Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
เซ็กส์อย่างถูกวิธี

ประโยชน์ของถุงยางที่นอกเหนือจากการคุมกำเนิด

“ถุงยางอนามัย” เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งถุงยางสำหรับผู้ชายและผู้หญิง แต่ในประเทศไทยไม่ค่อยมีถุงยางของผู้หญิงวางจำหน่าย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,404,438 คน

ประโยชน์ของถุงยางที่นอกเหนือจากการคุมกำเนิด

รวมเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับถุงยางอนามัย

ประโยชน์ของถุงยางที่นอกเหนือจากการคุมกำเนิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถุงยางช่วยป้องกันได้ และสิ่งที่อาจทำให้ประสิทธิภาพของถุงยางต่ำลง

บทความนี้สนับสนุนโดย Durex

“ถุงยางอนามัย” เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งถุงยางสำหรับผู้ชายและผู้หญิง แต่ในประเทศไทยไม่ค่อยมีถุงยางของผู้หญิงวางจำหน่าย ดังนั้นในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายเท่านั้น สิ่งที่เหนือกว่าอุปกรณ์คุมกำเนิดอื่นๆ คือ ถุงยางสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หลายชนิด ซึ่งสามารถติดต่อได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ผ่านช่องคลอด ทวารหนัก (anal sex) หรือปาก (oral sex) นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการออกแบบถุงยางให้ตอบสนองความต้องการทางเพศแบบต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือผู้ใช้ควรเก็บถุงยางให้ถูกวิธี ศึกษาวิธีใช้และทำตามอย่างถูกต้อง เพื่อให้ถุงยางคงประสิทธิภาพสูงสุดไว้

ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยมีประโยชน์หลักๆ ได้แก่

  • ช่วยคุมกำเนิด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งแรกที่หลายคนจะนึกถึง ซึ่งหากใช้อย่างถูกวิธี ถุงยางจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดถึง 98 % ข้อดีคือ ถุงยางเป็นเพียงอุปกรณ์ที่สวมใส่เป็นคราวๆ ไป ไม่ต้องจดจำเหมือนการใช้ยาคุมกำเนิดซึ่งอาจหลงลืมและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย อีกทั้งยังไม่สร้างผลเสียต่อการเจริญพันธุ์เมื่อเลิกใช้
  • ช่วยเปลี่ยนหรือเพิ่มรสชาติในการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากชนิดผิวเรียบแบบเบสิก ถุงยางอนามัยในปัจจุบันยังมีการออกแบบเพื่อเพิ่มความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ ของในประเทศไทยที่มีวางจำหน่ายหลายช่องทาง หาซื้อง่าย และมีหลายแบบให้เลือก ได้แก่ ถุงยางอนามัยยี่ห้อ Durex มีชนิดแบบบางเพื่อให้รู้สึกใกล้ชิดแนบแน่น ถุงยางชนิดผิวไม่เรียบ ซึ่งมีทั้งชนิดผิวมีปุ่ม มีขีด และ Durex ยังมีถุงยางอนามัยชนิดมีกลิ่นหรือรส อีกทั้งยังมีถุงยางอนามัยซึ่งมีสารชะลอการหลั่งน้ำอสุจิ ทำให้ยืดเวลามีเพศสัมพันธ์ออกไปได้นานขึ้น
  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นประโยชน์ข้อสำคัญที่สุด เนื่องจากถุงยางอนามัยจะทำหน้าที่เป็นกำแพงขวางกั้นของเหลวต่างๆ จากระหว่าง 2 คนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ให้ถ่ายทอดสู่กันและกัน ซึ่งในของเหลวนั้นเองเป็นตัวนำเชื้อหรือโรคภัยต่างๆ ได้หลายชนิด

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ป้องกันได้ด้วยถุงยาง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นภัยเงียบที่หลายคนอาจไม่ตระหนักถึง เนื่องจากช่วงติดเชื้อระยะแรกมักไม่มีอาการอะไรแสดงออกมา อย่างไรก็ตาม หลายๆ เชื้ออาจส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ดังนั้นจึงควรป้องกันตัวไว้ดีกว่าแก้ โดยสวมถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

คำถามที่คนส่วนใหญ่มักสงสัยคือ หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (anal sex) หรือปาก (oral sex) จำเป็นต้องสวมใส่ถุงยางหรือไม่? คำตอบคือ “จำเป็น” เนื่องจากเชื้อโรคหลายชนิดติดต่อกันได้ทางสารคัดหลั่ง ซึ่งไม่ใช่แค่น้ำในช่องคลอดหรือน้ำอสุจิ แต่รวมถึงน้ำลายหรือเลือดได้ด้วย

ตัวอย่างเชื้อและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้

  • HIV เป็นเชื้อไวรัสที่จะเข้าทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ อาการที่บ่งบอกว่าติดเชื้อ HIV ได้แก่ รู้สึกเหนื่อย น้ำหนักลด เกิดผื่นแดง มีเหงื่อออกผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน แต่ในบางรายอาจไม่แสดงออกมาเลยในระยะหลายเดือนหรือถึงขั้นเป็นปี หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและกินยาต้านเชื้อไวรัส จะพัฒนาจนเข้าสู่ขั้นเป็นโรคเอดส์ได้ และเชื้อไวรัสจะเข้าทำลายภูมิคุ้มกันรวมถึงอวัยวะต่างๆ จนเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • คลาไมเดีย (Chlamydia) เป็นเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบได้ทั้งในน้ำอสุจิและของเหลวจากช่องคลอดของผู้หญิง อาการของผู้ที่ติดเชื้อคลาไมเดียในผู้ชายคือ ปวดถุงอัณฑะและท้องน้อย มีน้ำสีขุ่นไหลออกจากท่อปัสสาวะ ส่วนผู้หญิงจะมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน มีน้ำสีขุ่นไหลออกมา ปัสสาวะแสบขัด และหลังจากมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดอาการปวดท้องน้อยและมีตกขาวผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีบุตรยาก ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ตั้งครรภ์นอกโพรงมดลูก ถ้าติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนด
  • โรคหนองใน (Gonorrhea) โรคหนองในสามารถทำให้เกิดการก่อตัวของเนื้อเยื่อไปอุดตันท่อนำไข่ การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นหมัน หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง ในบางกรณีโรคหนองในอาจลุกลามไปสู่กระแสเลือดหรือข้อต่อได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่พบได้ไม่บ่อยนัก ผู้ชายที่เป็นหนองในจะมีอาการแสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีของเหลวสีขาว เหลือง หรือเขียว ออกมาจากองคชาต ผู้หญิงก็เป็นหนองในได้เช่นกัน โดยจะมีอาการแสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีของเหลวออกมาจากช่องคลอดมากกว่าปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงไม่ได้เป็นประจำเดือน หากติดเชื้อในทวารหนัก อาจเกิดอาการคันที่รูทวาร เลือดออก รู้สึกเจ็บปวดเวลาเบ่งอุจจาระ อย่างไรก็ตาม โรคหนองในสามารถรักษาให้หายได้ แต่เนื้อเยื่อที่เสียหายหรือผิดปกติก่อนรับการรักษาจะไม่ได้กลับคืนสู่สภาพเดิม
  • โรคตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B) เป็นโรคติดต่อทางเชื้อไวรัสที่ส่งผลต่อตับ มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับได้ สัญญาณที่บ่งบอกว่าติดเชื้อ ได้แก่ ผิวพรรณหรือตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือส้ม อุจจาระมีสีอ่อนลง มีไข้ อ่อนเพลียติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โรคตับอักเสบชนิดบีไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่มียาคุมเชื้อไวรัส และลดความเสียหายของตับและความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับได้
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes)* เกิดจากเชื้อไวรัส HSV-1 และ HSV-2 ระยะแรกๆ มักไม่แสดงอาการ จนถึงขั้นลุกลามจึงจะมีตุ่มพองบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก จากนั้นตุ่มพองจะแตกออก กลายเป็นแผลเจ็บปวด โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เนื่องจากเชื้อจะฝังตัวที่ปมประสาทอย่างถาวร และถูกกระตุ้นให้เกิดซ้ำบริเวณเดิมได้เป็นครั้งคราว แต่มียาที่ช่วยป้องกันหรือย่นระยะเวลาของภาวะลุกลามได้
  • โรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts)* เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะสืบพันธ์และทวารหนักเจริญผิดปกติ อาการคือเกิดตุ่มหรือแผ่นนูนยื่นออกมา อาจมีอาการปวดหรือคันร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ สีผิวของเนื้อที่ยืนออกมานั้นจะเหมือนผิวหนังส่วนอื่น ถ้ามีสีเข้มอาจมีภาวะผิดปกติอย่างอื่นได้ เช่น มะเร็ง การรักษาได้แก่ ใช้ยาทาและคอยติดตามผล การจี้เย็น หรือผ่าตัดออก
  • โรคซิฟิลิส (Syphilis)* เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทรีโพนีมาพาลลิดัม (Treponema Pallidum) โรคนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกจะมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศซึ่งหายไปได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต กดไม่เจ็บ ระยะที่ 2 อาการจะรุนแรงขึ้น มีแผลนูนขึ้นที่อวัยวะเพศอีก แต่อาจเพิ่มเป็นหลายแผล เกิดผื่นตามตัว มีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ผมร่วง หลังจากนั้นอาการจะหายไปแม้ไม่รักษา แต่เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 จะเรียกว่าระยะแฝง ซึ่งไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย หากยังไม่รับการรักษาอีก เชื้อจะแพร่เข้าสู่อวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นได้ เช่น หลอดเลือดหัวใจอักเสบ ตาบอด หูหนวก ฯลฯ กระทั่งเสียชีวิต หากติดเชื้อซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดการแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่เกิดมาพิการ ซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการให้ยาเพนนิซิลิน ดังนั้นหากไม่แน่ใจว่าจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงที

*โรคเริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ และซิฟิลิส สามารถติดต่อทั้งทางสารคัดหลั่งและการเสียดสีของผิวหนัง ดังนั้นการสวมถุงยางอนามัยจึงเพียงป้องกันในส่วนของสารคัดหลังเท่านั้น โอกาสที่จะติดเชื้อจากผิวหนังยังมีเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้ถุงยางอนามัยถูกวิธี แต่ก็ไม่มีโรคใดที่ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้ 100 % สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไม่รู้จัก และตรวจคัดกรองเป็นระยะ หากพบว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากจะรักษาตัวเองแล้ว ต้องให้คู่ของตัวเองเข้ารับการรักษาพร้อมกันด้วย เพื่อไม่ให้ติดต่อกันจนเป็นซ้ำอีก

ข้อควรระวังในการใช้ถุงยาง

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้การใช้ถุงยางอนามัยมีประสิทธิภาพสูงสุด มีดังนี้

  • เลือกถุงยางอนามัยให้ถูกขนาด หากใช้ขนาดเล็กเกินไป ถุงยางอาจแตกหรือขาดได้ หากใช้ขนาดใหญ่เกินไป ถุงยางอาจจะหลุดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ตรวจดูวันที่ผลิตและวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  • ควรเก็บถุงยางอนามัยไว้ในที่ที่เย็นและแห้ง ไม่ควรเก็บในที่ร้อน ถูกแสงแดดหรือแสงฟลูออเรสเซนต์ส่องโดยตรง หรือมีความชื้นสูงเกินไป เนื่องจากสภาวะดังกล่าวสามารถทำให้เนื้อยางเสื่อมสภาพได้
  • ไม่ควรเก็บถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะอาจทำให้มีการกดทับ ส่งผลให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดง่าย
  • ฉีกซองถุงยางด้วยมือ ไม่ควรใช้กรรไกรตัดหรือใช้ฟันกัด เนื่องจากอาจทำให้ถุงยางฉีกขาด ก่อนใช้อย่าลืมตรวจดูให้แน่ใจว่าถุงยางอยู่ในสภาพดี
  • ใส่และถอดถุงยางอย่างถูกวิธี หลักๆ คือ สวมใส่ถุงยางเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่แล้ว ไม่ลืมบีบปลายกระเปาะของถุงยางเพื่อไล่อากาศออกให้หมดก่อนสวมใส่ แล้วรูดถุงยางจนสุด เมื่อเกิดการหลั่งแล้ว ให้ค่อยๆ ถอดถุงยางออกก่อนอวัยวะเพศจะอ่อนตัว มิฉะนั้นถุงยางจะหลวมและอาจมีของเหลวเลอะเทอะออกมา ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์หรือติดเชื้อโรคได้
  • หากจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อไป แม้จะเป็นในคืนเดียวกัน ก็ต้องเปลี่ยนใช้ถุงยางอันใหม่เสมอ เพราะถุงยางเป็นอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวแล้วเสื่อมสภาพ ใช้ซ้ำไม่ได้
  • ห้ามใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำมัน (oil-based lubricants) รวมถึงพวกสารอย่างอื่นที่ไม่ใช่สารหล่อลื่นโดยเฉพาะ เช่น ครีมทาผิว วาสลีน น้ำมันพืช ร่วมกับถุงยางเด็ดขาด เพราะจะทำให้ถุงยางแตกได้ง่าย หากรู้สึกว่ามีน้ำหล่อลื่นไม่เพียงพอควรเลือกใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำ (water-based lubricants) หรือสูตรซิลิโคนแทน อาจใช้วิธีสังเกตที่บรรจุภัณฑ์ของสารหล่อลื่น เลือกที่เขียนบอกไว้ว่า “สามารถใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย” ที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทยและหาซื้อได้ง่าย ได้แก่ เจลหล่อลื่นดูเร็กซ์ เพลย์ มีชนิดไร้กลิ่น มีกลิ่นสตรอว์เบอร์รี และให้ความรู้สึกอุ่นขณะใช้ นอกจากนี้การใช้สารหล่อลื่นโดยเฉพาะในผู้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ซึ่งไม่มีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ ยังช่วยให้ถุงยางอนามัยคงทน ไม่แตกหรือขาดง่ายอีกด้วย

ที่มาของข้อมูล

กรมควบคุมโรค, รู้ทันโรค : ถุงยางอนามัย (https://ddc.moph.go.th/th/site/disease/detail/43/view)

อ. พญ. เจนจิต ฉายะจินดา, โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้ : ถุงยางอนามัย (http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=1087), 4 มีนาคม 2557.

อ. พญ. เจนจิต ฉายะจินดา, โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้ : การติดเชื้อคลาไมเดีย (http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=1083), 13 มีนาคม 2557.

U.S. Food and Drug Administration, (https://www.fda.gov/forpatients/illness/hivaids/ucm126372.htm), 1 August 2018.

NHS, Genital warts (https://www.nhs.uk/conditions/genital-warts/), 21 August 2017

Centers for Disease Control and Prevention, Gonorrhea - CDC Fact Sheet (https://www.cdc.gov/std/gonorrhea/stdfact-gonorrhea.htm), 29 January 2014.

World Health Organization, Hepatitis B (https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-b), 18 July 2018.

Centers for Disease Control and Prevention, Syphilis - CDC Fact Sheet (https://www.cdc.gov/std/syphilis/stdfact-syphilis.htm), 8 June 2017.

Web MD, Hepatitis B (https://www.webmd.com/hepatitis/digestive-diseases-hepatitis-b#1)

Jen Bell, Condom : common questions and miconceptions (https://helloclue.com/articles/sex/condoms-common-questions-and-misconceptions), 16 May 2018.

Medical News Today, Explaining HIV and Aids (https://www.medicalnewstoday.com/articles/17131.php), 29 November 2018.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่