มะเร็งและโรคร้าย

ต่อมทอนซิลอักเสบ สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
ต่อมทอนซิลอักเสบ สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

ต่อมทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบ (ภาษาอังกฤษ: Tonsillitis) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ แต่พบในเด็กมากกว่าวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลคู่ซ้ายและขวา หรือ Palatine tonsil ซึ่งอยู่ 2 ข้าง ซ้ายและขวาของผนังในลำคอใกล้กับโคนลิ้น 

Palatine tonsil เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่อยู่ด้านข้างของช่องคอ การถ่ายเทน้ำเหลืองจะไหลไปสู่ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ดังนั้นเมื่อมีการอักเสบของต่อมทอนซิลจึงทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ มีอาการบวม และกดเจ็บ ต่อมทอนซิลจะมีแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 มาเลี้ยงซึ่งเส้นประสาทนี้จะไปเลี้ยงที่หู ดังนั้นเมื่อมีต่อมทอนซิลอักเสบจึงมีอาการปวดร้าวไปที่หูด้วย

ในทางการแพทย์จะจัดให้โรคต่อมทอนซิลอักเสบอยู่รวมกับโรคลำคออักเสบ เนื่องจากมักจะมีอาการอักเสบเพราะการติดเชื้อที่ลำคอเสมอ 

ต่อมทอนซิลคืออะไร

ต่อมทอนซิลเป็นต่อมที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อยู่ในกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทน้ำเหลือง ซึ่งสามารถพบได้หลายตำแหน่ง โดยตำแหน่งแรกสามารถเห็นได้ชัดเจนบริเวณด้านข้างของช่องปาก นอกจากนี้ยังพบได้ที่บริเวณโคนลิ้น และในช่องของโพรงจมูก 

หน้าที่ของต่อมทอนซิล

ต่อมทอนซิลซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค ภายในต่อมทอนซิลมีเม็ดเลือดขาวอยู่หลากหลายชนิด ดังนั้นหน้าที่หลักของต่อมคือป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหารได้ หน้าที่รองลงมาของต่อมทอนซิลคือสร้างภูมิคุ้มกันให้ทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ต่อมทอนซิลเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีความสำคัญมากนัก เมื่อตัดออกไปแล้วก็ยังมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณอื่นที่สามารถทำหน้าที่แทนได้

สาเหตุของการเกิดต่อมทอนซิลอักเสบ

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบกว่า 70 - 80% นั้นมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ และสาเหตุอื่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย 

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ Beta hemolytic streptococcus group A, Hemophilus influenza และ Staphylococcus aureus อาจพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น Adeno virus, Ebstein-Barr virus เป็นต้น ในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังมักเกิดตามหลังการอักเสบติดเชื้อของอวัยละข้างเคียง เช่น ไซนัสอักเสบ ฟันผุ เป็นต้น

โดยตัวเชื้อทั้งหมดนั้นอาจจะอยู่ในน้ำลาย เสมหะ อากาศที่หายใจเข้าไป การสัมผัสกับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ตามจุดต่างๆรอบตัวแล้วนำมือหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่โดนเชื้อมาสัมผัสปากหรือจมูก รวมไปถึงการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้ 

โดยสรุปแล้วต่อมทอนซิลอักเสบสามารถเกิดจากเชื้อโรคได้ทั้ง 3 ชนิดแตกต่างกันออกไป ดังนี้

  1. เชื้อไวรัส เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มอะดีโนไวรัส (Adenovirus) และกลุ่มอินฟลูเอนซา (Influenza) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดโรคหวัดชนิดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้มักพบได้มากกว่าการติดเชื้อชนิดอื่น ๆ ถึง 70 – 80% ของโรคต่อมทอนซิลอักเสบทั้งหมด
  2. เชื้อแบคทีเรีย มักจะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดสเตรปกลุ่มเอ (Group A beta hemolytic streptococcus) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “สเตรปโธรท” (Strep throat)
  3. เชื้อรา มักจะพบในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส HIV เป็นต้น

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

1. อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

เจ็บคอ

อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดและพบบ่อยก็คือ รู้สึกเจ็บคอเวลากลืนอาหารหรือดื่มน้ำ มีกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ กลืนอาหารลำบากเพราะมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยและจะเจ็บอย่างมากตอนกลืนอาหาร อาจมีเสียงเปลี่ยนไปเนื่องจากต่อมทอนซิลโต มีน้ำลายมากเนื่องจากมีอาการเจ็บคอมากทำให้มีการเคลื่อนไหวเพดานอ่อนและลิ้นได้น้อยลงและกลืนน้ำลายไม่ค่อยได้  

ปวดหู

มีอาการปวดร้าวไปที่หู ซึ่งเกิดจากการอักเสบที่ลำคอ ซึ่งมีผลต่อการอักเสบของหูด้วยเช่นกัน เพราะต่อมทอนซิลเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยท่อจากลำคอถึงหูชั้นกลางนั่นเอง

มีไข้ ปวดตัว

อาจจะมีไข้สูงหรือไข้ต่ำที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค อ่อนเพลีย อาจคัดจมูก มีน้ำมูกใสแต่ไม่มากนัก ถ้าเป็นเชื้อไวรัสจะมีไข้สูงมากกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว 

ต่อมทอนซิลบวม

ต่อมทอนซิลเมื่อเกิดอาการอักเสบก็จะมีขนาดโตขึ้นทั้งสองข้าง มีอาการอักเสบบวมแดง อาจจะมีของเหลวสีเหลืองคล้ายหนองปกคลุมหรือเป็นหนองกระจายอยู่ทั่วไป  เมื่อกดที่บริเวณคอตรงกับตำแหน่งของต่อมทอนซิลจะรู้สึกเจ็บ 

สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหน้าลำคอส่วนบนจะโตทั้งสองข้าง สามารถคลำได้และรู้สึกเจ็บ แต่ถ้าเป็นเชื้อไวรัสจะเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังลำคอบริเวณใกล้กกหู ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. อาการของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้องรัง

ในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังอาการเจ็บคอจะเป็นๆ หายๆ และเจ็บไม่มาก และมีไข้ต่ำๆ จากการตรวจจะพบต่อมทอนซิลบวม แดง และมีหนองติดอยู่ในหลืบของต่อม บางรายอาจพบต่อมทอนซิลแดงเพียงอย่างเดียว รายที่เป็นเรื้อรังจะพบต่อมทอนซิลแดงไม่มาก อาจพบต่อมทอนซิลโตมากจนมีปัญหาในการกลืน

 

การติดต่อของต่อมทอนซิลอักเสบ

โรคต่อมทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้เหมือนกับโรคหวัดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมาจากการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วยที่มีเชื้อเหล่านี้อยู่ในตัว เช่น ลมหายใจ การไอ การจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกันที่สามารถสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยได้ เช่น ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น โดยมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2 – 4 วัน แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียสเตรปโธรทจะมีระยะฟักตัวสั้นเพียง 12 ชั่วโมง

ควรหยุดทำงานหรือหยุดเรียนเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 1 วัน และเป็นการป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น ถ้ามีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล ดื่มน้ำเปล่ามากๆ แล้วแยกของใช้ส่วนตัวจากผู้อื่น โดยเฉพาะช้อนส้อมและแก้วน้ำ

การวินิจฉัยต่อมทอนซิลอักเสบ 

การวินิจฉัยสามารถทำได้หลายวิธี

  • จากประวัติมีอาการเจ็บคอมาก กลืนอาหารแล้วเจ็บมากขึ้น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโตกดเจ็บ 
  • จากการตรวจจะพบต่อมทอนซิลแดงและโตมีหนอง 
  • จากการตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ ส่งหนองเพาะเชื้อมักพบเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ 

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การดูแลรักษาเบื้องต้นด้วยตนเอง และการเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

1. การดูแลรักษาด้วยตนเองเมื่อเป็นทอนซิลอักเสบ

สิ่งสำคัญคือ แยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่นที่ไม่เป็นโรค เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย 

บรรเทาอาการปวดและไข้

  • หากมีอาการปวดให้รับประทานยาพาราเซตามอล 
  • ถ้ามีไข้สูงให้เลี่ยงการอาบน้ำและเปลี่ยนไปเป็นเช็ดตัวแทน 

รักษาความสะอาดในช่องปาก

  • บ้วนปากและแปรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จ เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้างที่จะกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
  • หมั่นบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ “นอร์มอลซาไลน์” บ่อยๆ เป็นการฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก และยังช่วยทำให้ภายในลำคอชุ่มชื้นมากขึ้น 
  • อมยาอมที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อและร้านขายยาทั่วไป 
  • ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ 

รักษาสุขภาพ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 8 - 10 แก้ว 
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสียงจนกว่าจะหาย 

อาหารที่ควรและไม่ควรทานเมื่อต่อมทอนซิลอักเสบ

  • ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดจัดเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ต่อมทอนซิลได้ 
  • หากมีอาการเจ็บคอให้รับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ที่ไม่ร้อนจัดเกินไป 
  • ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดจัดเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ต่อมทอนซิลได้ 

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบที่คุณต้องพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

  • กินอาหารได้น้อยหรือไม่ได้เลย เนื่องจากอาการเจ็บคอ 
  • อาการต่อมทอนซิลโตเพียงข้างเดียว 
  • ไข้ไม่ลดลงภายใน 2 – 3 วัน 
  • หายใจลำบาก  เนื่องจากต่อมทอนซิลบวมโตจนส่งผลต่อการหายใจ 
  • บริเวณต่อมทอนซิลมีหนอง 
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ไม่สามารถกลืนอาหารหรือน้ำได้เลย 

หากมีอาการข้างต้น จะต้องเข้าพบแพทย์เพราะไม่สามารถรักษาด้วยตนเองได้ เนื่องจากสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. การเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเจ็บป่วยเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบอย่างแน่นอน แพทย์จะรักษาตามสาเหตุของชนิดเชื้อโรคนั้นๆ ซึ่งมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันออกไป หากเป็นเชื้อไวรัสก็จะรักษาประคับประคองตามอาการเท่านั้น สำหรับเชื้อแบคทีเรียจะใช้ยาปฏิชีวนะ ส่วนเชื้อราก็จะใช้วิธีการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา

นอกจากนี้อาจจะมีการใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ร่วมด้วย เพื่อรักษาประคับประคองอาการที่เกิดขึ้นตามมา 

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน มักเริ่มด้วยยาฉีดในรายที่มีอาการรุนแรง เมื่อมีอาการดีขึ้นเปลี่ยนเป็นยารับประทาน ในรายที่แพ้เพนิซิลลิน ควรให้อิริโทรมัยชินแทน อาจให้ยาแก้ปวดลดไข้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขั้น ให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะและสามารถไอออกได้ง่ายขึ้น แนะนำให้ผู้ป่วยใช้น้ำยากลั้วคอเพื่อล้างเอาหนองในคอออก 

ในบางกรณีที่เป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย หรือเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือต่อมทอนซิลมีอาการโตมากจนกระทั่งอุดกั้นทางเดินหายใจ แพทย์มักจะแนะนำวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลออก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งต่อมทอนซิลหรือโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของต่อมทอนซิล 

การตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy)

การผ่าตัดต่อมทอนซิลออกนั้นจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทำให้ลดการเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดต่อมทอนซิลออกจาก

  • เมื่อผู้ป่วยมีภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ในปีหนึ่งมีการอักเสบหลายครั้งจนกระทบกับชีวิตประจำวัน 
  • เมื่อผู้ป่วยมีอาการต่อมทอนซิลโตจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น หายใจไม่ออก มีอาการนอนกรนหรือสภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับบ่อยๆ  มีปัญหาในการกลืนหรือพูดไม่ชัด
  • ผู้ป่วยเคยมีฝีที่ต่อมทอนซิลหรือต่อมทอนซิลโตข้างเดียว
  • ผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งต่อมทอนซิล 

การตัดต่อมทอนซิลอันตรายหรือไม่

การผ่าตัดต่อมทอนซิลไม่มีข้อเสียแต่อย่างใดหากตัดต่อมทอนซิลทิ้งไปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เนื่องจากต่อมทอนซิลที่ถูกตัดออกมักจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีหากยังปล่อยเอาไว้ อีกทั้งภายในร่างกายมีต่อมน้ำเหลืองมากมายที่สามารถทำงานในเรื่องการฆ่าเชื้อโรคแทนต่อมทอนซิลได้ ดังนั้นการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกจึงไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง 

การป้องกันต่อมทอนซิลอักเสบ

เริ่มต้นจากการดูแลตัวเองตามลักษณะสุขอนามัยที่ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคที่ดี หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันหรืออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง พร้อมกับหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบได้มากพอสมควร

การดูแลผู้ป่วยทอนซิลอักเสบ

วิธีการดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายและลดการอักเสบของต่อมทอนซิล 

  • ให้ยาบรรเทาปวดลดไข้ ยาปฏิชีวนะ ยาละลายเสมหะ ตามแผนการรักษา 
  • ให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 7-10 วันตามแพทย์สั่ง แม้ว่าอาการต่างๆ จะหายไปแล้วก็ตาม 
  • วางกระเป๋าน้ำแข็งหรือ Ice collar ที่คอ 
  • ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ออกแรงมาก เช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ 
  • ดูแลให้ได้รับน้ำและอาหารเพียงพอ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ดื่มน้ำมากๆ ดื่มน้ำหวานบ่อยๆ 
  • ขจัดเสมหะและหนองในคอโดยให้ผู้ป่วยกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ 
  • ให้ผู้ป่วยงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองที่จะทำให้ไอมากขึ้น หรือทำให้อึดอัด หายใจไม่สะดวก 
  • ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่คลุกคลีกับผู้อื่น ใช้ผ้าปิดปากทุกครั้งที่ไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่แออัด ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

บทความน่าอ่าน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่