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ

ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันคุณจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวีมากกว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น แต่ไม่ใช่จะปลอดภัยเต็มร้อย เพราะถึงจะใช้อย่างถูกต้อง ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันเริม หูดหงอนไก่ ซิฟิลิส และเชื้อกามโรคหลายชนิดที่สามารถติดต่อกันได้จากหลายช่องทางอีกด้วยได้ และหากถุงยางอนามัยแตก ก็เหมือนกับไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย คนที่มีคู่นอนหลายคน แม้คุณจะใช้ถุงยางอนามัยเสมอ แต่ยังต้องตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจํา

ถุงยางอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ STD ได้หลายชนิด ด้วยการทําหน้าที่เป็นปราการกั้นเลือด อสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด ซึ่งล้วนแล้วแต่มีโอกาสเป็นแหล่งเชื้อโรค ไม่ให้ส่งต่อไปยังคู่นอนในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เป็นเครื่องป้องกันที่มีประสิทธิภาพจากโรคเอชไอวี/เอดส์ หนองในเทียม โกโนเรีย คลามายเดีย ตลอดจนโรคไวรัสตับอักเสบ แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างก็แพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังที่มีเชื้อได้ เช่น เริ่มที่อวัยวะเพศ ซิฟิลิส และหูดหงอนไก่ ซึ่งเกิดจากไวรัส HPV

ถุงยางอนามัยช่วยปกป้องคุณจากโรคไม่พึงประสงค์ได้ดีที่สุด แม้จะป้องกันได้ไม่หมดทุกโรคก็ตาม เพราะเหตุใดถุงยางอนามัยจึงไม่ได้ผลเต็มร้อย? ถ้าจะพูดเรื่องประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย มีปัจจัยที่ต้องคํานึงถึงดังต่อไปนี้

  • เชื้อโรคสามารถผ่านถุงยางอนามัยได้หรือไม่
  • การแพร่เชื้อมักจะมากับสารคัดหลังจากช่องคลอดหรือองคชาตใช่หรือไม่
  • การใช้ถุงยางอนามัยถูกต้องหรือไม่ ถุงยางปริ แตก รั่ว หรือเลื่อนหลุดหรือไม่

ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ตราบเท่าที่ของเหลวหรือบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อถูกคั่นแบ่งด้วยถุงยางอนามัย ไม่เช่นนั้น ถุงยางอนามัยก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดังเช่น กรณีออรัลเซ็กส์และเยื่อบุช่องปากที่สัมผัสบริเวณอวัยวะเพศหรือสารคัดหลั่ง ผิวหนังที่มีเชื้อก็อาจติดโรค STD บางชนิดได้

คําแนะนําในการใช้ถุงยางอนามัยให้ได้ผลมากที่สุด

  • ถุงยางอนามัยที่ทําจากลาเท็กซ์หรือโพลียูริเทนมีคุณสมบัติปกป้องได้เหนือกว่าถุงยางอนามัยธรรมชาติที่ทําจากหนังแกะ ซึ่งจะมีรูขนาดใหญ่กว่า เชื้อโรคบางชนิดสามารถผ่านได้
  • เมื่อสวมถุงยางอนามัย ต้องคลุมองคชาตทั้งลํา และสวมตั้งแต่ก่อนร่วมเพศไปจนสิ้นสุดกระบวนการ จากนั้นค่อย ๆ ถอดออกอย่างระมัดระวัง อย่าให้รั่วหรือแตก หากใช้เป็นประจํา โอกาสผิดพลาดจะน้อย
  • สวมถุงยางอนามัยใหม่ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลังจากหลั่งแล้ว ต้องถอดออกด้วยความระมัดระวังทันที
  • ใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำเพื่อช่วยไม่ให้ถุงยางอนามัยแตก แต่อย่าใช้น้ำมันหรือวาสลีน เพราะจะทําให้ถุงยางอนามัยอ่อนตัวลงและแตกง่าย
  • เก็บรักษาถุงยางอนามัยใหม่ในที่เย็นและแห้ง นั่นหมายความว่า ถุงยางอนามัยเก่าเก็บที่พกในกระเป๋าสตางค์ของคุณเป็นปีนั้นอาจเสื่อมสภาพไปแล้ว

ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับถุงยางอนามัย

1. ถุงยางอนามัยประเภทไหนดีที่สุด

ปัจจุบันถุงยางอนามัยบางชนิด มียาทำลายสเปิร์ม โนน็อกซินอลเคลือบอยู่ นอกจากจะฆ่าไวรัสเอดส์ได้แล้ว ยังสามารถฆ่าเชื้อเชื้อไวรัสเริม โกโนเรีย ซิฟิลิส หนองใน ฉะนั้น ถุงยางอนามัยชนิดนี้จึงนับว่าปลอดภัยกว่าชนิดอื่น การใช้ถุงยางอนามัยเคลือบสารฆ่าอสุจิอย่างสม่ำเสมอจะสามารถลดการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 74.2%

การใช้ถุงยางอนามัยที่มีโนน็อกซินอลเคลือบอยู่ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ ทั้งนี้ความเชื่อที่ว่าการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิโนน็อกซินอลในช่วงระยะเวลาใกล้ไข่สุก ถ้าเกิดพลาดพลั้ง อสุจิไปผสมไข่ได้แล้ว ทารกที่เกิดมาจะพิการแต่กำเนิดนั้น ได้มีรายงานล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2530 ได้ให้ข้อมูลลบล้างความเชื่อดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เชื่อได้ว่าจะใช้ได้โดยปลอดภัย

ในประเทศไทยมีถุงยางอนามัยหลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อที่มียานี้ อย่างไรก็ตามการใช้ถุงยางอนามัยธรรมดาก็ยังปลอดภัยกว่าไม่ใช้เลย แต่ควรเลือกใช้เฉพาะยี่ห้อที่มีคุณภาพดี ผลิตโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงมายาวนาน

สำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อถุงยางอนามัยก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ หรือหากเขินหรือกลัวว่าจะมีคนรู้จักพบเห็นก็สามารถสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ผ่านเว็บไซต์ honestdocs.co ก็ได้

2. ออรัลเซ็กส์ ต้องใช้ถุงยางหรือไม่

ทุกช่องทางในการมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งไม่ว่าจะทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีการติดเชื้อตามมาหรือไม่

3. สามารถนำถุงยางอนามัยมาใช้ซ้ำได้หรือไม่

ถุงยางอนามัยของทั้งชายและหญิงไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ นั่นหมายความว่าถุงยางแต่ละชิ้นจะใช้ได้แค่ครั้งเดียว (ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงสามารถล้างและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ นี่ไม่เป็นความจริง และไม่แนะนำให้ทำ) 

หลังจากใช้แล้ว คุณควรห่อถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วด้วยกระดาษชำระ (เนื่องจากย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ) และโยนทิ้งลงถังขยะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรทิ้งถุงยางอนามัยลงในโถชักโครก ถุงยางอนามัยในโถชักโครกยังทำให้ท่อตันได้ ซึ่งค่าซ่อมก็แพง (และยังน่าอายด้วยถ้าช่างประปาหาเจอว่าอะไรเป็นสาเหตุของการอุดตัน! ) 

โดยส่วนใหญ่แล้วถุงยางอนามัยที่ผลิตจากยางและผิวหนังของแกะจะสามารถย่อยสลายได้ (ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ) กระบวนการย่อยสลายอาจซับซ้อนกว่านั้นหากถุงยางอนามัยถูกเคลือบด้วยสารหล่อลื่นหรือยาฆ่าอสุจิ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้ถุงยางอนามัยย่อยสลายได้ยากขึ้น เมื่อยางแช่อยู่ในน้ำ (เช่น ในโถชักโครก) มันจะไม่ได้ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป หากหลุดรอดจากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย ถุงยางใช้แล้วก็อาจปนเปื้อนในแหล่งน้ำใช้ของเราทุกคนได้

4. ใครควรใช้ถุงยางอนามัย

ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดและผู้ที่จะมีการร่วมเพศกับคนขายบริการ กับคนที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น หรือกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคุ้นเคย

เนื้อหาบางส่วนมาจากหนังสือ “ความจริงจากหมอไขข้อกังขาปัญหาสุขภาพ” หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง นายแพทย์ริชาร์ด เบซเซอร์ได้โดยการซื้อหนังสือค่ะ




ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่