เวชศาสตร์การกีฬา

คำนวณค่า BMI ดัชนีมวลกาย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
Istock 528072248 m

คำนวณค่า BMI ดัชนีมวลกาย

ค่า BMI คือค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) และส่วนสูง (เซนติเมตร) ซึ่งสามารถระบุได้ว่า ตอนนี้รูปร่างของคนคนนั้นอยู่ในระดับใด ตั้งแต่อ้วนมากไปจนถึงผอมเกินไป

Body Mass Index (BMI) มีสูตรการคำนวณ = น้ำหนักตัว[Kg] / (ส่วนสูง[m] ยกกำลังสอง) สูตรคำนวณเหมาะสำหรับใช้ประเมินผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ประโยชน์ของการวัดค่า BMI เพื่อดูอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ตรวจสอบภาวะไขมันและความอ้วน ดังนั้นการทำให้ร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพในระยะยาว

ส่วนสูง
เซนติเมตร
น้ำหนัก
กิโลกรัม
 
กรุณากรอกข้อมูลทุกช่อง
ค่าที่ได้ 
= N/A
อ้วนมาก (30.0 ขึ้นไป)

ค่อนข้างอันตราย เพราะเข้าเกณฑ์อ้วนมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงที่แฝงมากับความอ้วน หากค่า BMI อยู่ในระดับนี้ จะต้องระวังการรับประทานไขมัน และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหากเลขยิ่งสูงกว่า 40.0 ยิ่งแสดงถึงความอ้วนที่มากขึ้น

อ้วน (25.0 - 29.9)

คุณอ้วนในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ถือว่าอ้วนมาก ๆ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วนได้เช่นกัน ทั้งโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

น้ำหนักเกิน (23.0 - 24.9)

พยายามอีกนิดเพื่อลดน้ำหนักให้เข้าสู่ค่ามาตรฐาน เพราะค่า BMI ในช่วงนี้ยังถือว่าเป็นกลุ่มผู้ที่มีความอ้วนอยู่บ้าง แม้จะไม่ถือว่าอ้วน แต่หากประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ก็ถือว่ายังมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ

น้ำหนักปกติ เหมาะสม (18.6 - 22.9)

น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับคนไทยคือค่า BMI ระหว่าง 18.5-22.9 จัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ห่างไกลโรคที่เกิดจากความอ้วน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ น้อยที่สุด ควรพยายามรักษาระดับค่า BMI ให้อยู่ในระดับนี้ให้นานที่สุด

ผอมเกินไป (น้อยกว่า 18.5)

น้ำหนักน้อยกว่าปกติก็ไม่ค่อยดี หากคุณสูงมากแต่น้ำหนักน้อยเกินไป อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย การรับประทานอาหารให้เพียงพอ และการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อสามารถช่วยเพิ่มค่า BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

ความหมายของ BMI (ค่าดัชนีมวลกาย)

ดัชนีมวลกาย หรือตัวย่อว่า BMI มาจากคำเต็มว่า Body Mass Index เป็นค่าสากลที่ใช้เพื่อคำนวณเพื่อหาน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็น ค่านี้ทางการแพทย์สามารถใช้บ่งบอกความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด ระบบหัวใจ รวมไปถึงมะเร็งบางชนิด ในปัจจุบันการวัดค่า BMI โดยรวมของประชาชนในประเทศเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพทางโภชนาการที่ประชาชนได้รับตั้งแต่เด็กจนถึงโต

หน้าที่ของ BMI ทั่วไป

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าหน้าที่โดยทั่วไปของ BMI ที่หลายคนรู้จักคือการจำแนกว่าแต่ละคนมีน้ำหนักต่ำหรือสูงกว่าเกณฑ์เพียงใด เป็นตัววินิจฉัยได้ว่าใครน้ำหนักตัวเกินหรือใครเป็นโรคอ้วน ซึ่งจะช่วยทำให้เราระมัดระวังพฤติกรรมของตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าค่า BMI ไม่ได้บ่งบอกว่าคุณมีน้ำหนักที่เหมาะสมอย่างชัดเจน เนื่องจากคุณจำเป็นต้องนำปัจจัยอื่น ๆ มาประกอบด้วย ทั้งเรื่องของพันธุกรรม พฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย และอื่น ๆ

ข้อจำกัดของการใช้ดัชนีมวลกายในการวัดปริมาณไขมันในร่างกาย

     แม้ว่าดัชนีมวลกายจะสัมพันธ์กับการวัดไขมันในร่างกายค่อนข้างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยขึ้นอยู่กับเพศ อายุ และความสามารถทางกีฬา ข้อจำกัดเหล่านี้ได้แก่

- ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าผู้ชาย

- คนที่อายุมากกว่ามีแนวโน้มที่จะมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า

- นักกีฬาที่ฝึกฝนมาอย่างดีจะมีดัชนีมวลกายสูงเนื่องจากมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า ทำให้น้ำหนักตัวที่มากนั้นมาจากมวลกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน องค์ประกอบของร่างกาย ไขมันในร่างกาย และดัชนีมวลกาย

     นักกีฬาซึ่งมีมวลกล้ามเนื้อมากจำเป็นจะต้องปรับวิธีการคำนวณดัชนีมวลกาย เพราะว่าค่าดัชนีมวลกายไม่สามารถแยกแยะสัดส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ ของร่างกายที่รวมกันเป็นน้ำหนักตัวทั้งหมดได้ ดังนั้นนักกีฬาจึงใช้วิธีการวัดองค์ประกอบของร่างกายและปริมาณไขมันในร่างกายโดยตรงจะดีกว่าการคำนวณดัชนีมวลกาย และควรทราบว่าการคำนวณดัชนีมวลกายใช้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงที่เกิดจากไขมันในร่างกายสูงเกินกลุ่มประชากรทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือที่ดีในการวัดผลกับนักกีฬาที่ฝึกฝนหนักเพราะร่างกายมีทั้งมวลกล้ามเนื้อและไขมัน

ความเสี่ยงของสุขภาพจากการมีดัชนีมวลกายสูง

     เหตุผลที่ใช้ดัชนีมวลกายในการคัดกรองสุขภาพของประชากรทั่วไปเนื่องจากการมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมากกับปัญหาสุขภาพ การเกิดโรคเรื้อรัง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพต่อไปนี้เพิ่มขึ้น

ความดันโลหิตสูง

- เบาหวานชนิดที่ 2

- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน

- โรคหลอดเลือดสมอง

ข้อเสื่อม

- มะเร็งบางชนิด

- หยุดหายใจขณะหลับหรือมีปัญหาทางเดินหายใจ

BMI คนไทย

คนไทยมากกว่า 30% น้ำหนักเกินมาตรฐาน และมีจำนวนมากถึง 10% ที่ค่า BMI ระบุว่าอ้วน เพราะความอ้วนจะแปรผันตามระดับการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้น (อาหารการกินดีขึ้น) ที่น่ากังวลคือแนวโน้มการอ้วนของเด็กอนุบาลและเด็กปฐมวัยที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากภาวะโภชนาการ การรับประทานอาหารประเภทน้ำตามและไขมันที่มากเกินไป ดังนั้นหากจะทำให้คนไทยมีค่า BMI ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย

การคำนวนค่าดัชนีมวลกายในเด็ก

คุณอาจจะรู้ว่าค่าดัชนีมวลกายสามารถแสดงผลว่าคุณกำลังมีน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้แม่นยำกว่าค่าตัวเลขที่ได้จากการชั่งน้ำหนักและคุณอาจสงสัยว่าค่านี้สามารถใช้ในเด็กได้หรือไม่ หรือหมายความว่าค่าดัชนีมวลกายนี้สามารถแสดงถึงสถานะของน้ำหนักของเด็กได้แม่นยำหรือไม่ คำตอบก็คือ ใช่ แต่ก็มีข้อจำกัด

ข้อแรก คือ ค่าดัชนีมวลกายนี้ไม่ใช่ค่าแสดงสุขภาพให้เด็กออกกำลังกายมาก (หรือมีกล้ามเนื้อมาก) เนื่องจากกล้ามเนื้อจะหนักกว่าไขมัน

ประการที่สอง คือ ควรเข้าใจว่าค่าดัชนีมวลกายนี้ไม่ได้วัดปริมาณไขมันในร่างกายโดยตรง แต่เป็นการเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูงของเด็กเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ ซึ่งในเด็กพบว่าปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่ค่อนข้างซับซ้อน แทนที่จะวัดจากอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักต่อส่วนสูงโดยตรง ค่าดัชนีมวลกายในเด็กกลับขึ้นอยู่กับอายุและเพศอีกด้วย จึงมักเรียกว่า ค่าดัชนีมวลกายต่ออายุ (BMI-for-age)

ตารางค่าดัชนีมวลกายสำหรับเด็กจะแสดงว่าลูกของคุณมีการเจริญเติบโตอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กชายหรือเด็กหญิงคนอื่น ๆ ที่มีอายุเท่ากัน โดยหลังจากการคิดคำนวนค่าดัชนีมวลกายแล้วนั้น ก็จะนำตัวเลขดังกล่าวมาจุดลงบนกราฟค่าดัชนีมวลกายต่ออายุ (แยกสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย) ซึ่งออกแบบโดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค ตารางการเจริญเติบโตนี้จะแสดงรูปแบบขนาดและการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยของเด็กในประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละปีตามเพศ ดังนั้นจุดที่ค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณอยู่ก็แสดงถึงลำดับที่ของการเจริญเติบโตของพวกเขาเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุและเพศเดียวกัน

ตารางนี้ยังแสดงถึงบริเวณที่สถานะของน้ำหนักของพวกเขาจะเข้าสู่ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ระดับที่เหมาะสม น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ และภาวะอ้วน การมีน้ำหนักอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์แสดงว่าลูกของคุณมีน้ำหนักอยู่น้อยกว่า Percentile ที่ 5 ของเด็กที่มีอายุและเพศเดียวกัน ระดับน้ำหนักที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง Percentile ที่ 5 และ 85

น้ำหนักที่มากกว่าเกณฑ์แสดงว่าน้ำหนักของลูกคุณอยู่ระหว่าง Percentile ที่ 85 และ 95 และกลุ่มที่จัดอยู่ในภาวะอ้วนนั้นแสดงว่าอยู่ในช่วง Percentile ที่ 95 หรือมากกว่า แต่ค่า Percentile และประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าลูกของคุณเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

มีหลายเหตุผลที่ทำให้การมีน้ำหนักที่มากกว่าเกณฑ์ในเด็กนั้นแตกต่างจากในผู้ใหญ่ เหตุผลหนึ่งก็คือเด็กยังอยู่ในช่วงที่มีการเจริญเติบโต และเด็กชายและเด็กหญิงก็มีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นในเด็กยังมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมันในร่างกายตามช่วงอายุและแตกต่างกันไปตามเพศของเด็กด้วย ดังนั้นช่วงน้ำหนักที่เหมาะสมจึงมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือนสำหรับเด็กทุกช่วงอายุและทั้ง 2 เพศ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีความสูงเพิ่มขึ้นด้วย หากน้ำหนักของเด็กเข้าข่ายมากกว่าเกณฑ์ในปีหนึ่ง แต่หากเขาสูงมากขึ้นในช่วงปีต่อไปและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ค่าดัชนีมวลกายของเขาก็อาจอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักปกติได้ แต่ในผู้ใหญ่มักจะไม่ได้มีความสูงเพิ่มขึ้น ทำให้การคิดในรูปแบบนี้ใช้ไม่ได้กับผู้ใหญ่

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคและวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้แนะนำให้ใช้ค่าดัชนีมวลกายในการคัดกรองภาวะน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์และอ้วนในเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 2-20 ปี ความจริงที่พบก็คือพ่อแม่บางคนอาจไม่ยอมรับว่าลูกของตัวเองกำลังอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน ดังนั้นการวัดค่าดัชนีมวลกายในแต่ละปีจึงทำให้กุมารแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักและให้คำแนะนำในเรื่องการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายตามต้องการได้ รวมถึงการแนะนำพ่อแม่เกี่ยวกับความเสี่ยงทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กมีน้ำหนักเกินอย่างรุนแรง นี่จึงเป็นตัวอย่างเหตุผลที่ว่าทำไมการคิดค่าดัชนีมวลกายและตารางค่าดัชนีมวลกายตามอายุจึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก

วิธีการเพิ่มหรือลดค่า BMI

ค่า BMI จะแปรผันตามน้ำหนักตัว หากน้ำหนักตัวเพิ่มก็จะทำให้ค่า BMI เพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวลดก็จะทำให้ค่า BMI ลดลงเช่นเดียวกัน

หากได้ค่า BMI น้อยกว่า 18.5 นั่นหมายถึงมีน้ำหนักน้อยจนเกินไป ต้องเพิ่มน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารให้มากขึ้น โดยเน้นให้มีสารอาหารและปริมาณให้มากเกินพอ รวมทั้งรับประทานอาหารประเภทไขมันและน้ำตาลให้มากขึ้น

  • หากได้ค่า BMI มากกว่า 35 ขึ้นไป นั่นหมายถึงมีน้ำหนักมากเกินไปสำหรับส่วนสูง การลดน้ำหนักสำหรับคนอ้วน คือต้องออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งต้องจำกัดอาหารให้มีแคลอรีต่ำควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้การคัดเลือกเข้ารับการเกณฑ์ทหารยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง อาจขึ้นอยู่กับดุลพินิจและความต้องการในพื้นที่ที่คัดเลือกด้วย อย่างเช่น ถ้าในเขตนั้นมีคนสมัครเต็ม ความต้องการทหารเกณฑ์ก็จะน้อยลง ผู้ที่มีค่า BMI เกิน 35 ก็จะถูกคัดออก แต่หากความต้องการทหารในพื้นที่นั้นมีมากและโรคอ้วนไม่เป็นอุปสรรคในขณะฝึก ก็อาจได้รับการเข้าคัดเลือกเพื่อเสี่ยงจับใบดำใบแดงอีกด้วย

BMI บ่งชี้โรคได้จริงหรือ ?

1. โรคอ้วน ภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ บางคนกล่าวว่าภาวะน้ำหนักเกิน มีความรุนแรงน้อยกว่า แต่ในทางการแพทย์ทั้งสองสภาวะถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งนอกจากเราจะดูว่าร่างกายของเรานั้นก้าวเขาสู่ภาวะ “อ้วน” จากการสังเกตเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ได้แล้ว BMI ก็เป็นอีกตัวบ่งชี้หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน จัดเป็นเครื่องมือวัดปริมาณไขมันในร่างกายชิ้นหนึ่งที่น่าเชื่อถือทีเดียว
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด สืบเนื่องจากการเป็นโรคอ้วน ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนล้วนเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดทั้งสิ้น เนื่องจากไขมันที่สะสมในร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปนั้นอุดตันในเส้นเลือด หรือหากจะกล่าวให้เห็นภาพก็คือไขมันที่สะสมนั้นไปเกาะอยู่บนผนังของหลอดเลือดนั่นเอง หลอดเลือดแดงจึงตีบและมีขนาดแคบลง ส่งผลให้เลือดเดินทางผ่านได้น้อยจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจอาจตายได้ในที่สุด
3. โรคเบาหวาน ระดับไขมันในเลือดที่สูงนั้น จะทำให้ผนังหลอดเลือดหนาขึ้น หลอดเลือดแดงตีบแคบลงและเลือดไหลเวียนน้อยลงไปด้วย มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับโรคหัวใจและหลอดเลือดนั่นเอง
4. โรคกระดูกพรุน BMI อาจไม่ได้บ่งชัดถึงโรคกระดูกพรุนโดยตรง แต่น้ำหนักและส่วนสูงของคุณสามารถบอกถึงความเสี่ยงได้ กล่าวคือคุณอาจมีน้ำหนักตัวมากเกินจนทำให้กระดูกหักในอนาคตได้

ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรคเท่านั้น และค่า BMI นี้ก็เป็นเพียงเครื่องมือวัดแบบคร่าว ๆ เบื้องต้นเช่นกัน เพราะบางคนมีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ตามปกติ แต่เขาอาจมีปริมาณไขมันสะสมซึ่งนำไปสู่แนวโน้มโรคอ้วนก็ได้เหมือนกัน ดังนั้น การวัดค่าแบบ BMI อาจไม่สามารถวินิจฉัยโรคของคนไข้ได้เพียงอย่างเดียว เราอาจต้องดูปัจจัยเรื่องอายุ เพศ เชื้อชาติ และพันธุกรรมควบคู่ไปพร้อม ๆ กับการปรึกษาแพทย์ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่า BMI เป็นค่าวัดที่ช่วยบ่งชี้ว่าร่างกายและน้ำหนักของคุณอยู่ในเกณฑ์ไหน

สิ่งสำคัญคือ เมื่อคุณรู้ว่าตนอยู่ในเกณฑ์ใดแล้ว คุณควรเรียนรู้ที่จะควบคุมวินัยการรับประทานอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณ ลองหันมารักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ควบคุมปริมาณอาหารอย่างเหมาะสม จำกัดอาหารหวานและปริมาณแป้งที่บริโภคเข้าไป และจงอย่าหลงผิดหาทางลัดในการลดน้ำหนักโดยใช้สารเคมีหรือกินยา เนื่องจากอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ 

วิธีอื่น ๆ ในการวัดระดับไขมัน

มีวิธีอื่นอีกหลายวิธีที่ใช้วัดไขมันในร่างกายนอกเหนือจากการคำนวณดัชนีมวลกาย อย่างไรก็ตามแต่ละวิธีจำเป็นต้องมีอุปกรณ์พิเศษ ต้องมีการฝึกอบรมเพื่อดำเนินการและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้และผู้ปฏิบัติ

วิธีการอื่น ๆ รวมถึง

  • วัดความหนาของผิวด้วยเครื่องวัดเส้นผ่านศูนย์กลาง (Calipers)
  • การชั่งน้ำหนักใต้น้ำ (Underwater weighing)
  • วิธีการวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า (Bioelectrical impedance)**
  • Dual Energy X-ray Absorption (DEXA) คือการ X-Ray กระดูกโดยใช้เครื่องมือวัดความหนาแน่นกระดูกที่มีรังสี X-Ray ต่างกันสองระดับโดยมีซอฟต์แวร์ในการคำนวณความหนาแน่นของกระดูก
  • การลดลงของไอโซโทป (Isotope dilution)

**วิธีการวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า (Bioelectrical Impedance Analysis : BIA) เป็นวิธีการวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า โดยใช้กระแสไฟฟ้าระดับต่ำ (น้อยกว่า 1 มิลลิแอมแปร์) ผ่านร่างกาย ด้วยความเร็วที่เหมาะสมและปลอดภัย สัญญาณไฟฟ้าจะไหลผ่านกล้ามเนื้อ ไขมัน และของเหลวในร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ และใช้ข้อมูลอายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ร่วมกับค่าความต้านทานกระแสไฟฟ้าที่ตรวจได้มาประเมินผลเป็นองค์ประกอบของร่างกาย

ค่า BMI กับการเกณฑ์ทหาร

จากกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 2 โรคหรือสภาพร่างกายหรือสภาพจิตใจ ซึ่งไม่สามารถรับราชการทหารได้ตามมาตรา 41 คือข้อ 8 (จ) ภาวะอ้วน (Obesity) ซึ่งมีดัชนีความหมายของร่างกาย (Body Mass Index) ตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป

นั่นหมายความว่านอกจากเกณฑ์ที่ไม่สามารถเข้ารับราชการทหาร ซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคที่กำหนดโดยกฎของกระทรวงแล้ว โรคอ้วนยังถูกกำหนดให้ยกเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการทหาร หากคนนั้นมีค่า BMI มากกว่า 35 ขึ้นไปนั่นเอง โดยจะต้องได้รับการบริการจากโรงพยาบาลของทหาร และการนำหลักฐานใบรับรองแพทย์มายืนยันเพียงเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม 

การเลือกกินอาหารดี ๆ ไม่ยากอีกต่อไป หากคุณอยากหาไอเดียเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมได้ที่

หากคุณอยากเริ่มที่การออกกำลังกาย เราแนะนำ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่