การกินเพื่อสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าว ช่วยลดน้ำหนักได้ หากรับประทานอย่างเหมาะสม

Istock 540732578 m

น้ำมันมะพร้าว สามารถเป็นได้ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงการใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ วันนี้เราจะพามารู้จักกับประโยชน์ของเจ้าน้ำมันชนิดนี้ รวมถึงการรับประทานอย่างไรให้ถูกวิธีกันด้วย เมื่อพูดถึงน้ำมันที่เราใช้ปรุงอาหารกันอยู่ในทุกวันนี้นั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันจากพืช น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หรือน้ำมันประเภทอื่นๆ อีกมากมายที่มีคุณสมบัติรวมไปถึงผลลัพธ์ หรือประโยชน์ที่ได้เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว แน่นอนว่าส่วนใหญ่ต้องเป็นผลเสีย เป็นน้ำมันประเภทที่สร้างกรดไขมันที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกาย เป็นเหตุให้เกิดโรคอ้วน หรือเกิดอาการต่างๆ ขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ระวังตัว แต่ทุกวันนี้ได้มีทางเลือกให้เราสามารถบริโภคอาหารได้โดยการใช้น้ำมันที่มาจากมะพร้าว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพ

ที่มาของน้ำมันมะพร้าว

กล่าวกันว่ามนุษย์ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาใช้เป็นอาหาร ยา และเครื่องสำอางมากันเป็นเวลานานนับพันๆ ปีแล้ว สังเกตเห็นได้ว่าชาวเอเชียปและแปซิฟิกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวในการประกอบอาหารต่างก็มีสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้า ไม่ค่อยมีใครเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคต่อมลูกหมายโต โรคไขข้อ โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย หรือโรคผิวหนัง เป็นต้น

จากบันทึกโบราณได้มีการระบุเอาไว้ในประเทศอินเดียมีการใช้น้ำมันมะพร้าวมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว ส่วนในประเทศไทยก็เริ่มมีการปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเมื่อ 700 กว่าปีก่อน อีกทั้งยังได้มีการสกัดน้ำมันจากมะพร้าวเพื่อใช้ประกอบอาหารคาวหวาน ใช้เป็นสมุนไพร และเครื่องสำอางในประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียและแปซิฟิกมาเป็นเวลานานเช่นกัน มะพร้าวจึงได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนตลอดมา

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีสังเคราะห์เจือปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารกำจัดศัตรูพืชที่มักจะพบการเจือปนอยู่ในน้ำมันชนิดอื่นๆ เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการสกัดตามธรรมชาติได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ฟอกสี หรือกำจัดกลิ่นดังเช่นน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ถึงจะปลอดภัย สามารถน้ำมาบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมับติเด่นๆ ที่ไม่มีในน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ดังนี้

  1. เป็นกรดไขมันอิ่มตัว
  2. เป็นกรดไขมันขนาดกลาง
  3. มีสารฆ่าเชื้อโรค
  4. มีสารแอนติออกซิแดนต์

ประเภทของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นตัวช่วยด้านสุขภาพมากกว่าจะส่งผลเสีย ซึ่งจะมีทั้งนำไปใช้ในการประกอบอาหาร ผ่านความร้อน และชนิดที่ราดลงบนเมนูอาหารตามชอบ หรือจะรับประทานกันเปล่าๆ เป็นช้อนชา

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวที่มีคุณภาพ

  1. กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวจะต้องไม่เหม็นหืน มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำมันมะพร้าวตามธรรมชาติ
  2. เป็นไขเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส
  3. มีรสชาติจืด ไม่เปรี้ยว มีความมัน และหนืดน้อย

โดยทั่วไปในท้องตลาดจะแบ่งน้ำมันมะพร้าวออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ

1. น้ำมันมะพร้าวแบบธรรมดา (RBD Coconut Oil)

น้ำมันมะพร้าวแบบธรรมดา คือน้ำมันมะพร้าวที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ใช้สำหรับการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการทอด ผัด หรือใช้ผลิตอาหารอื่นๆ การสกัดเอาน้ำมันประเภทนี้ออกมาจะได้จากเนื้อมะพร้าวแห้งที่เรียกกันว่า Copra น้ำมันที่ได้จะต้องถูกทำให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วตามด้วยการฟอกสี กำจัดกลิ่นหืน ก่อนจะบรรจุลงผลิตภัณฑ์ ซึ่งน้ำมันชนิดนี้จะไม่ใช่น้ำมันธรรมชาติแต่อย่างใด แต่ถูกจัดอยู่ในชนิด RBD ซึ่งจะไม่เป็นสีใสแต่จะเป็นสีเหลืองอ่อนเหมือนน้ำมันพืชทั่วไป

2. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil)

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ คือน้ำมันมะพร้าวที่คนรักสุขภาพรู้จัก และเรียกกันว่า "Virgin Coconut Oil" เป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีราคาแพงกว่าชนิดแรก เนื่องจากขั้นตอนการผลิตที่มีความละเอียดและพิถีพิถัน ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า Cold Process (ไม่ผ่านความร้อน) น้ำมันมะพร้าวที่ได้ออกมาจึงเป็นน้ำมันที่มีสารอาหารครบถ้วนและมีคุณภาพสูง มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามิน E ในปริมาณสูง

ข้อดีของน้ำมันมะพร้าวเมื่อเป็นอาหาร

น้ำมันมะพร้าว นับได้ว่าเป็น น้ำมันที่มีแคลอรี่ต่ำ(กว่าไม่มาก) อีกทั้งยังมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าน้ำมันประเภทนี้จะได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันที่มีแคลอรี่ต่ำแต่ก็ยังมีปริมาณแคลอรี่อยู่ที่ 6.8 แคลอรีต่อกรัม ที่สูงกว่าแป้งและโปรตีนอยู่ดี ด้วยสาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวนั้นช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้นั้น เพราะเมื่อกินน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหารอย่างเหมาะสม จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ไม่กระวนกระวายอยากกินอาหาร หรือขนมจุกจิกที่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีนักของคนที่อ้วนทั้งหลายอยู่แล้ว ฉะนั้น หากจะให้สรุปถึงข้อดีของการนำน้ำมันมะพร้าวมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นเครื่องดื่มก็พอสรุปได้ ดังนี้

  • ในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวที่มีมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ นั่นหมายความว่า สายโซ่คาร์บอนได้จับกับไฮโดรเจนแบบครบแขน ทำให้ไม่เปิดช่องให้กับออกซิเจนเข้ามาทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นจึงไม่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระเลยทำให้ไม่เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้
  • น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติอิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนเข้ากับความร้อน ธาตุที่จับแขนกันก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยาให้เกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ เป็นผลให้ไม่เกิดการอักเสบของหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันและเป็นโรคหัวใจ
  • น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุด ช่วยการดูดซึมพลังงานแก่ตับทำได้เร็วขึ้น ใช้เวลาเพียง 1 - 2 ชั่วโมง โดยที่ไม่เหลือไขมันตกค้าง
  • น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารที่ให้แก่เซลล์ได้รวดเร็วมากโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน มีความแตกต่างจากการที่ได้สารอาหารจากแป้ง หรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่นๆ น้ำมันมะพร้าวจึงเหมาะกับการเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและกลุ่มโรคสมองเสื่อม (ความจำเสื่อม, พาร์กินสัน, ลมชัก, อัมพาต) รวมไปถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย โดยวิธีการบริโภคของผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มดังกล่าว คือ งดแป้ง งดน้ำตาล และบริโภคน้ำมันมะพร้าวเสริมตามลำดับ
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีการเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ร่างกายสามารถแปลงคอเรสเตอรอลไปเป็นฮอร์โมนเยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฉะนั้น ผู้ที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวแทบทุกคนจะมีไลโปโปรตีนชนิดหนาแน่นสูง High Density Lipoprotein หรือ HDL (ไขมันประเภทดี) เพิ่มขึ้น เพราะอวัยวะอย่าง ตับ จะผลิต HDL เพื่อดึงคอเรสเตอรอล และ Low Density Lipoprotein หรือ LDL (ไขมันประเภทเลว) ส่งไปใช้งานที่ตับได้มากขึ้น
  • เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น ทำให้ลำไส้เคลื่อนได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งในช่วงแรกๆ ของนักบริโภคมือใหม่ อาจต้องค่อยๆ ปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามาก เพราะอาจจะเกิดมีอาการคล้ายท้องเสียขึ้นได้
  • ในน้ำมันมะพร้าวจะมี โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอิน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์ของกรดคาร์ปริลิก และโมโนคาปริลิน ของกรดคาปริก มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, ยีสต์, โปรโตซัว ที่ก่อให้เกิดโรค อีกทั้งยังกระตุ้นการผลิตเซลล์ในเม็ดเลือดขาวชนิด T เซลล์ น้ำมันมะพร้าวจึงเป็นน้ำมันที่ช่วยฆ่าเชื้อก่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก และหากโมโนลอรินเกิดการฆ่าเชื้อในลำไส้ ร่างกายก็อาจจะต้องมีการขับถ่ายออกมาได้มาก
  • น้ำมันมะพร้าวมีสารต้านอนุมูลอิสระในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล

วิธีการทำน้ำมันมะพร้าวด้วยตัวเอง

ทำน้ำมันมะพร้าว 

  1. เตรียมกะทิคั้นสดที่ได้จากซุปเปอร์มาเก็ต หรือตลาดสด ซึ่งในกะทิคั้นสดนั้นจะมีส่วนประกอบของหัวและหางกะทิ
  2. นำน้ำกะทิคั้นสดที่ได้เข้าช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง หัวกะทิจะกลายเป็นไข
  3. ให้หัวกะทิที่เป็นไขแล้วออกจากตู้เย็น เจาะรูที่ถุง ส่วนหางกะทิที่เหลืออย่าเพิ่งทิ้ง เพราะสามารถน้ำไปประทำประโยชน์อย่างอื่นได้ อาทิ เครื่องดื่ม โดยการนำเอาหางกะทิไปปรุงรสด้วยน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้มีรสชาติ
  4. ตั้งกระทะให้ร้อน นำหัวกะทิที่เป็นไขลงเคี่ยวให้แตกมันจะมีสีเหลืองๆ จากนั้นให้กรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำมัน จึงได้เป็นน้ำมันมะพร้าวเก็บเอาไว้ใช้ประกอบอาหาร

บริโภคน้ำมันมะพร้าวอย่างไรจึงจะดี

  1. หากต้องการบริโภคอาหารที่ต้องผัดและทอด แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันชนิดอื่นๆ ทั้งหมด
  2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แนะนำให้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 - 3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว เมื่อกินน้ำมันมะพร้าวเข้าไปแล้วการกินอาหารจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับการกินผัก โปรตีน และให้ลดไขมันในการทานอาหาร เพราะว่าได้รับไขมันจากการทานน้ำมันมะพร้าวเข้าไปแล้ว หรืองดแป้งและอาหารที่มีรสหวาน
  3. หากมีความคิดที่จะรับประทานน้ำมันมะพร้าว ให้ลองบริโภคตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐแนะนำไว้ คือ บริโภคน้ำมันมะพร้าวไม่เกิด 30% ของแคลอรี่รวม

เพียงเท่านี้ก็คงจะพอทำให้รู้แล้วว่าสุขภาพดีไม่ได้อยู่ที่การดำเนินชีวิตเพียงอย่างเดียว เรื่องของอาหารการกินก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรามีสุขภาร่างกายที่แข็งแรง ยิ่งเรื่องของความอ้วนแล้วล่ะก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำให้เกิดกับเราน้อยที่สุด เลือกน้ำมันมะพร้าวที่ประโยชน์ หรืออาหารประเภทอื่นๆ ที่มีประโยชน์ แล้วก็ออกกำลังกายกายควบคู่กันไปด้วยนะ

คำถามจากผู้อ่านเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว

กินน้ำมันมะพร้าวจะทำให้คลอเลสเตอรอลสูงหรือไม่คะ

คำตอบ: องค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัว (มากกว่า 90%จากปริมาณกรดไขมันทั้งหมด) แต่กรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ที่พบในน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง เช่น กรดลอริก(lauric acid) ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเผาผลาญได้ดี จึงถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน(adipose tissue)ได้น้อยกว่ากรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากในน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น เพราะฉนั้นน้ำมะพร้าวไม่ได้ทำให้คลอเลสเตอรอลสูงขึ้นค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ