Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

​ผลตรวจสุขภาพ ตัวย่อภาษาอังกฤษ แต่ละตัวหมายความว่าอะไร

ตัวย่อภาษาอังกฤษที่ปรากฏใน ผลตรวจสุขภาพ หมายถึงอะไร เราจะไขข้อข้องใจให้ทราบกัน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,249,406 คน

​ผลตรวจสุขภาพ ตัวย่อภาษาอังกฤษ แต่ละตัวหมายความว่าอะไร

เวลาที่ดูรายการแพ็คเกจ ตรวจสุขภาพประจำปี หรือดูรายงาน ผลตรวจสุขภาพ อาจสงสัยว่า ตัวย่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น CBC FBS หรือ SGOT นั้น หมายความว่าอะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับสุขภาพของเรา มีวิธีการตรวจอย่างไร เราจะอธิบายโดยละเอียด

  • ตรวจร่างกายโดยแพทย์

รายการพื้นฐานที่แทบทุกโปรแกรมการตรวจสุขภาพต้องมี โดยการตรวจร่างกายนั้น แพทย์จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยในเบื้องต้น ของทั้งตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัว ประวัติอาการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยา รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ ร่วมกับการตรวจเบื้องต้น เช่น การตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจหาดัชนีมวลกาย เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถแยกโรคได้ในระดับหนึ่ง

  • Chest x-ray

คือ การตรวจทางรังสีวิทยา โดยถ่ายภาพทรวงอกด้วยลงบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งแพทย์จะใช้ในการตรวจวินิจฉัยภาวะต่าง ๆ เกี่ยวกับทรวงอก โดยผลการเอกซ์เรย์นี้สามารถบอกข้อมูลเกี่ยวกับทรวงอกว่า มีความรอยผิดปกติหรือไม่ เช่น มีน้ำในเยื้อหุ้มปอดหรือน้ำท่วมปอดหรือไม่ หัวใจมีขนาดหรือรูปร่างปกติ หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำในช่องอกปกติหรือไม่ กระดูกซี่โครง กระดูกสันหลัง กระดูกไหปลาร้า กระบังลมปกติหรือไม่ เป็นต้น

แต่จากข้อมูลโดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ไม่แนะนำให้คนทั่วไปที่มีสุขภาพดีเอกซเรย์เป็นประจำ เพราะไม่มีความจำเป็น เว้นแต่ว่าตรวจร่างกายเบื้องต้นจะพบว่ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด หายใจติดขัด เป็นต้น จึงแนะนำให้เอกซ์เรย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

  • CBC (Complete Blood Count)

CBC คือ การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด โดยการเจาะเลือดตรวจเพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ จำนวนเม็ดเลือดแดง/เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด รูปร่างของเลือด ประเมินความเข้มข้นของเลือด ฯลฯ ซึ่งอาจบอกถึงสภาวะผิดปกติเช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • FBS (Fasting Blood Sugar)

FBS เรียกอีกชื่อว่า FPG หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันว่าเป็นค่าเบาหวาน คือ การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่าระดับน้ำตาลในเลือด หลังการงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อใช้เป็นข้อมูลว่าปริมาณของกลูโคสในกระแสเลือด ณ ขณะนั้นอยู่ในระดับปกติหรือไม่ โดยค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดของคนทั่วไปจะแตกต่างกันตามเกณฑ์ของแต่ละโรงพยาบาล แต่ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 70 -99 mg/dl

  • EKG (Elektrokardiogram หรือ Electrocardiography)

EKG หรือเรียกอีกชื่อว่า ECG คือ การตรวจทดสอบสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจในแต่ละจังหวะการเต้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยจะช่วยในการประเมินและวินิจฉัยเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจในเบื้องต้น ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจช่วยบ่งชี้โรคหรืออาการสำคัญได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือด สภาวะเกี่ยวกับปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ

  • SGOT / SGPT (Serum glutamic oxaloacetic transaminase / Serum Glutamic Pyruvate Transaminase)

SGOT หรือ AST (Aspartate transaminase) เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน คือ เอนไซม์ที่ตรวจพบได้ในกระแสเลือด ซึ่งจะสร้างขึ้นตับ เม็ดเลือดแดง หัวใจ กล้ามเนื้อ ตับอ่อน หรือไต เกิดความเสียหาย โดยส่วนใหญ่ค่านี้จะใช้ตรวจวัดว่าตับมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด แต่จะเห็นได้ว่าค่า SGOT ไม่ได้บ่งบอกแค่ความเสียหายของตับเท่านั้น แต่เป็นค่าที่สะท้อนความเสียหายจากอวัยวะอื่นๆ ด้วย แต่ตับเป็นอวัยวะที่ไวต่อโรคหรือปัจจัยที่มากระทบ เช่น สารเคมี สารพิษ จึงมักเป็นสาเหตุแรก ๆ ที่ทำให้ SGOT สูงขึ้นกว่าปกติ แต่ผลก็ยังไม่แม่นยำเท่าที่ควร ดังนั้นหากต้องการตรวจวัดความเสียหายของตับจึงต้องดูควบคู่ไปกับค่าอื่นๆ นั่นคือ

SGPT หรือ ALT หรือชื่อ Alanine Transaminase ซึ่งเป็นการตรวจสอบความเสียหายของตับเช่นกัน ซึ่งจะให้ผลได้แม่นยำมากกว่าค่าอื่นๆ เช่น SGOT

ตามปกติค่า SGOT / SGPT จะอยู่ที่ไม่เกิน 40 U/L (ค่าปกติอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับชนิดน้ำยาตรวจของแต่ละโรงพยาบาล ดังนั้นแม้ว่าในรายงานผลตรวจสุขภาพ จะระบุว่าค่า SGOT / SGPT เกินกว่า 40 U/L ก็อย่าเพิ่งกังวล ควรตรวจดูค่าปกติของโรงพยาบาลนั้นๆ ควบคู่กันด้วย)

*เพิ่มเติม บางโรงพยาบาลอาจมีการตรวจค่าอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น

    • ALP (Alkaline Phosphatase) หรือเอนไซม์ที่บ่งบอกว่ามีการอุดกั้นของทางเดินน้ำดีว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยคนทั่วไปจะอยู่ในเกณฑ์ ไม่เกิน 120 U/L
    • GGT (Gamma-Glutamyl Transferase) หากค่านี้สูงขึ้นอาจบ่งบอกว่าตับมีการบาดเจ็บ

แต่โดยทั่วไปแล้ว หากคุณไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเป็นประจำ สูบบุหรี่ มีภาวะอ้วนลงพุง หรือมีอาการที่แสดงให้เห็นว่าอาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับตับ เช่น ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมาน หรือผลตรวจสุขภาพอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจวัดค่าตับใดๆ เลยก็ได้

  • Cholesterol / Triglyceride

Cholesterol คือสารคล้ายไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมีหน้าที่หลายประการ เช่น เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อผนังห่อหุ้มเซลล์ทุกเซลล์ เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายผลิตน้ำดี เป็นฉนวนปกป้องห่อหุ้มเส้นใยประสาทเพื่อให้การสื่อประสาทเป็นไปอย่างฉับไว ถูกต้อง เป็นต้น แต่ปริมาณคอเลสเตอรอลที่มากเกินไป อาจทำให้หลอดเลือดอุดตัน หรือทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ โดยปัจจัยที่ทำให้คอเลสเตอรอลมาเกินจำเป็นนั้น มักมากจากการรับประทานอาหารจำพวกน้ำตาล cholesterol-and-diet' target='_blank'>ไขมันอิ่มตัว มาก โดยค่าคอเลสเตอรอลในเลือด ไม่ควรเกิน 200 mg/dl

Triglyceride คือไขมันที่ร่างกายได้รับจากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน แอลกอฮอล์ และสามารถสังเคราะห์ได้เองจากตับและเนื้อเยื่อไขมัน โดยเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารดังที่กล่าวไป จะสะสมไว้ในรูปไตรกลีเซอไรด์ โดยปริมาณไตกลีเซอไรด์ที่สูงเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

  • HDL / LDL

HDL (High-density lipoprotein cholesterol) เป็นไขมันดีที่มีหน้าที่จับสารคอเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือด นำไปทำลายที่ตับ โดยผู้ที่มีระดับ HDL สูง จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ โดยระดับ HDL ในหลอดเลือดไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl

LDL (Low-density lipoprotein cholesterol) เป็นไขมันที่ไม่ดี มีบทบาทช่วยกันขนส่งคอเลสเตอรอลจากตับออกไปทั่วร่างกาย หากมีปริมาณมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด โดยระดับ LDL ในหลอดเลือดไม่ควรสูงกว่า 130 mg/dl

  • Urine Examination

Urine Examination หรือ Urinalysis (UA) คือ การตรวจวิเคราะห์น้ำปัสสาวะเพื่อตรวจดูความผิดปกติ เช่น สี ภาวะกรดด่าง โปรตีน น้ำตาล เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ฯลฯ การตรวจปัสสาวะจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของไตและระบบปัสสาวะ รวมทั้งอาจทำให้ทราบถึงความเจ็บป่วยบางอย่าง โดยดูจากปริมาณสารเคมีต่าง ๆ ที่ขับออกมากับปัสสาวะได้ด้วย

  • BUN / Creatinine

BUN (Blood Urea Nitrogen) คือ การตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณสารยูเรียไนโตรเจน เพื่อตรวจดูการทำงานของไต โดยค่า BUN ที่สูงอาจหมายถึงไตเริ่มทำหน้าที่บกพร่อง โดยทั่วไปค่า BUN จะอยู่ระหว่าง 10-20 mg/dl แต่ก็ไม่สามารถให้ผลชี้ชัดได้ ต้องอาศัยค่าอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ค่า Creatinine

Creatinine คือ ของเสียที่ไตขับทิ้งออกทางปัสสาวะ โดยอาจเหลือค้างในกระแสเลือดเล็กน้อย แต่ถ้าการทำหน้าที่ของไตเริ่มบกพร่อง ไตจะขับ Creatinine ออกทิ้งไม่ทัน ทำให้ค่านี้สูงขึ้น ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคไต โดยค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในผู้ชาย คือ 0.6 - 1.2 mg/dL ในผู้หญิง คือ 0.5 - 1.1 mg/dL

* เพิ่มเติม ผลตรวจสุขภาพของบางคนอาจแสดงค่า 

eGFR (Estimated glomerular filtration rate) คือ การตรวจหาอัตราการไหลของเลือด ผ่านตัวกรองไตในหนึ่งนาที ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ เริ่มใช้ค่า GFR เพื่อบอกสถานะของโรคไตแทนค่า Creatinine เพราะค่านี้มีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยแบ่งระดับความรุนแรงของผู้ที่มีระดับ Creatinine ผิดปกติว่ามีความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังอยู่ในระยะใด โดยในคนปกตินั้นจะมีค่า GFR อยู่ที่ประมาณ 125 มล./นาที แต่ถ้าตรวจพบว่ามีค่าต่ำกว่า 90 จะถือว่าไตเริ่มเสื่อมแล้ว

  • Uric Acid

Uric Acid คือ การตรวจวัดปริมาณกรดยูริกในเลือด เพื่อช่วยวินิจฉัยและติดตามอาการโรคเกาต์ รวมทั้งผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี และยังเป็นการตรวจที่อาจใช้เป็นสัญญาณบ่งชี้สุขภาพของไตอย่างหนึ่งได้ด้วย หากปริมาณกรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน จะตกผลึกจับตัวกันเป็นของแข็ง แทรกอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อต่อและกระดูก ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดร้าวตามข้อกระดูกต่าง ๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคเกาต์

  • ตรวจอุจจาระ (Stool Exam)

คือการตรวจหาพยาธิ หรือไข่ของพยาธิ รวมทั้งการตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ (Stool Occult Blood) เพื่อตรวจว่ามีแผลในระบบทางเดินอาหารหรือไม่ เช่น แผลในลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวาร เป็นต้น โดยหากมีเลือดปะปนมากับอุจจาระ อาจบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ด้วย

  • HBs Ag / Anti-HBs

HBs Ag คือการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นไวรัสสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบและอาจลุกลามไปเป็นมะเร็งตับได้ หากพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Anti-HBs คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งผู้ที่จะมีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีได้นั้น ต้องเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน หรือเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

  • ตรวจมวลกระดูก

การตรวจมวลกระดูก หรือการตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อตรวจสอบว่ามีแนวโน้มของโรคกระดูกพรุนหรือไม่ โดยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกเปราะและแตกหักง่าย โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุมากกว่า 45 ปี

ตรวจภายใน สำหรับผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจดูความผิดปกติหรือแผลในช่องคลอดและปากมดลูก

PAP SMAER เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดผ่านช่องคลอด จากนั้นจะป้ายเซลล์จากมดลูกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ 

*เพิ่มเติม HPV Self-Collection Test เป็นอีกหนึ่งวิธีในการตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยตัวเอง โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์เก็บตัวอย่างที่เรียกว่า แปรงอีวาลีน เพื่อให้ผู้หญิงสามารถเก็บสิ่งส่งตรวจในช่องคลอดด้วยตัวเอง แล้วส่งสิ่งตรวจที่ได้ไปที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ตรวจทางการแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกโดยตรง

คือการตรวจเต้านมเพื่อทดสอบว่ามีโอกาสเปิดก้อนเนื้อหรือมะเร็งเต้านมหรือไม่ โดยมีการตรวจ 2 ลักษณะคือ

    • การตรวจแมมโมแกรม เป็นการตรวจทางรังสี คล้ายกับการเอกซเรย์ แต่เครื่องตรวจแมมโมแกรม จะใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป แต่มีความสามารถในการตรวจที่ละเอียดกว่ามาก โดยทั่วไปจะฉายรูปเต้านมด้านละ 2 รูป โดยการบีบเนื้อเข้าหากัน และถ่ายรูปจากด้านบน และด้านข้างอย่างละหนึ่งรูป รวมการตรวจแมมโมแกรมในระบบมาตรฐาน 4 รูป
    • การตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูง เข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ จะสะท้อนกลับขึ้นมาที่เครื่องตรวจ ซึ่งจะตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อได้ ทำให้สามารถแยกเนื้อเยื่อเต้านมปกติ กับก้อนในเต้านมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถบอกได้ว่าก้อนที่พบในเนื้อเต้านมนั้น มีองค์ประกอบเป็นน้ำ หรือ เป็นก้อนเนื้อ

การตรวจด้วยแมมโมแกรม และ อัลตราซาวด์ มีข้อดีต่างกัน บางครั้งการตรวจอย่างใดอย่างหนึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่า แต่บางครั้ง การตรวจทั้ง 2 อย่างก็จะช่วยเสริมให้การวินิจฉัยโรคได้ดีขึ้น

  • สารบ่งชี้มะเร็ง

ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้ทุกวันนี้สามารถตรวจเลือดเพื่อหาสารที่บ่งชี้ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ได้ด้วย โดยค่าที่ผลตรวจสุขภาพมักแสดงเพื่อชี้วัดมะเร็งมีดังนี้

    • PSA (Prostate-specific antigen) สารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก
    • AFP (Alpha-Fetoprotien) สารที่บ่งชี้สภาวะของโรคมะเร็งตับ
    • CA125 (Cancer antigen 125) สารบ่งชี้มะเร็งรังไข่
    • CA15-3 (Cancer antigen 15-3) สารบ่งชี้มะเร็งเต้านม
    • CA19-9 (Cancer antigen 19-9) สารบ่งชี้มะเร็งตับอ่อนและท่อน้ำดี
    • CEA (Carcinoembryonic Antigen) สารบ่งชี้มะเร็งลำไส้ใหญ่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้ผลตรวจสุขภาพ อาจมีค่าเหล่านี้ผิดปกติ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นมะเร็งอย่างแน่นอน เพราะค่าต่างๆ เหล่านี้อาจคลาดเคลื่อนได้จากหลายปัจจัย จึงต้องมีการวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอนเพื่อยืนยันผลการตรวจ

  • TSH (Thyroid stimulating hormone)

TSH เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง ทำหน้าที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมน T3 (triiodothyronine) และ T4 (thyroxine) ค่า TSH จะขึ้นกับระดับไทรอยด์ฮอร์โมน หากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ ค่า TSH จะต่ำ หากต่อมไทรอยด์ไม่สามารถสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมน หรือสังเคราะห์ได้น้อยเกินไป จะ ทำให้ค่า TSH สูง โดยค่าปกติอยู่ที่ 0.5-5.0 mU/L หมายถึงต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง

  • CRP (C-reactive protein)

CRP เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ ดังนั้นการตรวจหาระดับ CRP จึงเป็นการตรวจหาว่ามีการอักเสบในร่างกายหรือไม่ แต่การตรวจนี้บอกเพียงว่ามีการอักเสบ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุหรืออวัยวะที่อักเสบ และไม่สามารถบอกว่าภาวะนั้นเกิดแบบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง

  • Homocysteine

เป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายของอาหารประเภทโปรตีน ถ้าร่างกายมีสารชนิดนี้สูง เกินกว่าระดับที่ควรจะเป็น สารเข้าไปทำลายหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดที่อยู่ในสมอง โดยทำให้หลอดเลือดมีโอกาสตีบและอุดตันได้ง่ายขึ้น

  • EST (Exercise Stress Test) หรือ ETT (Exercise Tolerance Test)

EST เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินบนสายพานเลื่อนหรือปั่นจักรยาน เพื่อทดสอบว่า เมื่อหัวใจมีความต้องการในการใช้ออกซิเจนจากเลือดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ออกกำลังกายแล้วจะเกิดภาวะการขาดเลือดขึ้นหรือไม่

  • Echo (Echocardiogram หรือ Echocardiography)

Echo หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง คือการตรวจโรคหัวใจที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและติดตามอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ

  • ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง

การอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสำคัญภายในช่องท้องเช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงและต่อมลูกหมากในผู้ชาย

  • ตรวจระดับฮอร์โมน

ฮอร์โมนคือสาระสำคัญในร่างกายที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายดำเนินไปตามปกติ แต่เมื่อระดับฮอร์โมนไม่สมดุลอาจก่อให้เกิดภาวะหรืออาการผิดปกติต่างๆ ภายในร่างกายได้ เช่น การเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นภายในร่างกายลดลง มวลกล้ามเนื้อลดลง ปริมาณไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้นทำให้เกิดภาวะโรคอ้วน บางโรงพยาบาลจึงมีการตรวจระดับฮอร์โมน เพื่อค้นหาสัญญาณความผิดปกติของร่างกาย เช่น Estradiol / Progesterone /Testosterone เป็นต้น

ทั้งนี้แม้ว่าการตรวจสุขภาพประจำมีจะมีรายการมากมาย แต่จริงๆ แล้ว ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดีทุกประการ หรือไม่มีความเสี่ยงของโรคต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจให้ครบทุกรายการ เพียงเลือกตรวจเฉพาะรายการหลักๆ ที่จำเป็น ตามช่วงอายุ เพราะการตรวจที่มากเกินไป นอกจากจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากแล้ว ยังไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีกด้วย


3 การอ้างอิง
HonestDocs มีแนวทางการจัดหาที่เข้มงวดและอาศัยการศึกษาแบบ peer-reviewed สถาบันการศึกษาและสมาคมการแพทย์ เราหลีกเลี่ยงการใช้การอ้างอิงระดับอุดมศึกษา คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เรามั่นใจว่าเนื้อหาของเรานั้นถูกต้องและเป็นปัจจุบันโดยอ่านนโยบายการแก้ไขของเรา

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป