ความรู้สุขภาพ

รักษาสิว รวมสารพัดวิธีรักษาสิวให้หายขาด! ด้วยวิธีแบบธรรมชาติ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ เม.ย. 11, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,349,556 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 21/03/2562

เรื่องสิวๆ ถือเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้หลายคนรำคาญใจ เพราะนอกจากความเจ็บปวดจากอาการอักเสบแล้ว สิวยังทำให้ใบหน้าไม่เรียบเนียน จนทำให้ขาดความมั่นใจอีกด้วย วันนี้เราจึงนำวิธีรักษาสิวและวิธีลดรอยสิวง่ายๆ ที่ทำได้เองมาฝากกัน รวมไปถึงเรื่องน่ารู้ทั้งหลายเกี่ยวกับสิว รับรองว่าคุณจะไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาสิวๆ อีกต่อไป

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

สิวคืออะไร? ทำความรู้จักสิว...อย่างเข้าใจ

สิว เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของรูขุมขนและต่อมไขมัน ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สิวมีทั้งชนิดหัวดำและหัวขาว โดยมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของสิว เช่น สิวอุดตัน สิวตุ่มนูนแดง สิวตุ่มหนอง สิวซีสต์ และสิวอักเสบเป็นตุ่มเนื้อลึกใต้ผิวหนัง 

บริเวณที่สามารถพบสิวได้มากที่สุด คือ ใบหน้า หน้าอก คอ ไหล่ ต้นแขน และหลัง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่าสิวจะขึ้นเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีอายุประมาณ 20-40 ปี ก็เป็นสิวได้เช่นกัน เนื่องจากในวัยผู้ใหญ่ร่างกายก็ยังผลิตฮอร์โมนเพศออกมา และมีการค้นพบด้วยว่า สิวชนิดรุนแรงนั้นมักเกิดในกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิวที่ทำให้มีอาการเจ็บปวด ทั้งยังทิ้งร่องรอยแผลเป็นสิวไว้ด้วย แม้ว่าสิวจะไม่ใช่อาการร้ายแรง แต่ก็ส่งผลกระทบมากพอที่จะทำให้คนๆ หนึ่งมีปมด้อยไปตลอดชีวิตได้

รักษาสิว

เชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดสิว

Propionibacterium acnes (P.acnes) จัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก ได้แก่ ใบหน้า แก้ม หน้าอก หลัง เป็นต้น โดย P.acnes สามารถเจริญเติบโตได้ด้วยความสามารถในการใช้น้ำตาลกลูโคสแบบไม่ต้องใช้ออกซิเจน จึงเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พบได้มากที่บริเวณจมูก เป็นสาเหตุของการเกิดสิวที่พบได้บ่อยที่สุด สามารถทำให้ผิวระคายเคือง อักเสบ บวมแดง เป็นหนอง ที่เรียกกันว่าสิวอักเสบนั่นเอง

ผลกระทบจากเชื้อแบคทีเรีย P.acnes

เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่ในรูขุมขน โดยจะหลั่งเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสและเอนไซม์โปรติเอสออกมา เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังของเราอักเสบ นอกจากนี้ยังผลิตเอนไซม์ไลเปสเพื่อย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ในไขมันที่มาจากต่อมไขมัน ซึ่งจะช่วยให้เชื้อเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น การรักษาสิวที่ผิดวิธี จะยิ่งทำให้ปฏิกิริยาการอักเสบจากแบคทีเรียพวกนี้รุนแรงขึ้น 

เรายังสามารถพบ P. acnes ในระบบทางเดินอาหาร เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ดังนั้นคนที่พบว่ามีสิวเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ จึงจำเป็นต้องได้รับยารักษาสิวที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ตรงตามสายพันธุ์ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพที่มีผลข้างเคียงเสมอไป

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

19 วิธีรักษาสิว และป้องกันสิวเห่อ

  1. ลดหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดการผลิตไขมันจากต่อมไขมัน เช่น การรับประทานอาหารทอด อาหารมัน การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน เป็นต้น  
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ชีส ช็อกโกแลต ขนมหวาน โดยเฉพาะคนที่มีผิวมันง่าย ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  3. ควรสระผมให้บ่อยขึ้น เพราะการปล่อยให้ผมมันจะทำให้สิ่งสกปรกลงมาเกาะตามใบหน้า รวมถึงเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมจนเป็นสาเหตุให้เกิดสิวได้
  4. ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้า เนื่องจากสบู่มีความเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายผิว และเป็นตัวการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดสิวบนใบหน้าได้นั่นเอง ถ้าจะให้ดีควรใช้โฟมล้างหน้าที่มีค่ากรด-ด่างที่เหมาะสมกับผิวหน้า
  5. ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองมีอาการท้องผูก เพราะถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารที่คั่งค้างอยู่ในท้องล้วนเป็นของเสีย และจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดสิวตามมาได้
  6. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่ทำให้ใบหน้ามีความมันเพิ่มมากขึ้น
  7. หันมาใช้เครื่องสำอางหรือโลชั่นที่ปราศจากน้ำมัน หรือที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ว่าไม่ก่อให้เกิดสิว และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน เพราะผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีความอ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิว
  8. หากต้องใช้สบู่ล้างหน้า ควรเลือกใช้แบบที่อ่อนโยนต่อผิวเท่านั้น
  9. ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอนหรือการเข้านอนดึก เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวน โดยเฉพาะปริมาณฮอร์โมนที่อาจเปลี่ยนไปจนไม่สมดุล ซึ่งจะก่อให้เกิดสิวได้ง่าย
  10. พยายามปล่อยวางเรื่องเครียด และทำให้จิตใจให้แจ่มใสตลอดเวลา เพราะความเครียดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันหลั่งออกมามากขึ้น 
  11. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้อารมณ์แจ่มใส และเหงื่อที่ออกมายังทำหน้าที่ช่วยชำระล้างรูขุมขนให้สะอาด ซึ่งถือเป็นการรักษาสิวและช่วยลดการเกิดสิวได้อีกทางหนึ่งด้วย
  12. ล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้ง หรือดูตามความจำเป็นของสภาพผิว เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละวันย่อมแตกต่างกัน ทั้งนี้ การล้างหน้าบ่อยจนเกินไปก็มีส่วนทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตไขมันมากผิดปกติจนทำให้เกิดการอุดตันของไขมัน และกลายมาเป็นสิวได้
  13. เมื่อใช้คลีนเซอร์ทำความสะอาดใบหน้า ควรล้างออกให้หมดจด ห้ามให้มีคราบตกค้างเป็นอันขาด เพราะนั่นจะทำให้เกิดสิวอุดตันขึ้นได้
  14. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ต้องใช้วิธีการขัดถู เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้สิวหายแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
  15. หากหน้ามันมากเกินไป สามารถรับประทานยารักษาสิวช่วยลดความมันได้ ได้แก่ ยาในกลุ่มเรตินอยด์ (Retionoids) แต่ก่อนเริ่มใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานทุกครั้ง เนื่องจากยาตัวนี้มีข้อห้ามใช้ในคนบางกลุ่ม
  16. ไม่ควรอาบแดด เพราะการอาบแดดจะทำให้ผิวแห้งขึ้น และในระยะยาวอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยสามารถทำให้ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย ทั้งยังเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังอีกด้วย
  17. พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และเลิกการเท้าคางเวลาคิด เนื่องจากมือเต็มไปด้วยแบคทีเรีย และถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สิวเห่อได้ ที่สำคัญไม่ควรบีบ เกา หรือแกะสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น รอยดำ รอยหลุม รวมทั้งรอยนูนจากสิวได้
  18. หลีกเลี่ยงฝุ่นควันหรือมลพิษต่างๆ รวมทั้งการอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นเยอะ เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองจนเกิดสิวผด นอกจากนี้ยังเสี่ยงทำให้เชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกต่างๆ สะสมบนใบหน้า และทำให้เกิดสิวตามมา 
  19. หมั่นรักษาความสะอาดของเครื่องนอนอยู่เสมอ โดยเฉพาะปลอกหมอน เพราะเป็นสิ่งที่จะสัมผัสใบหน้าเวลานอน หากปลอกหมอนหรือที่นอนสกปรก ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องทางให้เชื้อโรคเข้ามาสัมผัสใบหน้ามากขึ้น

วิธีรักษาสิวและลดรอยสิวด้วยธรรมชาติ

การรักษาสิว และลดรอยสิวด้วยวิธีธรรมชาติได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยและค่อนข้างเห็นผล ทั้งยังมีหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ ดังต่อไปนี้

รักษาสิว

ลดรอยสิวด้วยมะนาว

มะนาวเป็นวัตถุดิบใกล้ตัวที่หาได้ง่าย แถมยังช่วยรักษาสิวและลดรอยสิวได้เป็นอย่างดี วิธีทำ คั้นน้ำมะนาว แล้วใช้สำลีสะอาดก้อนกลมชุบน้ำมะนาวที่คั้นเตรียมไว้ จากนั้นก็นำมาแต้มที่สิว ติดต่อกันประมาณ 2 อาทิตย์ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารอยสิวเริ่มจางลงจากเดิม

ลดรอยสิวด้วยมะนาวและน้ำมันมะกอก

การรักษาสิวด้วยวิธีนี้จะเพิ่มส่วนผสมเป็นน้ำมันมะกอกควบคู่กับมะนาว เริ่มจากการนำส่วนผสมทั้งสองอย่างมาผสมในอัตราส่วนที่เท่ากัน แล้วนำมาป้ายสิว ทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้รอยสิวลดลงได้

ลดรอยสิวด้วยน้ำผึ้งและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ

ส่วนผสมยอดนิยมสำหรับการรักษาสิวและบำรุงใบหน้า ให้เตรียมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผสมกับน้ำผึ้งแท้ในอัตราส่วนที่เท่ากัน คนให้ส่วนผสมเข้ากันแล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า หรือจะแต้มที่สิวอย่างเดียวก็ช่วยลดรอยสิวได้ ที่สำคัญยังทำให้ใบหน้าแลดูกระจ่างใสมากขึ้น แถมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ลดรอยสิวด้วยน้ำแข็ง

เป็นวิธีรักษาสิวและลดสิวที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำก้อนน้ำแข็งห่อด้วยผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม จากนั้นนำมาวางบนสิว จะช่วยลดการอักเสบ ลดอาการคัน และยังช่วยลดรอยสิวได้เป็นอย่างดี 

ลดรอยสิวด้วยไข่ขาว

ล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นนำไข่มาตอก แล้วแยกระหว่างไข่แดงกับไข่ขาวออก นำเฉพาะไข่ขาวมาทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง จะเห็นถึงผลลัพธ์ที่รอยสิวเริ่มจางลง พร้อมทั้งมีรูขุมขนเล็กลงด้วย

ลดรอยสิวด้วยอบเชยและน้ำผึ้ง

อบเชยเป็นสมุนไพรที่ช่วยลดรอยสิวได้ ทั้งยังช่วยรักษาอาการอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดี โดยนำน้ำผึ้งมาผสมกับอบเชย จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำจะช่วยให้รอยสิวจางลง แถมใบหน้ายังมีความชุ่มชื่นและกระชับมากขึ้นด้วย

ลดรอยสิวด้วยมะเขือเทศ

มะเขือเทศถือเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการบำรุงใบหน้าให้สดใสและเปล่งประกาย ซึ่งการใช้มะเขือเทศนั้นก็สามารถรักษาสิวได้ดีเช่นกัน โดยเริ่มจากการหั่นมะเขือเทศเป็นแว่นๆ หรือจะใช้วิธีการบดมะเขือเทศให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกันก็ได้ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ จะช่วยให้รอยสิวค่อยๆ จางลง

ลดรอยสิวด้วยกระเทียม

กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อราบนผิวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารกำมะถัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบของสิวได้ สำหรับวิธีการรักษาสิวด้วยกระเทียมนั้นก็ทำได้ง่ายๆ โดยนำกระเทียมมาฝานบางๆ จากนั้นนำมาถูบนหัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้รอยสิวค่อยๆ จางลงและหายไปจากใบหน้าได้แล้ว

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องสิว หากกำลังมองหาวิธีรักษาสิวและลดรอยสิว ลองหันมาใช้วิธีธรรมชาติและปฏิบัติตามคำแนะนำในการลดและป้องกันสิวตามที่กล่าวมาดู นอกจากจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดแล้ว ยังไม่ต้องกังวลใจเรื่องความปลอดภัยต่อผิวหน้าอีกด้วย

ที่มาของข้อมูล
  1. Propionibacterium acnes (https://www.sciencedirect.com/topics/immunology-and-microbiology/propionibacterium-acnes), 2017.
  2. Annette McDermott, Can You Use Herbs to Treat Acne? (https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care/herbs-for-acne), 9 August 2016.
  3. หลักการรักษาสิวมีหลักการง่า ยๆ 4 ข้อ ได้แก่ (https://med.mahidol.ac.th/atrama/sites/default/files/public/pdf/column/AtRama29_C01.pdf).

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับยาคุมรักษาสิว
ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับยาคุมรักษาสิว

หาคำตอบว่ายาคุมกำเนิดสามารถช่วยรักษาสิวได้อย่างไร แล้วประสิทธิภาพการคุมกำเนิดของมันจะดีหรือไม่ ผู้ชายกินแล้วจะมีผลข้างเคียงไหม

สิว (Acne)
สิว (Acne)

สิวแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร เกิดจากอะไร การรักษาสิวและการป้องกันการเกิดสิวสามารถทำได้อย่างไรบ้าง?