Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media / Middle Ear Infection)

อาการของภาวะหูชั้นกลางอักเสบหรือ “หูน้ำหนวก” โรคแทรกซ้อน สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดภาวะนี้ รวมถึงวิธีป้องกัน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,577,683 คน

หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media / Middle Ear Infection)

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 14/03/2562

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบ หรือ “หูน้ำหนวก (Otitis media)” คือภาวะติดเชื้อที่หูชั้นกลางซึ่งทำให้เกิดการบวมแดง และมีของเหลวสะสมข้างหลังแก้วหู ใครก็สามารถเป็นภาวะนี้ได้ โดยที่พบบ่อยที่สุดเป็นทารกอายุ 6-15 เดือน

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

อาการและสัญญาณของภาวะหูชั้นกลางอักเสบ

ส่วนใหญ่แล้ว ภาวะหูชั้นกลางอักเสบจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาไม่กี่วันก็หาย (เรียกว่าภาวะหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน) อาการหลักๆ ได้แก่ ปวดหู มีไข้สูง อาเจียน หมดเรี่ยวแรง หรือหากหูชั้นกลางมีของเหลวมาก ผู้ป่วยอาจสูญเสียการได้ยินเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะมีน้ำข้นในหูชั้นกลาง (Glue Ear)

ในบางกรณีอาจเกิดแก้วหูทะลุ (Perforated Eardrum) และอาจทำให้มีหนองไหลออกจากหู ซึ่งจะทำให้อาการปวดจากของเหลวสะสมจนแก้วหูยืดออกหายไป

สำหรับทารกซึ่งไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ ผู้ใหญ่ควรสังเกตสัญญาณต่อไปนี้

  • ดึงหรือขยี้หูตนเอง
  • ฉุนเฉียว
  • เบื่ออาหาร
  • มีอาการกระสับกระส่ายในเวลากลางคืน
  • ไอหรือน้ำมูกไหล
  • ท้องร่วง
  • ไม่ตอบสนองต่อเสียงเบา หรือมีสัญญาณว่าการได้ยินไม่ค่อยดี เช่น ไม่เอาใจใส่
  • ทรงตัวไม่อยู่

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหูชั้นกลางอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหูชั้นกลางอักเสบจัดว่าค่อนข้างหายาก แต่หากเกิดแล้วมักจะมีความรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

  • โพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบ (Mastoiditis) หรือการติดเชื้อลุกลามออกจากหูชั้นกลางเข้าไปยังโพรงกระดูกที่อยู่ใต้หู (มาสตอยด์) ทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้
    • มีไข้สูง
    • หลังหูบวม
    • หลังหูแดง เมื่อกดแล้วรู้สึกเจ็บ
    • มีของเสียลักษณะข้นไหลออกจากหู
    • ปวดศีรษะ
    • การได้ยินลดลง

โดยส่วนใหญ่แล้ว ภาวะโพรงจมูกมาสตอยด์อักเสบมักต้องทำการรักษาที่โรงพยาบาล ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะผ่านเส้นเลือด (Intravenously) หรือในบางกรณีอาจต้องมีการผ่าตัดดูดของเสียอกจากหูและโพรงกระดูกที่ติดเชื้อ

  • เกิดภาวะคอเลสทีอะโทมา (Cholesteatoma) หรือมีก้อนผิวหนังงอกเข้าไปอัดแน่นอยู่ภายในหูชั้นกลางและ/หรือในโพรงกระดูกมาสตอยด์
    หากไม่ทำการรักษา คอเลสทีอะโทมาจะสร้างความเสียหายแก่โครงสร้างบอบบางภายในหู เช่นกระดูกขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการฟัง อาการของคอเลสทีอะโทมา ได้แก่ ภาวะการได้ยินลดลง ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก วิงเวียน หูอื้อ ได้ยินเสียงในหู โดยส่วนใหญ่แล้วจะรักษาด้วยการผ่าตัดกำจัดก้อนผิวหนังดังกล่าวออก
  • หูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในหูชั้นกลางลุกลาม อาการของหูชั้นในอักเสบ ได้แก่ วิงเวียน เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) สูญเสียการทรงตัว สูญเสียการได้ยิน อย่างไรก็ตาม ภาวะหูชั้นในอักเสบมักจะหายได้เองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และสามารถใช้ยาบรรเทาอาการได้
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ภาวะนี้นับว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อยและมีความร้ายแรงอย่างมาก จะเกิดขึ้นเมื่อการติดเชื้อลุกลามเข้าไปยังเยื่อหุ้มชั้นนอกของสมองและไขสันหลัง หากคุณคาดว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ให้รีบขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที การรักษามักใช้วิธีให้ยาปฏิชีวนะเข้าเส้นเลือด

    อาการของภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบมีดังนี้
    • ปวดศีรษะรุนแรง
    • อาเจียน
    • มีไข้สูง
    • คอแข็ง
    • อ่อนไหวต่อแสง
    • หายใจถี่
    • เกิดผื่นตุ่มแดงที่ไม่หาย หรือเปลี่ยนสีเมื่อถูกกดทับ (ไม่จำเป็นต้องมีอาการเช่นนี้ทุกครั้ง)
  • เกิดภาวะฝีในสมอง (Brain Abscess) เป็นอีกภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อย แต่ร้ายแรง หากคุณคาดว่าตนเองหรือคนใกล้เคียงมีภาวะฝีในสมอง ให้รีบขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที ภาวะฝีในสมองมักจะรักษาได้ด้วยการผ่าตัดร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยศัลยแพทย์จะทำการผ่าเปิดกะโหลกและดูดหนองออกจากฝีหรือทำการผ่าฝีออกทั้งหมด

    อาการของภาวะฝีในสมองมีดังนี้
    • ปวดศีรษะรุนแรง
    • เกิดอาการทางจิต เช่น สับสน
    • ร่างกายซีกหนึ่งอ่อนแรงหรืออัมพาต
    • มีไข้สูง
    • เกิดอาการชัก
  • ใบหน้าเป็นอัมพาต (Facial Paralysis) เนื่องจากภาวะหูชั้นกลางอักเสบก่อให้เกิดการบวม จนกดทับเส้นประสาทบนใบหน้า การกดทับของเส้นประสาทนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวใบหน้าบางส่วนหรือทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก และถึงเกิดแล้วก็สามารถรักษาให้หายขาดเมื่อเชื้อต้นเหตุได้รับการรักษา

สาเหตุของภาวะหูชั้นกลางอักเสบ

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น หวัด ทำให้มีเมือกสะสมในหูชั้นกลางและทำให้ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งเป็นท่อเรียวๆ ที่พาดผ่านจากหูชั้นกลางไปยังหลังจมูกเกิดการบวมหรืออุดตันขึ้น ภาวะดังกล่าวทำให้น้ำมูกไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ ทำให้เชื้อโรคแพร่เข้าสู่หูชั้นกลางได้ง่ายขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck

การโตขึ้นของต่อมอะดีนอยด์ (Adenoid) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มที่อยู่หลังคอ ก็สามารถทำให้ท่อยูสเตเชียนอุดตันได้เช่นกัน

ส่วนภาวะหูชั้นกลางอักเสบในเด็ก เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ท่อยูสเตเชียนของเด็กมีขนาดเล็กกว่าผู้ใหญ่
  • ต่อมอะดีนอยด์ของเด็กมีขนาดใหญ่กว่าของผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ยังมีภาวะบางอย่างที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ เช่น

  • ภาวะเพดานปากโหว่ (Cleft Palate) : ภาวะเพดานปากแยกออก ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด
  • ภาวะดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) : ภาวะทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้การเรียนรู้และลักษณะทางร่างกายบางอย่างบกพร่อง

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ผ่านไป 2-3 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
  • ความเจ็บปวดรุนแรงกว่าเดิม
  • มีหนองหรือของเหลวออกจากหู โดยอาจมีหรือไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยก็ได้
  • มีภาวะสุขภาพอื่นๆ อยู่ก่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น เช่น โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)

วิธีการวินิจฉัยภาวะหูชั้นกลางอักเสบ

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “โอโตสโคป (Otoscope)” เป็นอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กที่มีแว่นขยายและไฟฉายติดอยู่ที่ปลาย แพทย์จะใช้เครื่องมือนี้ตรวจสอบภายในหู เพื่อมองหาสัญญาณว่ามีของเหลวในหูชั้นกลาง อันอาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ สัญญาณที่ว่านั้นได้แก่

  • แก้วหูบวมออก
  • แก้วหูมีสีแดงหรือเหลืองผิดปกติ
  • แก้วหูขุ่นมัว
  • แก้วหูแตก
  • มีของเหลวในช่องหู หรือท่อระหว่างหูชั้นนอกกับแก้วหู

หากการรักษาไม่ได้ผลหรือมีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เกิดขึ้น อาจมีการให้แพทย์เฉพาะทางทำการตรวจสอบเพิ่ม ด้วยวิธีต่อไปนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
เเพ็กเกจตรวจหัวใจ ❤️ ลด 30 - 50% ถึงวันที่ 24 ก.ย. นี้เท่านั้น 🔥

เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หอบ ลองมาเช็คสมรรถภาพหัวใจกันดีกว่า ❤ เริ่มต้นที่ 1450 บาท

Internal ad heartcheck
  • การทดสอบการทำงานของหูชั้นกลาง (Tympanometry) : การทดสอบเพื่อประเมินว่าแก้วหูตอบสนองอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ ระหว่างการทดสอบจะมีการสอดแท่งเข้าไปในหูของเด็ก แท่งนี้จะเปลี่ยนแรงดันอากาศพร้อมส่งเสียงเข้าไปในหู แก้วหูที่มีสุขภาพดีจะต้องขยับได้ง่ายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ แต่หากแก้วหูมีการขยับช้าหรือไม่ขยับเลย จะบ่งชี้ว่ามีของเหลวอยู่หลังแก้วหู
  • การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) : การทดสอบด้วยการใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer) ปล่อยเสียงในระดับความดังและความถี่ต่างๆ เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะสูญเสียการได้ยินหรือไม่ ระหว่างการทดสอบ ผู้ป่วยจะได้ฟังเสียงผ่านหูฟังแล้วตอบแพทย์ว่าได้ยินเสียงหรือไม่
  • การสแกน มักใช้กับกรณีที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการติดเชื้อออกจากหูชั้นกลางไปยังพื้นที่โดยรอบ โดยการสแกนอาจเป็นแบบ CT Scan หรือ MRI Scan

การรักษาภาวะหูชั้นกลางอักเสบ

ส่วนมากแล้ว ภาวะหูชั้นกลางอักเสบจะหายไปเองภายใน 3-5 วัน ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใดๆ แต่หากมีอาการเจ็บปวดและไข้ขึ้นสูง ก็สามารถใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อบรรเทาอาการได้

ในผู้ป่วยเด็กก็สามารถใช้ยาแก้ปวดได้เช่นกัน แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ายานั้นๆ เหมาะกับช่วงอายุของเด็ก โดยศึกษาจากฉลากยาหรือปรึกษาเภสัชกร

วิธีการรักษาภาวะหูชั้นกลางอักเสบอื่นๆ ได้แก่

  • ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอดหู : มักใช้กับผู้ใหญ่และเด็กที่มีภาวะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (Chronic Suppurative Otitis Media)
  • สอดท่อกรอมเมต (Grommet) เข้าไปยังแก้วหูเพื่อดูดของเหลวออก : มักใช้กับผู้ป่วยเด็ก ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลาเพียง 15 นาที เมื่อเสร็จสิ้นแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย ตัวท่อจะช่วยให้แก้วหูโล่งเป็นเวลานานหลายเดือน และเมื่อแก้วหูเริ่มสมานตัว ท่อก็จะถูกดันออกจากแก้วหูช้าๆ จนหลุดออกมาเองในที่สุด บางกรณีอาจต้องมีการเปลี่ยนท่อ หากของเหลวยังไม่หมดไปจากแก้วหู

การป้องกันภาวะหูชั้นกลางอักเสบ

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบไม่อาจป้องกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะในเด็ก ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ดูแลให้เด็กได้รับวัคซีนตามกำหนด โดยเฉพาะวัคซีนปอดอักเสบ (Pneumococcal Vaccine) กับ DTaP/IPV/Hib (5-in-1) วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควัน โดยเฉพาะควันบุหรี่
  • ไม่ให้เด็กดูดนมจากขวดในขณะที่เด็กกำลังนอนหงาย
  • หากเป็นไปได้ ให้เด็กทารกดื่มนมมารดาแทนการดื่มนมผง อย่างน้อยในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจากนมแม่มีภูมิคุ้มกันสูง
  • เลี่ยงการสัมผัสกับเด็กอื่นที่ไม่สบาย เพื่อลดโอกาสที่จะติดเชื้อ

ที่มาของข้อมูล

  1. Ear Infections: Diagnosis and Treatment (https://www.webmd.com/cold-and...)
  2. Ear Infection (Middle Ear) (https://www.mayoclinic.org/dis...)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป