มะเร็งและโรคร้าย

ต่อมทอนซิลอักเสบ สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 483,728 คน

ต่อมทอนซิลอักเสบ สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

ต่อมทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบ (ภาษาอังกฤษ: Tonsillitis) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ แต่พบในเด็กมากกว่าวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลคู่ซ้ายและขวา หรือ Palatine tonsil ซึ่งอยู่ 2 ข้าง ซ้ายและขวาของผนังในลำคอใกล้กับโคนลิ้น 

Palatine tonsil เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่อยู่ด้านข้างของช่องคอ การถ่ายเทน้ำเหลืองจะไหลไปสู่ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ดังนั้นเมื่อมีการอักเสบของต่อมทอนซิลจึงทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ มีอาการบวม และกดเจ็บ ต่อมทอนซิลจะมีแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 มาเลี้ยงซึ่งเส้นประสาทนี้จะไปเลี้ยงที่หู ดังนั้นเมื่อมีต่อมทอนซิลอักเสบจึงมีอาการปวดร้าวไปที่หูด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ในทางการแพทย์จะจัดให้โรคต่อมทอนซิลอักเสบอยู่รวมกับโรคลำคออักเสบ เนื่องจากมักจะมีอาการอักเสบเพราะการติดเชื้อที่ลำคอเสมอ 

ต่อมทอนซิลคืออะไร

ต่อมทอนซิลเป็นต่อมที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อยู่ในกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทน้ำเหลือง ซึ่งสามารถพบได้หลายตำแหน่ง โดยตำแหน่งแรกสามารถเห็นได้ชัดเจนบริเวณด้านข้างของช่องปาก นอกจากนี้ยังพบได้ที่บริเวณโคนลิ้น และในช่องของโพรงจมูก 

หน้าที่ของต่อมทอนซิล

ต่อมทอนซิลซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค ภายในต่อมทอนซิลมีเม็ดเลือดขาวอยู่หลากหลายชนิด ดังนั้นหน้าที่หลักของต่อมคือป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหารได้ หน้าที่รองลงมาของต่อมทอนซิลคือสร้างภูมิคุ้มกันให้ทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ต่อมทอนซิลเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีความสำคัญมากนัก เมื่อตัดออกไปแล้วก็ยังมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณอื่นที่สามารถทำหน้าที่แทนได้

สาเหตุของการเกิดต่อมทอนซิลอักเสบ

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบกว่า 70 - 80% นั้นมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ และสาเหตุอื่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย 

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ Beta hemolytic streptococcus group A, Hemophilus influenza และ Staphylococcus aureus อาจพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น Adeno virus, Ebstein-Barr virus เป็นต้น ในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังมักเกิดตามหลังการอักเสบติดเชื้อของอวัยละข้างเคียง เช่น ไซนัสอักเสบ ฟันผุ เป็นต้น

โดยตัวเชื้อทั้งหมดนั้นอาจจะอยู่ในน้ำลาย เสมหะ อากาศที่หายใจเข้าไป การสัมผัสกับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ตามจุดต่างๆรอบตัวแล้วนำมือหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่โดนเชื้อมาสัมผัสปากหรือจมูก รวมไปถึงการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้ 

โดยสรุปแล้วต่อมทอนซิลอักเสบสามารถเกิดจากเชื้อโรคได้ทั้ง 3 ชนิดแตกต่างกันออกไป ดังนี้

  1. เชื้อไวรัส เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มอะดีโนไวรัส (Adenovirus) และกลุ่มอินฟลูเอนซา (Influenza) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดโรคหวัดชนิดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้มักพบได้มากกว่าการติดเชื้อชนิดอื่น ๆ ถึง 70 – 80% ของโรคต่อมทอนซิลอักเสบทั้งหมด
  2. เชื้อแบคทีเรีย มักจะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดสเตรปกลุ่มเอ (Group A beta hemolytic streptococcus) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “สเตรปโธรท” (Strep throat)
  3. เชื้อรา มักจะพบในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส HIV เป็นต้น

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

1. อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

เจ็บคอ

อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดและพบบ่อยก็คือ รู้สึกเจ็บคอเวลากลืนอาหารหรือดื่มน้ำ มีกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ กลืนอาหารลำบากเพราะมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยและจะเจ็บอย่างมากตอนกลืนอาหาร อาจมีเสียงเปลี่ยนไปเนื่องจากต่อมทอนซิลโต มีน้ำลายมากเนื่องจากมีอาการเจ็บคอมากทำให้มีการเคลื่อนไหวเพดานอ่อนและลิ้นได้น้อยลงและกลืนน้ำลายไม่ค่อยได้  

ปวดหู

มีอาการปวดร้าวไปที่หู ซึ่งเกิดจากการอักเสบที่ลำคอ ซึ่งมีผลต่อการอักเสบของหูด้วยเช่นกัน เพราะต่อมทอนซิลเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยท่อจากลำคอถึงหูชั้นกลางนั่นเอง

มีไข้ ปวดตัว

อาจจะมีไข้สูงหรือไข้ต่ำที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค อ่อนเพลีย อาจคัดจมูก มีน้ำมูกใสแต่ไม่มากนัก ถ้าเป็นเชื้อไวรัสจะมีไข้สูงมากกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว 

ต่อมทอนซิลบวม

ต่อมทอนซิลเมื่อเกิดอาการอักเสบก็จะมีขนาดโตขึ้นทั้งสองข้าง มีอาการอักเสบบวมแดง อาจจะมีของเหลวสีเหลืองคล้ายหนองปกคลุมหรือเป็นหนองกระจายอยู่ทั่วไป  เมื่อกดที่บริเวณคอตรงกับตำแหน่งของต่อมทอนซิลจะรู้สึกเจ็บ 

สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหน้าลำคอส่วนบนจะโตทั้งสองข้าง สามารถคลำได้และรู้สึกเจ็บ แต่ถ้าเป็นเชื้อไวรัสจะเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังลำคอบริเวณใกล้กกหู ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. อาการของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้องรัง

ในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังอาการเจ็บคอจะเป็นๆ หายๆ และเจ็บไม่มาก และมีไข้ต่ำๆ จากการตรวจจะพบต่อมทอนซิลบวม แดง และมีหนองติดอยู่ในหลืบของต่อม บางรายอาจพบต่อมทอนซิลแดงเพียงอย่างเดียว รายที่เป็นเรื้อรังจะพบต่อมทอนซิลแดงไม่มาก อาจพบต่อมทอนซิลโตมากจนมีปัญหาในการกลืน

 

การติดต่อของต่อมทอนซิลอักเสบ

โรคต่อมทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้เหมือนกับโรคหวัดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมาจากการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วยที่มีเชื้อเหล่านี้อยู่ในตัว เช่น ลมหายใจ การไอ การจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกันที่สามารถสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยได้ เช่น ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น โดยมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2 – 4 วัน แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียสเตรปโธรทจะมีระยะฟักตัวสั้นเพียง 12 ชั่วโมง

ควรหยุดทำงานหรือหยุดเรียนเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 1 วัน และเป็นการป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น ถ้ามีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล ดื่มน้ำเปล่ามากๆ แล้วแยกของใช้ส่วนตัวจากผู้อื่น โดยเฉพาะช้อนส้อมและแก้วน้ำ

การวินิจฉัยต่อมทอนซิลอักเสบ 

การวินิจฉัยสามารถทำได้หลายวิธี

  • จากประวัติมีอาการเจ็บคอมาก กลืนอาหารแล้วเจ็บมากขึ้น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโตกดเจ็บ 
  • จากการตรวจจะพบต่อมทอนซิลแดงและโตมีหนอง 
  • จากการตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ ส่งหนองเพาะเชื้อมักพบเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ 

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การดูแลรักษาเบื้องต้นด้วยตนเอง และการเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

1. การดูแลรักษาด้วยตนเองเมื่อเป็นทอนซิลอักเสบ

สิ่งสำคัญคือ แยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่นที่ไม่เป็นโรค เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย 

บรรเทาอาการปวดและไข้

  • หากมีอาการปวดให้รับประทานยาพาราเซตามอล 
  • ถ้ามีไข้สูงให้เลี่ยงการอาบน้ำและเปลี่ยนไปเป็นเช็ดตัวแทน 

รักษาความสะอาดในช่องปาก

  • บ้วนปากและแปรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จ เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้างที่จะกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
  • หมั่นบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ “นอร์มอลซาไลน์” บ่อยๆ เป็นการฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก และยังช่วยทำให้ภายในลำคอชุ่มชื้นมากขึ้น 
  • อมยาอมที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อและร้านขายยาทั่วไป 
  • ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ 

รักษาสุขภาพ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 8 - 10 แก้ว 
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสียงจนกว่าจะหาย 

อาหารที่ควรและไม่ควรทานเมื่อต่อมทอนซิลอักเสบ

  • ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดจัดเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ต่อมทอนซิลได้ 
  • หากมีอาการเจ็บคอให้รับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ที่ไม่ร้อนจัดเกินไป 
  • ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดจัดเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ต่อมทอนซิลได้ 

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบที่คุณต้องพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

  • กินอาหารได้น้อยหรือไม่ได้เลย เนื่องจากอาการเจ็บคอ 
  • อาการต่อมทอนซิลโตเพียงข้างเดียว 
  • ไข้ไม่ลดลงภายใน 2 – 3 วัน 
  • หายใจลำบาก  เนื่องจากต่อมทอนซิลบวมโตจนส่งผลต่อการหายใจ 
  • บริเวณต่อมทอนซิลมีหนอง 
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ไม่สามารถกลืนอาหารหรือน้ำได้เลย 

หากมีอาการข้างต้น จะต้องเข้าพบแพทย์เพราะไม่สามารถรักษาด้วยตนเองได้ เนื่องจากสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. การเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเจ็บป่วยเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบอย่างแน่นอน แพทย์จะรักษาตามสาเหตุของชนิดเชื้อโรคนั้นๆ ซึ่งมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันออกไป หากเป็นเชื้อไวรัสก็จะรักษาประคับประคองตามอาการเท่านั้น สำหรับเชื้อแบคทีเรียจะใช้ยาปฏิชีวนะ ส่วนเชื้อราก็จะใช้วิธีการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา

นอกจากนี้อาจจะมีการใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ร่วมด้วย เพื่อรักษาประคับประคองอาการที่เกิดขึ้นตามมา 

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน มักเริ่มด้วยยาฉีดในรายที่มีอาการรุนแรง เมื่อมีอาการดีขึ้นเปลี่ยนเป็นยารับประทาน ในรายที่แพ้เพนิซิลลิน ควรให้อิริโทรมัยชินแทน อาจให้ยาแก้ปวดลดไข้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขั้น ให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะและสามารถไอออกได้ง่ายขึ้น แนะนำให้ผู้ป่วยใช้น้ำยากลั้วคอเพื่อล้างเอาหนองในคอออก 

ในบางกรณีที่เป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย หรือเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือต่อมทอนซิลมีอาการโตมากจนกระทั่งอุดกั้นทางเดินหายใจ แพทย์มักจะแนะนำวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลออก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งต่อมทอนซิลหรือโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของต่อมทอนซิล 

การตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy)

การผ่าตัดต่อมทอนซิลออกนั้นจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทำให้ลดการเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดต่อมทอนซิลออกจาก

  • เมื่อผู้ป่วยมีภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ในปีหนึ่งมีการอักเสบหลายครั้งจนกระทบกับชีวิตประจำวัน 
  • เมื่อผู้ป่วยมีอาการต่อมทอนซิลโตจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น หายใจไม่ออก มีอาการนอนกรนหรือสภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับบ่อยๆ  มีปัญหาในการกลืนหรือพูดไม่ชัด
  • ผู้ป่วยเคยมีฝีที่ต่อมทอนซิลหรือต่อมทอนซิลโตข้างเดียว
  • ผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งต่อมทอนซิล 

การตัดต่อมทอนซิลอันตรายหรือไม่

การผ่าตัดต่อมทอนซิลไม่มีข้อเสียแต่อย่างใดหากตัดต่อมทอนซิลทิ้งไปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เนื่องจากต่อมทอนซิลที่ถูกตัดออกมักจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีหากยังปล่อยเอาไว้ อีกทั้งภายในร่างกายมีต่อมน้ำเหลืองมากมายที่สามารถทำงานในเรื่องการฆ่าเชื้อโรคแทนต่อมทอนซิลได้ ดังนั้นการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกจึงไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง 

การป้องกันต่อมทอนซิลอักเสบ

เริ่มต้นจากการดูแลตัวเองตามลักษณะสุขอนามัยที่ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคที่ดี หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันหรืออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง พร้อมกับหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบได้มากพอสมควร

การดูแลผู้ป่วยทอนซิลอักเสบ

วิธีการดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายและลดการอักเสบของต่อมทอนซิล 

  • ให้ยาบรรเทาปวดลดไข้ ยาปฏิชีวนะ ยาละลายเสมหะ ตามแผนการรักษา 
  • ให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 7-10 วันตามแพทย์สั่ง แม้ว่าอาการต่างๆ จะหายไปแล้วก็ตาม 
  • วางกระเป๋าน้ำแข็งหรือ Ice collar ที่คอ 
  • ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ออกแรงมาก เช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ 
  • ดูแลให้ได้รับน้ำและอาหารเพียงพอ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ดื่มน้ำมากๆ ดื่มน้ำหวานบ่อยๆ 
  • ขจัดเสมหะและหนองในคอโดยให้ผู้ป่วยกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ 
  • ให้ผู้ป่วยงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองที่จะทำให้ไอมากขึ้น หรือทำให้อึดอัด หายใจไม่สะดวก 
  • ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่คลุกคลีกับผู้อื่น ใช้ผ้าปิดปากทุกครั้งที่ไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่แออัด ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

บทความน่าอ่าน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่