Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

โรคไซนัสอักเสบ ชนิดเรื้อรัง และเฉียบพลัน สาเหตุ การรักษา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,166,674 คน

โรคไซนัสอักเสบ ชนิดเรื้อรัง และเฉียบพลัน สาเหตุ การรักษา

โรคไซนัสอักเสบ หมายถึง การอักเสบของเยื่อบางๆ ขนาดประมาณ 0.5-1 มม. ที่อยู่ภายในโพรงอากาศรอบๆ จมูก หรือที่เรียกกันว่าโพรงไซนัสนั่นเอง โดยสาเหตุอาจเกิดจากเชื้อไวรัส (ไม่มีหนอง) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (มีหนอง) หรือเกิดจากสารที่ระคายเคือง เช่น สารจำพวกกรด ด่าง ควัน และสารพิษอื่นๆ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน แต่โดยส่วนใหญ่โรคไซนัสอักเสบนั้นจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แบ่งออกได้เป็น ระยะเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง

ไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลัน

สาเหตุของไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

1. สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยไม่ดี เช่น ภูมิต้านทานต่ำ โดยมีโรคอื่นเป็นพื้นฐาน ได้แก่ โรคเลือด เบาหวาน โรคภูมิแพ้ วัณโรค โรคขาดสารอาหาร ภาวะที่ร่างกายทำงานหนักเกินไป นอนไม่หลับ รวมไปถึงการเผชิญการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะความเย็นจัด การสูดดมฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง
2. สภาพของจมูกที่ส่งเสริมให้เป็นโรคนี้ง่าย เช่น มีการอักเสบในจมูกหรือในไซนัสอันใดอันหนึ่งมาก่อน มีเนื้องอกในจมูก แผ่นกั้นช่องจมูกคด ส่วนโครงสร้างภายในจมูกเบียดบังรูเปิดของไซนัสทำให้อากาศถ่ายเทไม่ดี กระดูกไซนัสแตกหัก เป็นต้น
3. สาเหตุโดยตรง ได้แก่

  • โรคที่มีอาการนำทางจมูก เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด คางทูม ไอกรน และอื่นๆ
  • ฟันผุและการถอนฟัน โดยเฉพาะฟันบน เชื้ออาจแพร่มาจากรากฟันซี่บนซึ่งอยู่ติดกับโพรงไซนัสใหญ่สุด ส่งผลให้ไซนัสที่แก้มข้างนั้นอักเสบได้
  • สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การสั่งน้ำมูกแรงๆ การจามมากๆ อย่างรุนแรง การใส่ยาในจมูก และการดำน้ำ ซึ่งจะพาให้เชื้อโรคเข้าสู่ไซนัสได้ง่ายขึ้น

อาการของไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ผู้ที่มีไซนัสอักเสบอาจมีประวัติเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอมาก่อน หรือบางคนก็อาจมีประวัติฟันผุถอนฟันนำมาก่อนหน้า หลังจากนั้นจึงเริ่มสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้

  1. มีไข้ต่ำๆ ประมาณ 38ºC - 39ºC อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว และปวดศีรษะบริเวณขมับ ท้ายทอย หรือปวดทั่วศีรษะ
  2. ปวดบริเวณหน้าหรือกระบอกตา ในวันแรกๆ มักรู้สึกปวดทั่วตัว หรืออาจปวดทั่วศีรษะ หลังจากวันที่ 2 จะปวดเฉพาะบริเวณไซนัสที่อักเสบ เช่น ปวดที่แก้ม ซอกตา หัวคิ้ว และกลางศีรษะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดร้าวไปตามอวัยวะใกล้เคียง เช่น ฟันบน ขมับ หน้าผาก กระบอกตา ท้ายทอย หูและกลางกระหม่อม ได้เช่นเดียวกัน
  3. คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล โดยส่วนมากจะมีอาการเหล่านี้นำมาก่อน เนื่องจากมีไซนัสอักเสบจากโรคระบบทางเดินหายใจ แต่ในบางรายที่เป็นไซนัสอักเสบโดยตรง อาจมีอาการในวันที่ 2-3 ไปแล้วก็ได้ หากมีโรคภูมิแพ้อยู่แล้วด้วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น หรืออาจมีการอักเสบติดเชื้อหนอง จนทำให้มีน้ำมูกข้น น้ำมูกเป็นสีเขียว หรือสีเหลือง เสียงผู้ป่วยมักฟังดูตื้อๆ 
  4. อาการทางคอ เช่น เจ็บคอ มีเสมหะในลำคอ คอแห้ง ระคายคอ เป็นต้น
  5. ไอ เนื่องจากเสมหะที่ไหลลงคอไปรบกวน ทำให้มีอาการไอ หรือบางครั้งก็มีโรคหลอดลมอักเสบแทรกซ้อนขึ้นได้
  6. อาการทางหู อาจมีอาการหูอื้อ ปวดหู เนื่องจากท่อระบายอากาศของหูชั้นกลางถูกอุดตันโดยเสมหะหรือการบวม บางครั้งมีเนื้องอกอยู่ด้านหลังจมูกร่วมด้วย นอกจากนี้อาจมีเชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลางจนทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

การตรวจไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

  1. การตรวจด้านหน้าของจมูก แพทย์จะใช้ไฟส่องเข้าไปในจมูกซึ่งถ่างด้วยเครื่องถ่างจมูก เพื่อดูว่ามีการบวม หนอง เนื้องอก หรือความผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่
  2. การตรวจด้านหลังของจมูก เป็นการใช้ไม้กดลิ้น และถือกระจกเล็ก ๆ พร้อมใช้ไฟส่องดูในคอด้านหลังช่องปาก
  3. การตรวจหาที่เจ็บบริเวณหน้าและไซนัส
  4. การตรวจด้วยการเอกซเรย์ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงภายในไซนัส

การรักษาไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ส่วนมากเป็นการรักษาด้วยการรับประทานยา โดยยาที่ใช้ส่วนใหญ่ คือยาปฏิชีวนะและยาที่รักษาตามอาการ ไม่นิยมให้ยาหยอดจมูก ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำและรับประทานยาสม่ำเสมอ มักหายดีได้ง่าย 

ทำอย่างไรเมื่อเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกสุขลักษณะ ในปริมาณที่ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป
  3. ดื่มน้ำตามสมควร โดยปกติ ผู้ใหญ่ควรดื่มประมาณวันละ 8-10 แก้ว หากอากาศเย็น ควรดื่มน้ำอุ่น
  4. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ
  5. สามารถทำงานที่ไม่ได้ออกกำลังมากและไม่เครียดมากได้ ไม่ถึงกับต้องหยุดทำงาน นอกจากในรายที่อาการรุนแรงมาก
  6. ใช้น้ำร้อนประคบบริเวณที่ปวด อาจช่วยลดอาการปวดลงได้บ้าง และควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  7. หลีกเลี่ยงการปะทะอากาศเย็นจัดหรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ไซนัสอักเสบชนิดเรื้อรัง

ไซนัสอักเสบชนิดนี้มักเป็นติดต่อนานเป็นเดือน เป็นปี หรือหลาย ๆ ปี บางรายอาจมีอาการชนิดเฉียบพลันเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ได้ อย่างไรก็ตาม โรคไซนัสอักเสบมักไม่มีอันตรายที่รุนแรง นอกจากผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอมาก ๆ หรือมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงอยู่แล้วเท่านั้น 

อาการของไซนัสอักเสบเรื้อรัง

ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง บางอย่าง หรือทุกอย่างดังต่อไปนี้ก็ได้

  1. อาการทางจมูก ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เสียงพูดฟังดูตื้อๆ ส่วนลักษณะน้ำมูกอาจมีทั้งใสหรือขุ่น เป็นสีขาว สีเขียว หรือสีเหลืองก็ได้ บางรายลมหายใจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย นอกจากนี้การรับรู้กลิ่นอาจผิดปกติ เช่น จมูกไม่ค่อยได้กลิ่นหรือได้กลิ่นมากเกินไป โดยอาการน้ำมูกข้นนานเป็นเดือนในเด็กนั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากไซนัสอักเสบ
  2. แน่นหรือไม่สบายบริเวณหน้า หรือบริเวณที่มีไซนัสอักเสบ
  3. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย โดยเฉพาะในระยะที่ยังไม่เรื้อรังมาก โดยอาจมีอาการประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน
  4. ไอ อาจมีเสมหะร่วมด้วย หรือไม่มีก็ได้
  5. อาการทางหู เช่น แน่นหู หูอื้อ ปวดหู หรือมีเสียงรบกวนในหู
  6. อาการปวดศีรษะ อาจพบได้ในบางราย มักปวดในระยะหลังตื่นนอนตอนเช้า และจะหายไปตอนบ่ายๆ
  7. มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ฟันผุ เป็นไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลันมาก่อน หรือมีเนื้องอกในจมูก

การตรวจไซนัสอักเสบเรื้อรัง

การตรวจวินิจฉัยโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังทำได้เช่นเดียวกับในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน คือตรวจด้านหน้าและด้านหลังของจมูก ตรวจบริเวณที่มีอาการปวด และตรวจเอกซเรย์

การรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรัง

โรคไซนัสอักเสบชนิดเรื้อรังรักษาได้หลายวิธี ดังนี้

  • การใช้ยา ส่วนใหญ่เป็นยารับประทานเช่นเดียวกับการรักษาไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลัน และมักเป็นยาปฏิชีวนะและยาที่รักษาตามอาการ
  • การล้างไซนัส ในกรณีที่เป็นนานเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป และการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล มีวิธีล้าง 2 วิธีคือ
    • ใช้เครื่องดูดเสมหะ มักใช้ในเด็ก โดยให้เด็กนอนแหงนหน้ามากๆ และหายใจทางปาก จากนั้นใส่น้ำยาที่ใช้ล้างโพรงจมูก (น้ำเกลือผสมยาลดการบวมของเยื่อจมูกและไซนัส) อาจให้พูดคำว่า “เค...เค” เพื่อให้การดูดได้ผลดียิ่งขึ้น
    • การล้างโดยตรงในไซนัส โดยอาจใช้การเจาะผนังไซนัสผ่านทางจมูก หรือผ่านรูเปิดธรรมชาติของไซนัส วิธีนี้สะดวกกับไซนัสบริเวณแก้ม สำหรับไซนัสที่หัวคิ้วและหลังจมูกนั้น ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ส่วนไซนัสที่ซอกตาไม่อาจด้วยล้างวิธีนี้ได้
  • การผ่าตัด แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งอาจใช้วิธีนี้เมื่อผู้ป่วยได้ผ่านการรักษาชั้นที่ 1 และ 2 มาแล้ว หรืออาจเป็นมานาน และแพทย์ตรวจพบว่าไม่อาจรักษาให้หายได้ด้วยวิธีข้างต้น จึงจะมีการผ่าตัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
    • แก้ไขสิ่งกีดขวางในจมูกที่ทำให้การถ่ายเทของอากาศบริเวณระหว่างจมูกและไซนัสไม่ดี เช่น เนื้องอกในจมูก แผ่นกั้นช่องจมูกคด และอื่นๆ
    • นำเนื้อเยื่อที่เป็นโรคจนไม่อาจหายเป็นปกติได้ออกจากไซนัสให้หมด
    • ถ่ายเทอากาศและหนองในไซนัสให้ดี ไม่มีการอุดตันของไซนัส

ปัญหาของผู้ที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายจากอาการไซนัส หลังการผ่าตัด แต่บางครั้งก็พบว่าผู้ป่วยยังไม่หายจากอาการที่เคยเป็น เช่น อาจมีน้ำมูกหรือเสมหะลงคออยู่เรื่อยๆ จาม และคัดจมูก เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น

  1. ไม่ได้ผ่าตัดหมดทุกไซนัส ไซนัสมีอยู่ทั้งหมด 4 คู่ แต่แพทย์มักผ่าตัดคู่ที่เป็นมากที่สุดก่อนเสมอ หากยังมีปัญหาอยู่ก็ต้องปรึกษาแพทย์ต่อไป และอาจต้องผ่าตัดไซนัสอื่นเพิ่มเติม
  2. ผู้ป่วยมีโรคภูมิแพ้เป็นประจำอยู่แล้ว เพราะแม้ว่าจะรักษาโรคไซนัสอักเสบจากการติดเชื้อจนหายดีแล้ว แต่โรคภูมิแพ้ก็จะยังคงทำให้มีอาการคล้าย ๆ กันได้ จึงจำเป็นต้องรักษาโรคภูมิแพ้ต่อไป ซึ่งแม้โรคภูมิแพ้นั้นจะไม่อาจรักษาให้หายขาด แต่ก็มีวิธีช่วยให้อาการเบาบางลงได้ เช่น หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ รับประทานยาแก้แพ้ ฉีดวัคซีนเพื่อลดความไวของโรคภูมิแพ้ เป็นต้น
  3. อาจมีการเกิดซ้ำของโรคหลังการผ่าตัด เพราะเนื้อเยื่อภายในจมูกและไซนัสในระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ ยังมีความอ่อนแออยู่
  4. มีโรคประจำตัวอย่างอื่น เช่น เบาหวาน วัณโรค โรคของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ 

  1. เมื่อมีความผิดปกติในจมูกควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไข และควรงดการว่ายน้ำ ดำน้ำ เมื่อเป็นหวัดหรือเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับจมูก
  2. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในฤดูหนาว
  3. ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงในแต่ละวัน
  4. หลีกเลี่ยงจากฝุ่นละอองและสารเคมีต่างๆ ในอากาศ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันบุรี่ ทินเนอร์ผสมสี เป็นต้น
  5. เมื่อเป็นหวัดอย่าปล่อยไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์
  6. ในกรณีที่มีฟันผุ โดยเฉพาะฟันบน ให้พึงระวังว่ามีโอกาสที่เชื้อเข้าจะสู่ไซนัสได้
  7. รักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้ดีอยู่เสมอ
  8. ออกกำลังกายพอสมควรอย่างสม่ำเสมอ
  9. รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วน ในปริมาณที่ไม่มาก หรือไม่น้อยเกินไป
  10. ผู้มีโรคประจำตัวควรได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ไซนัสอักเสบเป็นโรคที่ไม่รุนแรง สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ แต่ผู้ป่วยเองก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อห่างไกลจากโรคไซนัสอักเสบ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป