การกินเพื่อสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าว ช่วยลดน้ำหนักได้ หากรับประทานอย่างเหมาะสม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
Istock 540732578 m

น้ำมันมะพร้าว สามารถเป็นได้ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงการใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ วันนี้เราจะพามารู้จักกับประโยชน์ของเจ้าน้ำมันชนิดนี้ รวมถึงการรับประทานอย่างไรให้ถูกวิธีกันด้วย เมื่อพูดถึงน้ำมันที่เราใช้ปรุงอาหารกันอยู่ในทุกวันนี้นั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันจากพืช น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หรือน้ำมันประเภทอื่นๆ อีกมากมายที่มีคุณสมบัติรวมไปถึงผลลัพธ์ หรือประโยชน์ที่ได้เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว แน่นอนว่าส่วนใหญ่ต้องเป็นผลเสีย เป็นน้ำมันประเภทที่สร้างกรดไขมันที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกาย เป็นเหตุให้เกิดโรคอ้วน หรือเกิดอาการต่างๆ ขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ระวังตัว แต่ทุกวันนี้ได้มีทางเลือกให้เราสามารถบริโภคอาหารได้โดยการใช้น้ำมันที่มาจากมะพร้าว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพ

ที่มาของน้ำมันมะพร้าว

กล่าวกันว่ามนุษย์ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาใช้เป็นอาหาร ยา และเครื่องสำอางมากันเป็นเวลานานนับพันๆ ปีแล้ว สังเกตเห็นได้ว่าชาวเอเชียปและแปซิฟิกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวในการประกอบอาหารต่างก็มีสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้า ไม่ค่อยมีใครเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคต่อมลูกหมายโต โรคไขข้อ โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย หรือโรคผิวหนัง เป็นต้น

จากบันทึกโบราณได้มีการระบุเอาไว้ในประเทศอินเดียมีการใช้น้ำมันมะพร้าวมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว ส่วนในประเทศไทยก็เริ่มมีการปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเมื่อ 700 กว่าปีก่อน อีกทั้งยังได้มีการสกัดน้ำมันจากมะพร้าวเพื่อใช้ประกอบอาหารคาวหวาน ใช้เป็นสมุนไพร และเครื่องสำอางในประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียและแปซิฟิกมาเป็นเวลานานเช่นกัน มะพร้าวจึงได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนตลอดมา

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีสังเคราะห์เจือปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารกำจัดศัตรูพืชที่มักจะพบการเจือปนอยู่ในน้ำมันชนิดอื่นๆ เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการสกัดตามธรรมชาติได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ฟอกสี หรือกำจัดกลิ่นดังเช่นน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ถึงจะปลอดภัย สามารถน้ำมาบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมับติเด่นๆ ที่ไม่มีในน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ดังนี้

  1. เป็นกรดไขมันอิ่มตัว
  2. เป็นกรดไขมันขนาดกลาง
  3. มีสารฆ่าเชื้อโรค
  4. มีสารแอนติออกซิแดนต์

ประเภทของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นตัวช่วยด้านสุขภาพมากกว่าจะส่งผลเสีย ซึ่งจะมีทั้งนำไปใช้ในการประกอบอาหาร ผ่านความร้อน และชนิดที่ราดลงบนเมนูอาหารตามชอบ หรือจะรับประทานกันเปล่าๆ เป็นช้อนชา

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวที่มีคุณภาพ

  1. กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวจะต้องไม่เหม็นหืน มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำมันมะพร้าวตามธรรมชาติ
  2. เป็นไขเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส
  3. มีรสชาติจืด ไม่เปรี้ยว มีความมัน และหนืดน้อย

โดยทั่วไปในท้องตลาดจะแบ่งน้ำมันมะพร้าวออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ

1. น้ำมันมะพร้าวแบบธรรมดา (RBD Coconut Oil)

น้ำมันมะพร้าวแบบธรรมดา คือน้ำมันมะพร้าวที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ใช้สำหรับการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการทอด ผัด หรือใช้ผลิตอาหารอื่นๆ การสกัดเอาน้ำมันประเภทนี้ออกมาจะได้จากเนื้อมะพร้าวแห้งที่เรียกกันว่า Copra น้ำมันที่ได้จะต้องถูกทำให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วตามด้วยการฟอกสี กำจัดกลิ่นหืน ก่อนจะบรรจุลงผลิตภัณฑ์ ซึ่งน้ำมันชนิดนี้จะไม่ใช่น้ำมันธรรมชาติแต่อย่างใด แต่ถูกจัดอยู่ในชนิด RBD ซึ่งจะไม่เป็นสีใสแต่จะเป็นสีเหลืองอ่อนเหมือนน้ำมันพืชทั่วไป

2. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil)

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ คือน้ำมันมะพร้าวที่คนรักสุขภาพรู้จัก และเรียกกันว่า "Virgin Coconut Oil" เป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีราคาแพงกว่าชนิดแรก เนื่องจากขั้นตอนการผลิตที่มีความละเอียดและพิถีพิถัน ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า Cold Process (ไม่ผ่านความร้อน) น้ำมันมะพร้าวที่ได้ออกมาจึงเป็นน้ำมันที่มีสารอาหารครบถ้วนและมีคุณภาพสูง มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามิน E ในปริมาณสูง

ข้อดีของน้ำมันมะพร้าวเมื่อเป็นอาหาร

น้ำมันมะพร้าว นับได้ว่าเป็น น้ำมันที่มีแคลอรี่ต่ำ(กว่าไม่มาก) อีกทั้งยังมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าน้ำมันประเภทนี้จะได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันที่มีแคลอรี่ต่ำแต่ก็ยังมีปริมาณแคลอรี่อยู่ที่ 6.8 แคลอรีต่อกรัม ที่สูงกว่าแป้งและโปรตีนอยู่ดี ด้วยสาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวนั้นช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้นั้น เพราะเมื่อกินน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหารอย่างเหมาะสม จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ไม่กระวนกระวายอยากกินอาหาร หรือขนมจุกจิกที่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีนักของคนที่อ้วนทั้งหลายอยู่แล้ว ฉะนั้น หากจะให้สรุปถึงข้อดีของการนำน้ำมันมะพร้าวมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นเครื่องดื่มก็พอสรุปได้ ดังนี้

  • ในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวที่มีมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ นั่นหมายความว่า สายโซ่คาร์บอนได้จับกับไฮโดรเจนแบบครบแขน ทำให้ไม่เปิดช่องให้กับออกซิเจนเข้ามาทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นจึงไม่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระเลยทำให้ไม่เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้
  • น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติอิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนเข้ากับความร้อน ธาตุที่จับแขนกันก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยาให้เกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ เป็นผลให้ไม่เกิดการอักเสบของหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันและเป็นโรคหัวใจ
  • น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุด ช่วยการดูดซึมพลังงานแก่ตับทำได้เร็วขึ้น ใช้เวลาเพียง 1 - 2 ชั่วโมง โดยที่ไม่เหลือไขมันตกค้าง
  • น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารที่ให้แก่เซลล์ได้รวดเร็วมากโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน มีความแตกต่างจากการที่ได้สารอาหารจากแป้ง หรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่นๆ น้ำมันมะพร้าวจึงเหมาะกับการเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและกลุ่มโรคสมองเสื่อม (ความจำเสื่อม, พาร์กินสัน, ลมชัก, อัมพาต) รวมไปถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย โดยวิธีการบริโภคของผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มดังกล่าว คือ งดแป้ง งดน้ำตาล และบริโภคน้ำมันมะพร้าวเสริมตามลำดับ
  • น้ำมันมะพร้าวช่วยกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีการเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ร่างกายสามารถแปลงคอเรสเตอรอลไปเป็นฮอร์โมนเยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฉะนั้น ผู้ที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวแทบทุกคนจะมีไลโปโปรตีนชนิดหนาแน่นสูง High Density Lipoprotein หรือ HDL (ไขมันประเภทดี) เพิ่มขึ้น เพราะอวัยวะอย่าง ตับ จะผลิต HDL เพื่อดึงคอเรสเตอรอล และ Low Density Lipoprotein หรือ LDL (ไขมันประเภทเลว) ส่งไปใช้งานที่ตับได้มากขึ้น
  • เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น ทำให้ลำไส้เคลื่อนได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งในช่วงแรกๆ ของนักบริโภคมือใหม่ อาจต้องค่อยๆ ปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามาก เพราะอาจจะเกิดมีอาการคล้ายท้องเสียขึ้นได้
  • ในน้ำมันมะพร้าวจะมี โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอิน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์ของกรดคาร์ปริลิก และโมโนคาปริลิน ของกรดคาปริก มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, ยีสต์, โปรโตซัว ที่ก่อให้เกิดโรค อีกทั้งยังกระตุ้นการผลิตเซลล์ในเม็ดเลือดขาวชนิด T เซลล์ น้ำมันมะพร้าวจึงเป็นน้ำมันที่ช่วยฆ่าเชื้อก่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก และหากโมโนลอรินเกิดการฆ่าเชื้อในลำไส้ ร่างกายก็อาจจะต้องมีการขับถ่ายออกมาได้มาก
  • น้ำมันมะพร้าวมีสารต้านอนุมูลอิสระในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล

วิธีการทำน้ำมันมะพร้าวด้วยตัวเอง

ทำน้ำมันมะพร้าว 

  1. เตรียมกะทิคั้นสดที่ได้จากซุปเปอร์มาเก็ต หรือตลาดสด ซึ่งในกะทิคั้นสดนั้นจะมีส่วนประกอบของหัวและหางกะทิ
  2. นำน้ำกะทิคั้นสดที่ได้เข้าช่องแช่แข็ง ทิ้งไว้ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง หัวกะทิจะกลายเป็นไข
  3. ให้หัวกะทิที่เป็นไขแล้วออกจากตู้เย็น เจาะรูที่ถุง ส่วนหางกะทิที่เหลืออย่าเพิ่งทิ้ง เพราะสามารถน้ำไปประทำประโยชน์อย่างอื่นได้ อาทิ เครื่องดื่ม โดยการนำเอาหางกะทิไปปรุงรสด้วยน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้มีรสชาติ
  4. ตั้งกระทะให้ร้อน นำหัวกะทิที่เป็นไขลงเคี่ยวให้แตกมันจะมีสีเหลืองๆ จากนั้นให้กรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำมัน จึงได้เป็นน้ำมันมะพร้าวเก็บเอาไว้ใช้ประกอบอาหาร

บริโภคน้ำมันมะพร้าวอย่างไรจึงจะดี

  1. หากต้องการบริโภคอาหารที่ต้องผัดและทอด แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันชนิดอื่นๆ ทั้งหมด
  2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แนะนำให้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 - 3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว เมื่อกินน้ำมันมะพร้าวเข้าไปแล้วการกินอาหารจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับการกินผัก โปรตีน และให้ลดไขมันในการทานอาหาร เพราะว่าได้รับไขมันจากการทานน้ำมันมะพร้าวเข้าไปแล้ว หรืองดแป้งและอาหารที่มีรสหวาน
  3. หากมีความคิดที่จะรับประทานน้ำมันมะพร้าว ให้ลองบริโภคตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐแนะนำไว้ คือ บริโภคน้ำมันมะพร้าวไม่เกิด 30% ของแคลอรี่รวม

เพียงเท่านี้ก็คงจะพอทำให้รู้แล้วว่าสุขภาพดีไม่ได้อยู่ที่การดำเนินชีวิตเพียงอย่างเดียว เรื่องของอาหารการกินก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรามีสุขภาร่างกายที่แข็งแรง ยิ่งเรื่องของความอ้วนแล้วล่ะก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำให้เกิดกับเราน้อยที่สุด เลือกน้ำมันมะพร้าวที่ประโยชน์ หรืออาหารประเภทอื่นๆ ที่มีประโยชน์ แล้วก็ออกกำลังกายกายควบคู่กันไปด้วยนะ

คำถามจากผู้อ่านเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว

กินน้ำมันมะพร้าวจะทำให้คลอเลสเตอรอลสูงหรือไม่คะ

คำตอบ: องค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัว (มากกว่า 90%จากปริมาณกรดไขมันทั้งหมด) แต่กรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ที่พบในน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง เช่น กรดลอริก(lauric acid) ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเผาผลาญได้ดี จึงถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน(adipose tissue)ได้น้อยกว่ากรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากในน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น เพราะฉนั้นน้ำมะพร้าวไม่ได้ทำให้คลอเลสเตอรอลสูงขึ้นค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่