Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของวิตามินแต่ละชนิด กินแล้วดีอย่างไร

ทำความรู้จักประโยชน์ของวิตามินแต่ละชนิดต่อกระบวนการทำงานในร่างกาย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,835,354 คน

ประโยชน์ของวิตามินแต่ละชนิด กินแล้วดีอย่างไร

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างดำเนินชีวิตด้วยความเร่งรีบ วุ่นวาย และต้องเผชิญกับสภาวะความเครียดจากการทำงาน และมลพิษทางอากาศอยู่ตลอดเวลา จนทำให้สุขภาพย่ำแย่ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ซ้ำซาก จำเจ และยังมีสารอาหารน้อย เช่น ฟาสต์ฟู๊ด อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็งเพื่อความสะดวกรวดเร็ว  ส่งผลทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และอาจขาดวิตามินที่สำคัญ 

การขาดวิตามิน อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนล้า และอ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังขาดวิตามินอยู่ เราลองมาดูกันว่า วิตามินแต่ละชนิดช่วยบำรุงร่างกายได้อย่างไร และวิตามินแต่ละตัวนั้นมีประโยชน์อย่างไร

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฟื้นฟูระบบประสาท ด้วยกายภาพบำบัด

ลดเพิ่ม 15% เริ่มที่ 850 บาท นักกายภาพระบบประสาทบำบัดวิชาชีพ ประสบการณ์สูง

Istock 1007757630

วิตามินคืออะไร สำคัญอย่างไร

วิตามินคือหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ขาดไม่ได้ หรือเรียกอีกอย่างว่า สารอาหารรอง (Micronutrients) ไม่ได้เป็นตัวที่ให้พลังงานโดยตรงแก่ร่างกายเหมือนสารอาหารหลัก (Macronutrients) เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แต่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เพราะเป็นส่วนที่ทำให้กระบวนการของระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ  ซึ่งร่างกายของเรานั้นไม่สามารถสร้างวิตามินได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร หรืออาหารเสริมเท่านั้น

ประเภทของวิตามิน

วิตามินสามารถแบ่งออกตามคุณสมบัติการละลายและการดูดซึมได้ 2 ประเภท ดังนี้

  • วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ กลุ่มวิตามินบีรวม และวิตามินซี
    วิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ดีในน้ำ เมื่อรับประทานวิตามินประเภทนี้เข้าไปจะถูกดูดซึมอยู่ในร่างกาย 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หรือเหงื่อ ทำให้โอกาสที่จะสะสมในร่างกายน้อย และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง จึงจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับวิตามินเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอทุกๆ วัน 
  • วิตามินที่ละลายในไขมันหรือน้ำมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค
    วิตามินประเภทนี้จะละลายได้ดีในไขมันหรือน้ำมันเท่านั้น เมื่อร่างกายดูดซึมไปใช้ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อหรือไขมันในร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ ดังนั้นหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป หรือได้รับติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะเกิดการเก็บสะสมไว้ในร่างกายและส่งผลเสียต่อร่างกายได้ 

ประโยชน์ของวิตามินต่างๆ

วิตามินเอ 

  • วิตามินเอประกอบด้วยสารสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ เรตินอล (Retinal) และแคโรทีน (Carotene)
  • วิตามินเอมีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นดีขึ้นในเวลากลางคืน ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวดูสุขภาพดี ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดรอยจุดด่างดำ และช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน 
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 900 ไมโครกรัมในผู้ชาย และ 700 ไมโครกรัมในผู้หญิง อย่างไรก็ตามไม่ควรได้รับเกิน 3,000 ไมโครกรัม

วิตามินบี 1 

  • วิตามินบี 1 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไทอะมีน (Thiamin)
  • มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการนำกระแสประสาท ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต  ช่วยบำรุงผิว เส้นผม และสมอง ป้องกันโรคเหน็บชา
  • อาการของผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 คือ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว มีอาการเหน็บชาตามมือและเท้า 
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.5 มิลลิกรัม

วิตามินบี 2

  • วิตามินบี 2 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
  • ช่วยในการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างเส้นผม ช่วยบำรุงผิว บำรุงเลือด และบำรุงสมอง ทั้งยังมีส่วนช่วยในการทำงานของสายตา โดยเฉพาะบริเวณเรตินาของลูกตา ถ้าขาดวิตามินและแร่ธาตุตัวนี้ จะทำให้เป็นโรคปากนกกระจอกได้
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.2 มิลลิกรัม

วิตามินบี 5 

  • วิตามินบี 5 ประกอบด้วยสารสำคัญ กรดแพนโทธานิก (Pantothanic acid)
  • ช่วยเผาผลาญสารอาหาร เสริมสร้างฮีโมโกลบิน เป็นส่วนสำคัญของฮอร์โมนและสารสื่อประสาทที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ 
  • หากขาดวิตามินชนิดนี้ มักก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่เท้า (Burning feet) และอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง เป็นต้น 
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 6 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 6

  • วิตามินบี 6 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไพริด็อกซิน (Pyridoxine)
  • ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีส่วนช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ตัวช่วยในการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ความอยากอาหารและอารมณ์ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน 
  • ถ้าขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง และอาจเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันได้
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ ไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 12

  • วิตามินบี 12 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin)
  • ช่วยให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยป้องกันโรคหัวใจ 
  • วิตามินบี 12 พบได้ในตับ นม ไข่ และเนย ซึ่งร่างกายต้องการวันละ 2.4 ไมโครกรัม

วิตามินซี

  • วิตามินซี ประกอบด้วยสารสำคัญ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid)
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนังและเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผนังหลอดเลือด ช่วยสมานแผล ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นทำให้เกิดการสร้างกระดูกและฟัน 
  • ปริมาณที่แนะนำต่อวันคือ 60 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

วิตามินดี

  • ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกาย  ส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุนและโรคกระดูกบาง 
  • ถ้าขาดวิตามินดีจะทำให้ปวดเมื่อย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน 
  • ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าและตอนเย็น ดังนั้นจึงควรสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ อย่างน้อยวันละ 15-20 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง หรือรับประทานอาหารที่สามารถพบวิตามินดีได้มากคือ นม ไข่ น้ำมันตับปลา หรือเนื้อปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า หรือจากอาหารเสริม เป็นต้น
  • ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการคือ วันละ 5 ไมโครกรัม และไม่ควรเกินวันละ 50 ไมโครกรัม 

วิตามินอี

  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงทำให้สุขภาพผิวเป็นปกติ 
  • ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่ไม่เกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน 

วิตามินเค

  • ส่วนประกอบสำคัญในการแข็งตัวของเลือด ในเด็กที่วิตามินเคในเลือดต่ำจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ หากขาดวิตามินเคจะส่งผลให้เลือดออกง่าย หรือเลือดไหลแล้วหยุดช้า 
  • ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับคือ 80 ไมโครกรัมต่อวัน 

วิตามินแต่ละชนิดมีความจำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากมีส่วนสำคัญต่อการทำงานทุกระบบภายในร่างกาย ทั้งนี้ต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม โดยแนะนำให้รับประทานวิตามินที่สกัดมาจากธรรมชาติซึ่งจะดีกว่าวิตามินสังเคราะห์ แต่หากต้องรับประทานอาหารเสริมก็ควรศึกษาข้อมูลก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ด้วยความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เพียงแค่นี้ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว

ที่มาของข้อมูล

ภญ. เสาวลักษณ์ ตุรงคราวี, วิตามินและแร่ธาตุ (https://www.pharmacy.mahidol.a...)

พญ.จิรา ถาวรประดิษฐ์, วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อร่างกาย (https://www.bangkokhospital.co...)

รองศาสตราจารย์ ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล, ผิวสวยและสุขภาพแข็งแรงด้วยวิตามิน, (https://www.pharmacy.mahidol.a...), 22 กันยายน 2556


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิตามินกับการรับประทานอาหาร ที่มีสารต่อต้านริ้วรอย
วิตามินกับการรับประทานอาหาร ที่มีสารต่อต้านริ้วรอย

รับประทานวิตามินเพื่อการชะลอวัยอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ดูในแอป