ความรู้สุขภาพ

วิธีลดสิว ลดรอยอย่างได้ผล ด้วยวิธีธรรมชาติ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 20, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที

เชื่อว่ารอยสิว ถือเป็นปัญหาลำดับต้นๆ ที่ทำให้เรื่องความสวยงามของสาวๆ ต้องมีสะดุด เพราะนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดของอาการอักเสบที่เกิดจากการที่สิวขึ้นบนใบหน้าแล้ว มันยังทำให้ใบหน้าไม่มีความเรียบเนียนอีกด้วย และแน่นอนว่าเมื่อใบหน้าไม่มีความเรียบเนียน การแต่งหน้าก็ยิ่งมีอุปสรรคเพิ่มมากขึ้น หากจะให้ผิวแลดูเรียบเนียนก็คงต้องหันมาพึ่งรองพื้นที่สามารถกลบสิวนั่นเอง งานนี้ก็คงต้องลงทุนมากเป็นพิเศษ เพราะรองพื้นแต่ละยี่ห้อที่สามารถกลบสิวได้เรียบเนียนนั้นก็มีราคาสูงทั้งนั้น

ดังนั้นการหันมาดูแลใบหน้าด้วยการรักษาและลดสิวจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะไม่ต้องเสียเวลากลบสิวด้วยรองพื้นทุกครั้งที่จะต้องออกไปพบเจอผู้คนมากมาย วันนี้เราได้นำวิธีลดสิวและลดรอยสิวมาฝาก เพื่อให้คุณได้ทำความรู้จักสิวและวิธีการรักษาป้องกันอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งติดตามได้เลยดังนี้

สิวคืออะไร? ทำความรู้จักสิว...อย่างเข้าใจ

สิวคือ ลักษณะของผิวหนังบนใบหน้าที่เกิดการอักเสบเรื้อรังของรูขุมขนและต่อมไขมัน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก มีทั้งชนิดหัวดำและหัวขาว โดยมีลักษณะทั้งตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง และตุ่มเนื้อลึกใต้ผิวหนัง ในส่วนของการเกิดสิวนั้นมักสามารถพบมากที่สุดที่บริเวณของใบหน้า หน้าอก คอ ไหล่ ต้นแขน และหลัง ซึ่งมักจะขึ้นในเด็กวัยรุ่น ทั้งนี้ก็ไม่ได้จำกัดว่าสิวจะขึ้นเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีอายุประมาณ 20-40 ปีก็สามารถเป็นสิวได้ด้วยเช่นกัน และก็ได้มีการค้นพบอีกด้วยว่า ในรายที่เป็นสิวชนิดรุนแรงก็มักเกิดในกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งอาการรุนแรงของการเกิดสิวจะมีอาการเจ็บปวดตามผื่น อีกทั้งยังทิ้งร่องรอยของแผลเอาไว้อีกด้วย แม้ว่าสิวจะไม่ใช่โรคที่ทำให้ถึงกับเสียชีวิตหรือพิการ หากมันก็มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้คนๆ หนึ่งมีปมด้อยไปตลอดชีวิตได้

19 วิธีการลดสิว

  1. ควรป้องกันไม่ให้ต่อมไขมันที่มีการอุดตันอยู่แล้วเกิดอาการอักเสบ
  2. ควรลดหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดการผลิตไขมันจากต่อมไขมัน เพื่อให้มันอยู่ในปริมาณที่สมดุล
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะคนที่มีผิวมันง่าย จึงไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูงเด็ดขาด
  4. ควรสระผมให้บ่อยขึ้น เพราะการปล่อยให้ผมมันด้วยการไม่สระผมนั้น จะทำให้สิ่งสกปรกลงมาปรกตามใบหน้าและทำให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ จนทำให้ใบหน้าเป็นสิวได้
  5. ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้า เนื่องจากสบู่จะมีความเป็นด่าง ซึ่งด่างจะทำให้เกิดการระคายผิว และนั่นก็คือตัวการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดสิวบนใบหน้าได้นั่นเอง
  6. ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองมีอาการท้องผูก เพราะอาการดังกล่าวถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารที่เกิดการคั่งค้างอยู่ในท้องนั้น ล้วนเป็นของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ และมันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดสิวตามมาได้
  7. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่ทำให้ใบหน้ามีความมันเพิ่มมากขึ้น
  8. หันมาใช้เครื่องสำอางหรือโลชั่นที่ปราศจากน้ำมัน หรือที่มีระบุไว้ที่ตัวผิตภัณฑ์ว่าไม่ก่อให้เกิดสิว และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน เพราะผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีความอ่อนโยนและความปลอดภัยต่อผิวเป็นอย่างมาก
  9. หากต้องใช้สบู่ล้างหน้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวเท่านั้น
  10. ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอนหรือการเข้านอนดึก เพราะพฤติกรรมนี้จะยิ่งกระตุ้นให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดเพี้ยน เกิดความแปรปรวนโดยเฉพาะฮอร์โมนที่อาจไม่สมดุลจนก่อให้เกิดสิวขึ้นง่าย
  11. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปล่อยวางเรื่องเครียด ทำให้จิตใจแจ่มใสตลอดเวลา เพราะความเครียดจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ต่อมไขมันหลั่งออกมามากขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้อารมณ์แจ่มใส และเหงื่อที่ออกมายังทำหน้าที่ช่วยชำระล้างรูขุมขนให้สะอาด ซึ่งจะช่วยลดการเกิดสิวได้อีกทางหนึ่งด้วย
  12. ล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้ง หรือดูตามความจำเป็นของสภาพผิว เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละวันย่อมแตกต่างกัน ทั้งนี้การล้างหน้าบ่อยจนเกินไปก็มีส่วนทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เพื่อผลิตไขมันมากจนผิดปกติจนทำให้เกิดการอุดตันของไขมันกลายมาเป็นสิวได้นั่นเอง
  13. เมื่อใดที่ใช้คลีนเซอร์ทำความสะอาดใบหน้า ก็ควรล้างออกให้หมดจด ห้ามให้มีคราบตกค้างเป็นอันขาด เพราะนั่นจะทำให้สิวขึ้นได้ง่าย
  14. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ต้องใช้วิธีการขัดถู เพราะนอกจากจะไม่มีส่วนทำให้สิวหายแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
  15. หากใบหน้ามีความมันมากเกินไป ก็สามารถทานยาที่ช่วยลดความมันได้ ซึ่งยาชนิดนี้เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มของ Retionoids ความมันมากเกินไป ก็สามารถทานยาที่ช่วยลดความมันได้ ซึ่งยาชนิดนี้จะเป็นยาที่อยู่ในหลุ่มของ ทำให้เกิดการระคายเคือง รวมทั
  16. ไม่ควรอาบแดด เพราะการอาบแดดจะทำให้ผิวแห้งขึ้น อีกทั้งการอาบแดดในระยะยาวจะมีภัยร้ายต่อร่างกายได้ ซึ่งมันสามารถทำให้ผิวเริ่มมีความเหี่ยวย่นก่อนวัย อีกทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังอีกด้วย ดังนั้นความเชื่อที่ว่าการอาบแดดจะช่วยลดสิวนั้นถือเป็นความเชื่อที่ผิดนั่นเอง
  17. บังคับมือตัวเองไม่ให้ไปสัมผัสกับใบหน้า หรือเลิกพฤติกรรมการเท้าคางเวลาคิด เนื่องจากมือของคนเรานั้นจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย และนั่นก็ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้สิวเห่อได้ ที่สำคัญไม่ควรบีบ เกา หรือสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น รอนดำจากสิว รอยหลุมจากสิว รวมทั้งรอยนูนจากสิวนั่นเอง
  18. หลีกเลี่ยงฝุ่นควันหรือมลพิษต่างๆ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นในปริมาณมาก เพราะจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ใบหน้าติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย เนื่องจากสิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวผดได้หากไม่ยอมหลีกเลี่ยง
  19. หมั่นรักษาความสะอาดของเครื่องนอนอยู่เสมอ โดยเฉพาะปลอกหมอน เพราะสิ่งที่จะสัมผัสกับใบหน้าเป็นอันดับแรกเวลาวางตัวลงนอนนั่นก็คือหมอน ดังนั้นหากปลอกหมอนหรือที่นอนสกปรก ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องทางให้เชื้อโรคเข้ามาสัมผัสใบหน้าได้อย่างใกล้ชิดนั่นเอง

วิธีลดรอยสิวด้วยธรรมชาติ

สำหรับการลดรอยสิวนั้น มีอยู่มากมายหลากหลายวิธีเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละวิธีบอกได้เลยว่ามีความปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง ทั้งนี้ก็จะมีวิธีการลดรอยสิวด้วยสมุนไพรและผักผลไม้ ดังนี้

ลดรอยสิวด้วยมะนาว

สำหรับวิธีนี้ เริ่มจากการคั้นน้ำมะนาว แล้วนำสำลีสะอาดก้อนกลมชุบน้ำมะนาวที่คั้นเตรียมไว้ จากนั้นก็นำมาแต้มที่สิว ประมาณเพียง 2 อาทิตย์ จะเห็นได้ว่ารอยสิวเริ่มจางลงจากเดิม

ลดรอยสิวด้วยมะนาวและน้ำมันมะกอก

สำหรับวิธีนี้จะเพิ่มส่วนผสมจากวิธีข้างต้น นั่นก็คือ มีการเพิ่มน้ำมันมะกอกนั่นเอง โดยเริ่มจากการนำส่วนผสมทั้งสองอย่างในอัตราส่วนที่เท่ากันมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำมาป้ายที่สิว ทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้รอยสิวลดลงไปจากเดิมได้

ลดรอยสิวด้วยน้ำผึ้งและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ

ใช้เตรียมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผสมกับน้ำผึ้งแท้ในอัตราส่วนที่เท่ากัน คนให้ส่วนผสมเข้ากันแล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า หรือจะแต้มที่สิวก็ช่วยลดรอยสิวได้ ที่สำคัญยังทำให้ใบหน้าแลดูขาวและสว่างมากขึ้น แถมยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ลดรอยสิวด้วยน้ำแข็ง

วิธีนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่นำก้อนน้ำแข็ง ห่อด้วยผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม จากนั้นนำมาวางบนสิว จะช่วยลดการอักเสบ ลดอาการคัน ที่สำคัญยังช่วยลดรอยสิวได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อสิวหายจากอาการคันหรือเจ็บจากอาการอักเสบ ก็จะไม่ทำให้เกิดพฤติกรรมการเกาหรือแกะสิวนั่นเอง

ลดรอยสิวด้วยไข่ขาว

วิธีการลดรอยสิวด้วยไข่ขาวนี้ เชื่อว่าหลายคนจะเคยผ่านจากการทดลองทำมาแล้ว โดยมีวิธีการทำคือ ล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นนำไข่มาตอก แล้วแยกระหว่างไข่แดงกับไข่ขาวออก เอาเฉพาะไข่ขาวแล้วนำมาทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง จะเห็นถึงรอยสิวที่เริ่มจางลง พร้อมทั้งมีผิวหน้าที่กระชับมากขึ้น

ลดรอยสิวด้วยอบเชยและน้ำผึ้ง

แน่นอนว่าหลายคนคงจะสงสัยว่าอบเชยจะมีส่วนช่วยในการลดรอยสิวได้จริงหรือ ขอบอกเลยว่าสมุนไพรชั้นดีอย่างอบเชยสามารถลดรอยสิว อีกทั้งยังรักษาอาการอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดี โดยนำน้ำผึ้งมาผสมกับอบเชย จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำจะทำให้รู้สึกถึงรอยสิวที่จางลงไปจากเดิม แถมใบหน้ายังมีความกระชับมากขึ้นอีกด้วย

ลดรอยสิวด้วยมะเขือเทศ

ใครๆ ก็ทราบกันดีว่ามะเขือเทศถือเป็นตัวช่วยสำคัญ สำหรับการบำรุงรักษาใบหน้าให้สดใสและสวยประกายได้ ซึ่งการใช้มะเขือเทศเพื่อทำการลดรอยสิวนั้นก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน โดยเริ่มจากการหั่นมะเขือเทศเป็นแว่นๆ หรือจะใช้วิธีการบดมะเขือเทศให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะช่วยให้รอยสิวค่อยๆ จางลง

ลดรอยสิวด้วยกระเทียม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า กระเทียมจะสามารถลดรอยสิวได้ เพราะพืชเล็กๆ นี้นั้นถือเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นดั่งยาฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อราบนผิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมกระเทียมมักถูกนำมาใช้ในการรักษาสิวอักเสบ เพราะสารกำมะถันที่อยู่ในกระเทียมนั้นจะเป็นตัวยารักษาอาการอักเสบได้นั่นเอง สำหรับวิธีการลดรอยสิวนั้นก็ทำได้ง่ายๆ โดยนำกระเทียมมาฝานบางๆ จากนั้นก็นำกระเทียมมาถูลงบนหัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้รอยสิวค่อยๆ จางลงและหายไปจากใบหน้าได้แล้ว

เชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดสิว

Propionibacterium acnes จัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียจำพวก "โพรคาริโอต(Procaryote)" หรือ "โพรคาริโอติกเซลล์ (Procaryotic cell)" ภายในมีนิวเคลียส แต่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ด้วยสภาพแวดล้อมของผิวหน้าที่มีการสร้างไขมัน ปริมาณน้ำมันที่ออกมามาก จะทำให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย พบได้ทั่วไปตามผิวหนัง ขน ผม ช่องปาก ระบบทางเดินอาหารสัตว์

แต่ที่พบว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวคือชนิด "P.acnes" ที่จะผลิตกรดโพรพิโอนิคขึ้นมา เจริญเติบโตได้ด้วยความสามารถในการใช้น้ำตาลกลูโคสแบบไม่ต้องใช้ออกซิเจน พบได้มากที่บริเวณจมูก เป็นสาเหตุของการเกิดสิวที่พบได้บ่อยที่สุด สามารถทำให้ผิวระคายเคือง อักเสบ บวมแดง เป็นหนอง ที่เรียกกันว่าสิวอักเสบนั่นเอง

Propionibacterium acnes 

ผลกระทบจากเชื้อแบคทีเรีย P.acnes

เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่ในรูขุมขน ผลกระทบที่ตามมาตัวเชื้อ P. acnes จะทำการหลั่งเอนไซม์ chemotactic factor, hyaluronidase และ protease ออกมา เป็นตัวการทำให้ผิวหนังของเราอักเสบ มีการผลิตเอนไซม์ไลเปส เพื่อย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ในไขมันที่มาจากกต่อมไขมัน ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ ช่วยทำให้พวกมันเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น การรักษาที่ผิดวิธี จะยิ่งทำให้ปฏิกิริยาการอักเสบรุนแรงขึ้น กลายเป็นหัวสิวในลักษณะต่างๆ ตามมา เรายังสามารถพบ P. acne ในระบบทางเดินอาหาร เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ดังนั้นการลดสิวในกลุ่มคนที่พบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ จึงจำเป็นต้องได้รับยารักษาสิวที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ตรงตามสายพันธุ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านจุลชีพที่มีผลข้างเคียง

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องสิว หากกำลังมองหาวิธีลดสิว และลดรอยสิว ลองหันมาใช้วิธีธรรมชาติ โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำในการลดสิวที่จะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้ผล และการนำสมุนไพรอย่างผักผลไม้มาใช้รักษากันดู นอกจากจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดแล้ว ยังให้ความปลอดภัยแก่ผิวหน้าได้อย่างไร้กังวลอีกด้วย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่