การตั้งครรภ์

ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์

ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ คือช่วงเวลา 3 เดือนถัดจากไตรมาสแรก หรือเดือนที่ 4-6 นั่นเอง ในช่วงไตรมาสที่สองนี้เอง ร่างกายจะรู้สึกดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากขึ้น เพื่อเริ่มต้นการวางแผนสำหรับการให้กำเนิดทารกต่อไป

เมื่อเริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง (คลื่นไส้ อาเจียน) และอาการอ่อนเพลียในช่วง 3 เดือนแรกควรค่อยๆ ดีขึ้น ทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากเหมือนกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ส่วนมาก ช่วงไตรมาสที่สองเป็นช่วงเวลาที่ง่ายที่สุด คุณจะรู้สึกสบายดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพลังงานมากขึ้น และเป็นช่วงเวลาของการวางแผนเตรียมพร้อมสำหรับการให้กำเนิดทารกต่อไป

ระหว่างช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ ทารกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ระหว่างการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 18-22 คุณจะได้รับการตรวจอัลตราซาวด์โดยแพทย์เพื่อดูการเจริญเติบโตของทารก ซึ่งในช่วงนี้คุณจะสามารถรู้เพศของทารกได้แล้ว เว้นแต่คุณจะแจ้งแพทย์ทราบว่าขอรู้ทีเดียวตอนคลอด เพื่อให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนั่นเอง

แม้ว่าในช่วงเวลานี้คุณจะรู้สึกดีขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเรื่องภายในร่างกายของคุณ ซึ่งจะมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นดังนี้

ปวดหลัง

น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้จะเพิ่มแรงกดไปที่หลัง ทำให้รู้สึกปวดหลังได้ ในการลดแรงกดไปที่หลัง แนะนำให้นั่งหลังตรง และนั่งบนเก้าอี้ที่รองรับหลังได้ดี เพื่อช่วยลดอาการปวด แนะนำให้นอนตะแคงข้างโดยมีหมอนหนุนอยู่ระหว่างขา ให้หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือการถือสัมภาระหนักๆ สวมใส่รองเท้าส้นเตี้ย รองเท้าที่สวมใส่สบาย และรองรับน้ำหนักตัวได้ดี ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้น ขอแนะนำให้ขอให้แฟนของคุณช่วยนวดบริเวณที่ปวดเพื่อบรรเทาอาการ

เลือดออกตามไรฟัน

ประมาณครึ่งหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์จะมีอาการเหงือกบวม เหงือกอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายจะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่เหงือกเพิ่มมากขึ้น ทำให้เหงือกมีความไวต่อการเกิดบาดแผลเล็กๆ และมีเลือดออกง่ายขึ้น โดยปกติแล้วเหงือกจะกลับมามีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิมเมื่อคลอดลูกแล้ว ในช่วงเวลาระหว่างตั้งครรภ์นี้ แนะนำให้ใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม และใช้ไหมขัดฟันอย่างนุ่มนวล โดยไม่ละเลยสุขภาพในช่องปากไป 

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคเหงือกอักเสบ (โรคปริทันต์ หรือ periodontal disease) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและให้กำเนิดทารกมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยได้

เต้านมขยายขนาดขึ้น

อาการเจ็บคัดตึงเต้านมส่วนใหญ่ที่พบในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ควรค่อยดีขึ้นในช่วงนี้ แต่ขนาดของหน้าอกจะยังขยายขนาดขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมบุตรในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นการสวมยกทรงขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้รู้สึกสบายมากขึ้น

คัดจมูกและเลือดกำเดาไหล

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะทำให้เนื้อเยื่อในจมูกบวมขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูก และทำให้นอนกรนในช่วงกลางคืน การเปลี่ยนแปลงนี้ยังอาจทำให้เลือดกำเดาออกง่ายขึ้นด้วย ก่อนที่คุณจะใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (decongestant) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ สำหรับน้ำเกลือหยอดจมูกหรือวิธีธรรมชาติอื่นๆ อาจมีความปลอดภัยมากกว่าในการบรรเทาอาการคัดจมูกระหว่างตั้งครรภ์ คุณอาจทดลองใช้เครื่องสร้างความชื้นในอากาศเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้

หากมีอาการเลือดกำเดาไหล การหยุดเลือดกำเดา ให้ยกตัวของคุณตั้งตรง (อย่าเอียงไปทางด้านหลัง) และใช้แรงบีบที่รูจมูกทั้งสองข้างเป็นเวลาไม่กี่นาทีจนกว่าเลือดจะหยุด

ตกขาว

เป็นเรื่องปกติที่จะพบตกขาวลักษณะคล้ายนมในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ คุณสามารถใส่ผ้าอนามัยได้ หากทำให้คุณรู้สึกสบายมากขึ้น แต่อย่าใช้ผ้าอนามัยชนิดสอดช่องคลอด เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ หากตกขาวมีกลิ่นเหม็น เป็นสีเขียว หรือเหลือง มีเลือดปน หรือมีตกขาวใสปริมาณมาก ให้ไปพบแพทย์

ปัสสาวะบ่อย

ในช่วงไตรมาสที่สองมดลูกจะยกตัวสูงขึ้นจากบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งจะทำให้คุณไม่รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยในช่วงเวลานี้ แต่อย่าสบายใจเกินไป เพราะอาการปัสสาวะบ่อยจะกลับมาอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์

ผมยาว (ขนยาว)

ฮอร์โมนที่ถูกสร้างระหว่างตั้งครรภ์จะกระตุ้นการเจริญของเส้นผม ผมบนศีรษะจะหนาตัวขึ้น คุณอาจเห็นผม (ขน) ในบริเวณที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งบริเวณใบหน้า แขน และหลัง การโกนและใช้แหนบดึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ง่ายที่สุด แต่ก็เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในขณะที่ตั้งครรภ์ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านไม่แนะนำให้กำจัดขนด้วยวิธีเลเซอร์, electrolysis, แว็กซ์ หรือ depilatories ระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะงานวิจัยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าวิธีต่างๆ เหล่านี้ปลอดภัยกับทารกในครรภ์

ปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการไม่สบายที่พบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์ แนะนำให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น หายใจลึกๆ  ระหว่างการตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยา แอสไพริน (aspirin) และไอบูโปรเฟน (ibuprofen) แต่แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้น

แสบร้อนกลางอก และท้องผูก

อาการแสบร้อนกลางอกและท้องผูก เกิดขึ้นจากร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น โดยฮอร์โมนนี้จะมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อบางอย่าง รวมถึงกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะอาหาร (ส่วนล่างของหลอดอาหารที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหาร) ซึ่งปกติหูรูดนี้จะมีหน้านี้ปิดเพื่อเก็บกักอาหารและกรดไว้ในกระเพาะอาหาร ในการบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก ให้พยายามรับประทานอาหารมื้อเล็กๆ ให้บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมัน เผ็ด รสเปรี้ยว

สำหรับอาการท้องผูก แนะนำให้รับประทานใยอาหารเพิ่มขึ้นและดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น และเคลื่อนที่ได้ง่าย การออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

ริดสีดวงทวารหนัก

ริดสีดวงคือเส้นเลือดขอดชนิดหนึ่ง คือมีการบวมของเส้นเลือดรอบๆ ทวารหนัก เส้นเลือดอาจขยายตัวขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะมีเลือดไปเลี้ยงที่บริเวณนี้มากขึ้นและมีแรงกดเบียดเพิ่มขึ้นจากมดลูกที่ขยายตัวขึ้น โดยจะมีอาการคัน เจ็บ รู้สึกไม่สบายได้ ในการบรรเทาอาการ แนะนำให้นั่งในน้ำอุ่น หากอาการไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาเพื่อรับยาทาชนิดขี้ผึ้งทาบริเวณที่มีอาการ

รู้สึกเด็กดิ้นครั้งแรก (Quickening)

มารดาจะเริ่มรู้สึกเด็กดิ้นครั้งแรก (Quickening) ในช่วงกลางของการตั้งครรภ์ (20 สัปดาห์) โดยมารดาจะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวภายในช่องท้อง ถ้าคุณไม่รู้สึกว่าเด็กดิ้นในช่วงเวลานี้ ยังไม่ต้องกังวล เพราะมารดาบางรายก็ไม่รู้สึกว่าเด็กดิ้นจนกว่าจะเข้าสู่เดือนที่ 6 ของการตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง

หญิงตั้งครรภ์มักสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังของตนเองเนื่องจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป จะมีการเพิ่มขึ้นของเม็ดสีเมลานิน (melanin) ทำให้เกิดจุดสีน้ำตาลบนใบหน้า หรือฝ้าสีน้ำตาล เราเรียกว่า mask of pregnancy และถ้าเป็นที่หน้าท้องเรียก linea nigra

ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังควรค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายหลังการคลอดลูกแล้ว ในระหว่างนี้คุณสามารถใช้เครื่องสำอางเพื่อปกปิดฝ้าเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ในช่วงเวลานี้ผิวหนังจะไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ ดังนั้นก่อนออกแดด ให้ทาครีมกันแดดที่กันได้ทั้งยูวีเอ และยูวีบี (UVA/UVB) ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ก่อนออกนอกบ้าน และจำกัดเวลาที่สัมผัสแสงแดด โดยเฉพาะช่วง 10 โมงเช้า ถึง บ่าย 2 สวมเสื้อผ้าแขนยาว กางเกงขายาว หมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดด 

คุณอาจสังเกตเห็นเส้นบางๆ สีม่วงแดงเป็นเส้นๆ อยู่บนหน้าท้อง เต้านม หรือต้นขา ซึ่งผิวหนังลายที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดขึ้นจากผิวหนังขยายเพื่อรองรับท้องที่โตขึ้น แม้ว่าจะมีครีมและโลชั่นหลายชนิดอ้างว่าสามารถป้องกันหรือกำจัดผิวแตกลายเหล่านี้ได้ แต่ก็มีหลักฐานน้อยมากว่าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้จริง การใช้มอยเจอร์ไรเซอร์จะช่วยให้ผิวหนังนุ่มขึ้นและลดอาการคันได้ ส่วนใหญ่ของลายหน้าท้องควรจะหายไปภายหลังการคลอดลูกแล้ว

มองเห็นเส้นเลือดฝอย spider vein และเส้นเลือดขอด

ระหว่างการตั้งครรภ์ ระบบไหลเวียนเลือดจะส่งเลือดไปยังทารกที่กำลังเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเลือดส่วนเกินจะทำให้เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยรวมกันเป็นกลุ่มสีแดง มองเห็นที่ผิวหนัง หรือเรียกว่า spider veins  โดยเส้นเลือด spider veins นี้จะค่อยๆ หายไปเมื่อคลอดลูกแล้ว

แรงกดที่ขาที่มาจากการเติบโตของทารกจะลดการไหลเวียนของเลือดที่ส่วนล่างของร่างกายลดลง ทำให้เส้นเลือดที่ขาบวมและมองเห็นเป็นสีน้ำเงินหรือสีม่วงที่เส้นเลือด เราเรียกว่า เส้นเลือดขอด แม้ว่าคุณจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดเส้นเลือดขอดได้ แต่คุณสามารถป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงได้ โดยการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดวัน และยกขาวางไว้บนเก้าอี้เมื่อต้องนั่งเป็นเวลานาน เส้นเลือดขอดจะดีขึ้นภายใน 3 เดือนหลังจากคลอดลูกแล้ว

น้ำหนักเพิ่ม

อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน มักจะดีขึ้นหลังสิ้นสุดไตรมาสแรก ซึ่งคุณจะเริ่มมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น แม้ว่าอาหารจะดูน่ารับประทานมากขึ้น แต่ให้ตระหนักถึงปริมาณอาหารที่รับประทานด้วย เนื่องจากคุณต้องการปริมาณพลังงานเพิ่มเพียง 300-500 แคลอรี่ต่อวันในช่วงไตรมาสที่สองเท่านั้น และน้ำหนักตัวควรเพิ่มประมาณ 0.22-0.45 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

อาการเตือนที่ต้องไปพบแพทย์ทันที

อาการดังต่อไปนี้เป็นอาการเตือนของความผิดปกติบางอย่างระหว่างการตั้งครรภ์ หากเกิดอาการขึ้น อย่ารอจนถึงเวลานัดหมายครั้งถัดไป แต่แนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องหรือเป็นตะคริวอย่างรุนแรง
  • เลือดออก
  • เวียนศีรษะอย่างรุนแรง
  • น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว (มากกว่า 2.9 กิโลกรัมต่อเดือน) หรือ น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยเกินไป (น้อยกว่า 4.5 กิโลกรัม ณ สัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์)

 https://www.webmd.com/baby/guide/second-trimester-of-pregnancy

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก