การผ่าตัด

การปลูกถ่ายหัวใจและปอด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
Istock 864464934 %281%29

การปลูกถ่ายหัวใจและปอดเป็นหัตถการใหญ่ที่ใช้รักษาผู้ที่มีภาวะปัญหาที่หัวใจกับปอดรุนแรงถึงชีวิต อย่างเช่นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (ความผิดปกติที่หัวใจตั้งแต่เกิด)

ระหว่างการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและปอดกับผู้ที่มีหัวใจและป่วยที่ไม่ดีต้องใช้ปอดกับหัวใจที่ได้รับจากผู้บริจาคที่เพิ่งเสียชีวิต

การปลูกถ่ายหัวใจและปอดเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งภาวะที่เกิดหลังการผ่าตัดมักอันตรายอย่างมาก ทำให้การปลูกถ่ายหัวใจและปอดมักดำเนินการเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาอื่น ๆ แล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่านั้น แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายที่กล่าวว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการปลูกถ่ายมีมากกว่าความเสี่ยงก็ตาม

การปลูกถ่ายหัวใจและปอดเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน?

ณ ขณะนี้ยังมีผู้เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดน้อยอยู่มาก เนื่องมาจากขาดแคลนผู้ให้บริจาคอยู่มาก โดยเหตุผลหลักสองประการที่มีผู้บริจาคน้อย มีดังนี้:

อันดับแรก หัวใจที่ได้มาจากการบริจาคส่วนมากถูกนำมาจากผู้ที่สมองตายไปแล้วหรือที่ไม่มีสัญญาณทางสมองอีกแล้วแต่ยังคงถูกยื้อชีวิตอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจซึ่งช่วยให้เลือดยังคงมีออกซิเจนไหลเวียนอยู่ภายใน การใช้งานเครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานทำให้ปอดเสียหายจนไม่อาจนำมาใช้ปลูกถ่ายได้

อันดับต่อมาคือความเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อปอดที่รวดเร็วมากหลังจากถูกนำออกจากร่างกาย โดยการบริจาคปอดและการปลูกถ่ายให้ผู้รับบริจาคต้องดำเนินการภายใน 4 ถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งหมายถึงว่าทั้งผู้ให้บริจาคและผู้รับการปลูกถ่ายต้องอยู่ในรัศมีที่ใกล้เคียงกันมาก ๆ

เหตุใดการปลูกถ่ายหัวใจและปอดจึงจำเป็น?

Cardiothoracic

หัวใจและปอดทำงานร่วมกันมาตลอดเวลา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างเรียกความสัมพันธ์ของทั้งสองอวัยวะว่า “cardiothoracic”

ความสัมพันธ์ของปอดและหัวใจในที่นี้หมายถึงการทำงานร่วมกัน ดังนี้:

  • หัวใจสูบฉีดเลือดที่เต็มไปด้วยออกซิเจนที่มาจากปอดไปเลี้ยงร่างกาย
  • เซลล์ของร่างกายใช้ออกซิเจนเป็นแหล่งพลังงาน
  • เลือดที่ขาดออกซิเจนจะไหลกลับเข้าไปสู่ปอด
  • ปอดจะเติมออกซิเจนให้กับเลือดชุดนั้นและเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง

ด้วยเหตุเช่นนี้ทำให้ปัญหาที่ส่วนใดส่วนหนึ่งจะส่งผลไปยังวัฏจักรภายในร่างกาย จึงทำให้ต้องมีการทดแทนอวัยวะทั้งสองหากเกิดกรณีร้ายแรงขึ้น

สาเหตุทั่วไปที่ต้องทำการปลูกถ่ายหัวใจและปอด

มีหลายเหตุผลที่ต้องมีการดำเนินหัตถการปลูกถ่ายหัวใจและปอดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น:

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นสภาวะที่เด็กคนหนึ่งเกิดมาพร้อมความผิดปรกติที่ส่งผลต่อหัวใจ

ในบางกรณีโรคนี้ได้ไปสร้างความเสียหายกับหัวใจ ทำให้เลือดถูกสูบฉีดเข้าปอดด้วยแรงดันที่สูงกว่าปกติ แรงดันนั้นเองที่ทำให้หัวใจและปอดอ่อนแอลง

ในกรณีที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ความเสียหายที่หัวใจกับปอดอาจไม่สามารถรักษาได้ทำให้ต้องมีการปลูกถ่ายหัวใจและปอดใหม่แทน

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงเป็นสภาวะที่หาได้ยากที่ซึ่งสาเหตุการเกิดภาวะนี้ยังคงเป็นปริศนา โดยผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตในปอดสูงกว่าปกติ และเมื่อผ่านไปเวลานาน ๆ ความดันที่สูงเกินนั้นจะสร้างความเสียหายแก่ปอดและทำให้หัวใจอ่อนแอลง

โรคซิสติกไฟโบรซิส

โรคซิสติกไฟโบรซิสเป็นภาวะโรคทางพันธุกรรมที่พบว่ามีเด็กเกิดใหม่และผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 8,000 คนในประเทศอังกฤษเป็นโรคนี้ โดยอาการของโรคคือมีมูกข้นเหนียวภายในปอด

โรคซิสติกไฟโบรซิสสามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายปอด แต่ก็อาจมีบางกรณีที่ต้องทำการเปลี่ยนทั้งหัวใจกับปอด (หากทำได้)

ยกตัวอย่างเช่น หากเลือดที่ไหลจากหัวใจไปยังปอดเกิดเสียหาย แพทย์จะต้องทำการปลูกถ่ายทั้งปอดและหัวใจถึงจะให้ผลที่ดีที่สุด

อีกทั้งยังการใช้หัวใจของผู้ป่วยโรคนี้ที่ไม่มีความเสียหายใด ๆ เว้นแต่เส้นเลือดใกล้เคียงก็สามารถใช้เป็นอวัยวะปลูกถ่ายให้กับผู้อื่นอีกทีได้ (เรียกรูปแบบนี้ว่าการปลูกถ่ายโดมิโน)

ใครสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนี้ได้บ้าง?

เนื่องมาจากความขาดแคลนผู้บริจาคอวัยวะ ทำให้ทีมปลูกถ่ายต้องทำการประเมินผู้รับบริจาคอย่างระมัดระวัง โดยพวกเขาต้องชี้ชัดถึงปัญหาหรือปัจจัยรายบุคคลที่อาจส่งผลทำให้การปลูกถ่ายไม่ประสบผลสำเร็จ ผลลัพธ์การประเมินอาจหมายถึงความเสี่ยงของการปลูกถ่ายที่มีมากกว่าผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ

ข้อห้าม

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใช้คำว่า “ข้อห้าม” เพื่ออธิบายปัจจัยหรือปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ ไม่เหมาะสมกับการรักษาแบบนั้น ๆ

โดยมีข้อห้ามอยู่ 2 ประเภท:

ข้อห้ามที่แน่นอน: หมายถึงบุคคลนั้น ๆ ต้องไม่ได้รับการรักษารูปแบบนั้นไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม

โรคหรือสภาวะที่ไม่ควรใช้: หมายถึงกรณีที่อาจมีการรักษานั้น ๆ เกิดขึ้นแม้ว่าแพทย์จะไม่แนะนำให้ทำก็ตาม ซึ่งมักดำเนินการไปเป็นกรณีพิเศษ

ข้อห้ามที่แน่นอน

  • ข้อห้ามที่แน่นอนสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดมีดังนี้:
  • มีอายุตั้งแต่ 65 ปีหรือมากกว่า และมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ
  • มีภาวะเลือดเป็นพิษ
  • เป็นมะเร็งชนิดที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้
  • ติดเหล้าหรือยา
  • สูบบุหรี่อยู่ และมีปัญหาทางสุขภาพจิต อย่างโรคจิตเภท ซึ่งทำให้ผู้ป่วยคนนั้นไม่สามารถให้ความร่วมมือกับแพทย์ระหว่างการรักษาพักฟื้นได้

โรคหรือสภาวะที่ไม่ควรใช้

โรคหรือสภาวะที่ไม่ควรใช้การปลูกถ่ายหัวใจและปอดมีดังนี้:

  • HIV
  • โรคไวรัสตับอักเสบประเภท B
  • โรคไวรัสตับอักเสบประเภท C
  • อ้วน
  • เป็นเบาหวานรุนแรงจนถึงขั้นอวัยวะเสียหาย หรือ เป็นโรคกระดูกพรุนรุนแรง เนื่องจากากรใช้ยาที่ใช้ในช่วงพักฟื้นมีฤทธิ์ทำให้กระดูกยิ่งอ่อนแอลง

การดำเนินการปลูกถ่ายหัวใจและปอด

การประเมินขั้นต้น

หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณควรเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและหัวใจ คุณจะถูกส่งไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก่อนไปทำการตรวจประเมินขั้นต้น

การประเมินหลังจากนั้น

หลังการพิจารณาข้อห้ามต่าง ๆ คุณจะถูกส่งตัวไปยังศูนย์ปลูกถ่ายใกล้เคียงเพื่อรับการประเมินเชิงลึกต่อไป เป้าหมายของการประเมินเชิงลึกคือเพื่อสร้างภาพรายละเอียดสถานะทางสุขภาพของคุณ และเพื่อตรวจหาปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ที่อาจกระทบกับความเหมาะสมในการเข้ารับการปลูกถ่าย

ณ ขั้นตอนนี้ คุณจะได้พบปะกับทีมปลูกถ่ายเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งก่อนที่คุณจะมายังศูนย์ปลูกถ่ายควรจดรายการคำถามต่าง ๆ ที่คุณสงสัยเสียก่อน

ระหว่างการประเมิน คุณอาจต้องทำการทดสอบต่อไปนี้:

  • การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อหาการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียต่าง ๆ และเป็นการประเมินอวัยวะต่าง ๆ ไปในตัว อย่างเช่นตับ ไต เป็นต้น
  • การเอกซเรย์ทรวงอก
  • การทดสอบการทำงานของปอด: ที่ซึ่งจะใช้เครื่องจักรที่เรียกว่าเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดเพื่อวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดของคุณ
  • การถ่ายภาพรังสีด้วยคอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน และการถ่ายภาพคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI: เพื่อการตรวจสอบอวัยวะภายในบางอย่าง อย่างเช่นปอด
  • การฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ: ซึ่งเป็นการตรวจเอกซเรย์แบบพิเศษที่ใช้ดูภายในหัวใจของคุณ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG): การทดสอบเพื่อวัดกิจกรรมทางไฟฟ้าของหัวใจคุณ
  • การประเมินทั้งหมดนั้นจะดำเนินการประมาณ 2 ถึง 4 วัน หากผู้รับการตรวจเป็นลูกของคุณ ทางศูนย์จะจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คุณตามความจำเป็น
  • การตัดสินใจความเหมาะสมขั้นสุดท้ายนั้นขึ้นอยู่กับหลักการของศูนย์และการถกเถียงกันของบรรดาทีมปลูกถ่ายที่ร่วมกันพิจารณาผลการทดสอบตัวคุณหรือลูกคุณอย่างละเอียด
  • หากเป็นการตัดสินใจที่ง่าย คุณจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาเมื่อนั้น หรือก่อนที่คุณจะออกจากศูนย์ไป แต่หากการพิจารณามีความซับซ้อนกว่านั้น ทีมปลูกถ่ายต้องใช้เวลาตรวจสอบและพูดคุยกันนานกว่านั้น โดยอาจจะกินเวลาหลายสัปดาห์ก็เป็นได้
  • หากมติเป็นเอกฉันท์เมื่อไร คุณจะมีโอกาสพบปะพูดคุยกับทีมปลูกถ่ายตัวต่อตัว แต่หากทีมตัดสินใจว่าคุณหรือลูกคุณไม่เหมาะสมกับการปลูกถ่ายหัวใจและปอด ทีมปลูกถ่ายจะเข้ามาเสนอทางเลือกรักษาอื่นแก่คุณแทน

กลุ่มสำรอง

หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณเหมาะสมกับการปลูกถ่ายหัวใจและปอด รายละเอียดของคุณจะถูกส่งเข้าระบบและเข้าไปอยู่ในกลุ่มสำรองชื่อ

คุณจะได้รับอุปกรณ์สื่อสารเพื่อให้บุคลากรสามารถติดต่อคุณได้ทุกเมื่อหากมีอวัยวะจากผู้บริจาคเข้ามา คุณควรเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเอาไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงโอกาสจริง คุณก็สามารถเดินทางไปยังศูนย์ได้ในทันที

โดยคุณต้องทำการแจ้งทีมรักษาทันทีที่:

  • มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวของคุณ อย่างเช่นมีการเปลี่ยนที่อยู่ หรือวันเวลาพักร้อนของคุณ
  • คุณรู้สึกไม่สบายหรือมีการเปลี่ยนแปลงอาการจากภาวะปกติ
  • คุณต้องเข้าโรงพยาบาล
  • เปลี่ยนการใช้ยา
  • โดยทีมปลูกถ่ายเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไรที่จะมีอวัยวะพร้อมใช้งานเข้ามา อาจจะเป็นเวลาหลายเดือน หรือหลายปีก็เป็นได้
  • หากคุณมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติม ก็สามารถทำการติดต่อขอความช่วยเหลือของคำแนะนำต่าง ๆ จากทางศูนย์ปลูกถ่ายได้

กระบวนการปลูกถ่าย

เมื่อมีหัวใจและปอดเข้ามา ทีมปลูกถ่ายจะติดต่อและจัดเตรียมบริการขนส่งให้คุณเข้ามายังศูนย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อคุณไปถึงห้องผ่าตัด คุณจะถูกฉีดยาสลบก่อนที่แพทย์จะใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมกับร่างกายของคุณ โดยเครื่องจักรนี้จะมีท่อที่ใช้สอดเข้าหลอดเลือดของคุณเพื่อทำการสูบฉีดเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายแทนปลอดและหัวใจจริงของคุณ ซึ่งจะใช้งานเครื่องดังกล่าวไปตลอดการผ่าตัด

แพทย์จะทำการกรีด (ตัด) เข้าทรวงอก และนำหัวใจและปอดของคุณออกมา หัวใจกับปอดของผู้ให้บริจาคจะถูกใส่และเชื่อมหลอดเลือดโดยรอบเข้าด้วยกัน หลังจากนั้น แพทย์จะเย็บรอยกรีดตอนแรกให้สนิทก่อนส่งตัวคุณไปห้องฉุกเฉินที่ซึ่งแพทย์จะคอยสอดส่องกระบวนการฟื้นตัวของคุณอย่างใกล้ชิด

กระบวนการผ่าตัดหัวใจและปอดนี้มักใช้เวลาหลายชั่วโมง

การฟื้นตัวหลังปลูกถ่ายหัวใจและปอด

หลังการปลูกถ่าย

คุณต้องพักฟื้นในห้อง ICU นานหลายวัน ด้วยเหตุผลที่ว่า:

  • อวัยวะใหม่ยังคงอ่อนไหวต่อการติดเชื้ออย่างมาก ทำให้คุณต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อจริง ๆ
  • มีความเสี่ยงที่ร่างกายจะปฏิเสธหัวใจและปอดใหม่ ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วนในทันทีที่มีสัญญาณดังกล่าว
  • คุณต้องได้รับการป้อนอาหารและการหายใจผ่านเครื่องช่วยไปตลอดจนกว่าจะฟื้นตัว
  • คุณต้องได้รับยาบรรเทาอาการปวดทั้งก่อนและหลังการฟื้นตัว
  • แพทย์จะส่งตัวคุณไปยังห้องผู้ป่วยทั่วไปได้หลังจากนั้น 3-4 วัน โดยที่ร่างกายของคุณยังคงถูกสอดส่องอยู่ ผู้คนส่วนมากจะรู้สึกดีขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลภายใน 3 สัปดาห์หลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและปอด

กระบวนการฟื้นฟู

การฟื้นตัวหลังการปลูกถ่ายใช้เวลานานมาก และเป็นกระบวนการที่น่าหงุดหงิด โดยคุณจะถูกส่งไปพบทั้งนักกายภาพบำบัด หรือนักเวชกรรมฟื้นฟู เพื่อเข้ารับการออกกำลังกายที่มีเพื่อเสริมความแข็งแรงให้หัวใจและปอดใหม่ของคุณ หรือที่เรียกว่าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถนะหัวใจ

ระหว่างช่วงเวลาฟื้นฟูร่างกายของคุณ คุณจะถูกตรวจร่างกายบ่อย ๆ เพื่อดูการทำงานของอวัยวะใหม่ทั้งสอง โดยอาจต้องเข้าตรวจ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงสัปดาห์แรกหลังการปลูกถ่าย โดยการนัดตรวจร่างกายจะค่อย ๆ ถี่น้อยลงหากร่างกายของคุณเริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อย ๆ

หลังการปลูกถ่ายหัวใจและปอด อาจใช้เวลามากถึง 6 เดือนก่อนที่คุณจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปรกติได้

เมื่อร่างกายคุณฟื้นสภาพโดยสมบูรณ์แล้ว คุณจะต้องเข้าตรวจสุขภาพเป็นประจำในระยะยาว ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะของตัวคุณอีกที ซึ่งเวลานัดติดตามผลอาจมีตั้งแต่หนึ่งครั้งทุก ๆ 3 เดือน ไปจนถึงปีละครั้ง

ยากดภูมิคุ้มกัน

หลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและปอด ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือระบบภูมิคุ้มกันของคุณเอง โดยร่างกายจะมองว่าหัวใจและปอดใหม่เป็นสิ่งแปลกปลอมและเริ่มเข้าโจมตีตามกลไก ซึ่งเรียกได้ว่าการปฏิเสธอวัยวะ

เพื่อป้องกันเหตุเช่นนี้ แพทย์จะใช้ยากดภูมิคุ้มกันที่มีฤทธิ์ขัดขวางกิจกรรมของเซลล์เม็ดเลือดขาวของคุณไว้

โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่กำจัดเซลล์แปลกปลอมอย่างเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และในกรณีที่ทำการปลูกถ่าย คือเนื้อเยื่อของอวัยวะใหม่นั่นเอง

ผู้รับการปลูกถ่ายส่วนมากจะต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 3 ชนิดไปตลอดชีวิต แต่หากคุณมีการตอบสนองต่อการรักษาดี โดสของยากดภูมิคุ้มกันจะถูกลดลงเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา

ยากดภูมิคุ้มกันเป็นยาที่แรงจนมีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น:

แม้ว่าคุณจะประสบกับผลข้างเคียงเหล่านี้ ก็ไม่ควรหยุดหรือลดยาที่แพทย์กำหนดไว้โดยพลการ หากฝ่าฝืนอาจทำให้ร่างกายของคุณปฏิเสธอวัยวะใหม่ได้

หากคุณต้องการจริง ๆศูนย์ปลูกถ่ายสามารถใช้การรักษาผลข้างเคียงเหล่านี้กับคุณได้

ความเสี่ยงหลังการปลูกถ่ายหัวใจและปอด

ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดหลังการปลูกถ่ายหัวใจและปอดคือการที่ร่างกายปฏิเสธหัวใจกับปอดใหม่แม้จะได้รับยากดภูมิคุ้มกันก็ตาม

โดยการปฏิเสธอวัยวะมีอยู่ 2 ประเภทคือ:

  • การปฏิเสธแบบเฉียบพลัน: เกิดอย่างรวดเร็วหลังการผ่าตัด
  • การปฏิเสธแบบเรื้อรัง: เกิดขึ้นหลังจากผ่านการผ่าตัดไปแล้วหลายเดือน หรือหลายปี

สัญญาณของการปฏิเสธหัวใจมีดังนี้:

  • เหนื่อยล้า
  • น้ำหนักขึ้น
  • แขนและขาบวม
  • มีไข้สูง (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส)

สัญญาณของการปฏิเสธปอดมีดังนี้:

  • ไอ
  • หายใจสั้น
  • หายใจลำบาก
  • มีไข้สูง (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส)
  • หากคุณประสบกับอาการเหล่านี้ ต้องติดต่อทีมรักษาหรือทีมปลูกถ่ายของคุณในทันที
  • การปฏิเสธอวัยวะมักแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มโดสยากดภูมิคุ้มกันขึ้นจากเดิม

การติดเชื้อ

ยากดภูมิคุ้มกันจะไปทำให้ระบบภูมิต้านทานของคุณอ่อนแอลง ทำให้ร่างกายคุณง่ายต่อการติดเชื้อ

โดยการติดเชื้อที่ผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายหัวใจและปอดมักจะประสบคือ:

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การติดเชื้อรา
  • การติดเชื้อ CMV (cytomegalovirus)
  • โดย CMV เป็นไวรัสที่พบได้มากที่สุด ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเริม
  • คุณจะได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงสัปดาห์แรกหลังการปลูกถ่ายเพื่อป้องกันการติดเชื้อเหล่านี้

การติดเชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อแบคทีเรียที่ปอดจะเกิดขึ้นง่ายในช่วงอาทิตย์แรกหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

อาการของการติดเชื้อที่ปอดมีดังนี้:

  • หายใจลำบาก
  • ไอมีเสมหะสีเขียว เหลือง น้ำตาล หรือปนเลือด
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • มีไข้สูง (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส)
  • รู้สึกไม่สบายตัว
  • เหงื่อออกและหนาวสั่น
  • ไม่อยากอาหาร
  • เจ็บที่หน้าอก

หากคุณคาดว่าปอดของตนเองติดเชื้อ ให้ติดต่อทีมรักษาในทันที โดยอาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะทั่วไป

การติดเชื้อชา

แม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยเท่าการติดเชื้อจากแบคทีเรีย แต่การติดเชื้อรูปแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงอาทิตย์แรกหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

การติดเชื้อราที่ไม่รุนแรงจะแสดงอาการบนผิวหนัง เล็บมือ ปาก หรือเท้า หากเป็นผู้หญิงก็สามารถเกิดอาการบริเวณช่องคลอดได้ด้วย

อาการของการติดเชื้อราจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของร่างกายที่ติดเชื้อ ซึ่งอาการจะมีความใกล้เคียงกัน ดังนี้:

  • ผิวหนังแดงและเป็นเกล็ด
  • คัน
  • ในกรณีการติดเชื้อชาที่ช่องคลอด จะมีของเสียขาวข้นออกจากช่องคลอด
  • หากเป็นการติดเชื้อราที่รุนแรงมักจะเกิดขึ้นภายในร่างกาย อย่างเช่นที่ปอด หรือในกระแสเลือด
  • อาการของการติดเชื้อราในร่างกายมีดังนี้:
  • หายใจสั้น
  • วิงเวียนศีรษะ
  • เจ็บหน้าอก
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไป อย่างเช่นสับสน หรือหลงสถานที่

หากคุณคาดว่าตนเองติดเชื้อราภายในร่างกาย ให้รีบติดต่อทีมรักษาของคุณในทันที

การติดเชื้อราที่ไม่ใช่ภายในร่างกายสามารถรักษาได้ด้วยครีมและยาทานต้านเชื้อรา แต่การติดเชื้อราในร่างกายอาจต้องทำให้ผู้ป่วยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยการฉีดหรือการให้ยาต้านเชื้อราแทน

หลังจากการปลูกถ่ายหัวใจและปอด แพทย์อาจใช้ยาต้านเชื้อรากับคุณเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อป้องกันไว้ก่อนก็ได้

การติดเชื้อ CMV

โดยส่วนมากการติดเชื้อ CMV มักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนที่สองหลังการปลูกถ่าย

โดยอาการของการติดเชื้อ CMV มีดังนี้:

  • มีไข้สูง (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส)
  • หายใจสั้นมีแผลในช่องปากที่มีขนาดใหญ่และเจ็บมาก
  • มีปัญหาด้านการมองเห็น อย่างเช่นมีจุดดำปรากฏขึ้น มองเห็นภาพไม่ชัดหรือมองเห็นเงาหรือจุดลอยอยู่
  • หากคุณคาดว่าตนเองติดเชื้อ CMV ขึ้น ให้รีบติดต่อทีมแพทย์ผู้รักษาของทีมปลูกถ่ายในทันที
  • โดยส่วนมากการติดเชื้อ CMV มักรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส
  • แต่เพื่อการป้องกันไว้ก่อน แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสแก่คุณตั้งแต่หลังการปลูกถ่าย ซึ่งจะให้ติดต่อกันหลายเดือน

การป้องกันการติดเชื้อระยะยาว

หลังการปลูกถ่ายหัวใจและปอด แพทย์จะจ่ายยากดภูมิต้านทานแก่คุณ ซึ่งคุณต้องทานยาตัวนี้ไปตลอดชีวิต นั่นหมายถึงว่าตัวของคุณจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ด้วยเหตุเช่นนี้คุณควรระมัดระวังการใช้ชีวิตของคุณให้มากกว่าเดิม โดยสามารถปฏิบัติตัวตามนี้:

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด: หากไม่สามารถเลี่ยงได้ ควรสวมหน้ากากปิดใบหน้าเอาไว้ โดยเฉพาะช่วงหนึ่งปีแรกหลังการผ่าตัดปลูกถ่าย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นที่มีการติดเชื้ออยู่
  • หลีกเลี่ยงทุก ๆ สิ่งที่สามารถสร้างความเสียหายแก่ปอดของคุณได้ อย่างควัน สเปรย์เคมี หรือน้ำหอมเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ
  • ทำให้ที่อยู่อาศัยสะอาดอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

อัตราความสำเร็จของการปลูกถ่าย

ณ ปัจจุบัน หัตถการปลูกถ่ายอวัยวะมีความก้าวหน้าไปอย่างมากจนมีอัตราความสำเร็จในการปลูกถ่ายสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องมาจากการใช้ยากดภูมิต้านทาน ทำให้ระบบร่างกายมีโอกาสการปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่ลดน้อยลง

โดยข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้ได้แสดงให้เห็นอัตราการอยู่รอดของผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะดังนี้:

  • ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดที่มีชีวิตต่อไป 1 ปีมี 66%
  • ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดที่มีชีวิตต่อไป 2 ปีมี 63%
  • ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดที่มีชีวิตต่อไป 5 ปีมี 47%
  • ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดที่มีชีวิตต่อไป 10 ปีมี 36%

สามารถมองหาความช่วยเหลือได้จากที่ใด?

การที่คุณทราบว่าตนเองหรือสมาชิกในครอบครัวต้องเฝ้ารอผู้บริจาคอวัยวะที่มีความเหมาะสม ต้องเข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือกำลังฟื้นตัวจากการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ส่งผลต่ออารมณ์และการใช้ชีวิตอย่างมาก

หากคุณรู้สึกกังวลหรือต้องการระบายความรู้สึกนี้ คุณสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลได้ โดยพวกเขาสามารถส่งคุณไปยังผู้ให้คำปรึกษาโดยเฉพาะหรือส่งคุณเข้าร่วมกลุ่มผู้สนับสนุนในท้องที่ได้

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่