Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
มะเร็งและโรคร้าย

อาการโรคมือเท้าชาแบบต่างๆ สัญญาณเตือนภัยของหลายโรค

อาการมือเท้าชา บางครั้งไม่ใช่การขาดวิตามินแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • มือเท้าชา เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น นอนทับแขนตัวเอง ขาดวิตามินบี โรคเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง ติดเชื้อ ยาบางชนิด ภาวะเครียด หรือภาวะวิตกกังวล
  • ลักษณะของอาการชาจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ เช่น หากชาปลายเท้า และปลายมือ อาจเกิดจากปลายประสาทเสื่อม หรือมีอาการอักเสบ หากชาทั้งแถบ อาจเกิดจากกระดูกต้นคอทับเส้นประสาท
  • ปกติแล้ว อาการชาที่ไม่รุนแรง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนท่าทาง หรือสะบัดข้อมือก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากอาการรุนแรงจะต้องไปพบแพทย์ โดยแพทย์มักให้ยาต้านการอักเสบ และรักษาไปตามอาการ
  • อาการมื้อเท้าชาสามารถป้องกันได้โดยการรับประทานวิตามินบีให้เพียงพอ ไม่นอนทับแขน หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคที่เป็นสาเหตุ และไม่ละเลยเมื่อเกิดอาการชา
  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันโรค (ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพได้ที่นี่)
อาการโรคมือเท้าชาแบบต่างๆ สัญญาณเตือนภัยของหลายโรค

“มือเท้าชา” เป็นอาการหนึ่งที่เกิดจากร่างกายขาดวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงปลายเส้นประสาทโดยเฉพาะ แต่บางครั้ง อาการชาตามปลายมือปลายเท้าอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเบาหวาน หรือภาวะขาดไทรอยด์ เป็นต้น

เมื่อมีอาการมือเท้าชา จึงไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจเบาหวาน เริ่มต้นที่ 644 บาท

ด้วยไลฟ์สไตล์ ทำให้คนไทยเป็นเบาหวานมากขึ้น และกว่า 40% ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน เพราะฉะนั้นควรตรวจเบาหวานอย่างน้อยปีละครั้ง

Istock 908625742

สาเหตุที่ทำให้มือเท้าชา

  • การนอนทับแขนตัวเอง หรือการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ซึ่งกดทับเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จนทำให้เกิดอาการชา
  • การขาดวิตามินบี เพราะวิตามินบีมีทำหน้าที่บำรุงและซ่อมแซมระบบประสาท หากร่างกายได้รับวิตามินบีน้อยเกินไปจะทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ และมีอาการมือเท้าชา
  • การป่วยด้วยโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง
  • การได้รับสารเคมีหรือยาบางชนิด การถอนยา เช่น การได้รับยากันชัก พิษจากโลหะหนักบางชนิด อาการถอนยากลุ่ม Benzodiazepine
  • ภาวะเครียด หรือ วิตกกังกวล

มือเท้าชาเกิดจากโรคอะไรได้บ้าง

โรคที่เป็นสาเหตุของอาการมือเท้าชามีหลายโรค โดยจะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไปตามชนิดของโรค เช่น

  • โรครูมาตอยด์ และโรคเกาต์ เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของไขข้อกระดูก เนื่องจากกระดูกหรือข้ออยู่ในลักษณะที่ไม่ปกติ และขัดขวางการไหลเวียนของเลือด จึงทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ช้า ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการชาตามมือตามเท้าแล้ว ก็ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ อีกด้วย
  • โรคเบาหวาน อาการมือเท้าชา เป็นอาการหนึ่งของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เริ่มมีอาการรุนแรง ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงกว่าที่เป็นอยู่ 
    แต่สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน ให้สังเกตว่า มีอาการอื่นๆ ของโรคเบาหวานหรือไม่ เช่น ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว หิวบ่อยมากขึ้น เป็นต้น หากพบว่ามีแนวโน้มจะเป็น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเบาหวาน และสาเหตุของอาการมือเท้าชาโดยด่วน
  • ภาวะขาดไทรอยด์ เมื่อมีอาการมือเท้าชา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะขาดไทรอยด์ ซึ่งสังเกตได้จากการเป็นตะคริวบ่อยๆ มีอาการปวดตามกล้ามเนื้อ เหนื่อยง่าย บางรายอาจมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย และหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย
    หากอาการไม่รุนแรง สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการงดรับประทานอาหารที่มีไขมัน เลือกรับประทานธัญพืชเป็นอาหารหลัก และเสริมด้วยอาหารเสริมจำพวกแร่ธาตุสังกะสี และแร่ธาตุซีเลเนียม
  • พิษสุราเรื้อรัง เป็นอีกหนึ่งโรคที่ทำให้เกิดอาการมือเท้าชาได้ เกิดจากการดื่มสุรามากเกินไป ในขณะเดียวกันก็รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ จึงทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ ส่งผลให้เกิดอาการมือเท้าชาในที่สุด
    สำหรับใครที่มีอาการมือเท้าชาบ่อยๆ และเป็นคนที่ชอบดื่มสุราเป็นประจำด้วยแล้ว สงสัยได้เลยว่า นั่นอาจเกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรังก็ได้
  • ภาวะติดเชื้อ เกิดจากร่างกายติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ภาวะภูมิคุ้มกันแย่ลง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายต้องสูญเสียวิตามินบางชนิดไปเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการชาตามปลายมือปลายเท้า นอกจากนี้ หากเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต ก็อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
    วิธีสังเกตว่า ตนเองติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือไม่ ให้ดูว่า มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หัวใจเต้นเร็วและหายใจเร็วกว่าปกติร่วมด้วยหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเม็ดเลือดขาวซึ่งจะทราบผลได้เร็วที่สุด
  • โรคประจำตัวเรื้อรัง สำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคประจำตัวบางโรค ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการมือเท้าชาได้เหมือนกัน เช่น โรคหลอดเลือด โรคไต โรคอักเสบเรื้อรัง หรือในวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น

อาการมือเท้าชาแบบต่างๆ

อาการมือเท้าชามักจะมีอาการที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาการชาแต่ละแบบก็สามารถบ่งบอกถึงสาเหตุได้ โดยลักษณะอาการชาที่พบได้บ่อยๆ มีดังนี้

  • ชาเฉพาะนิ้วโป้ง ชี้ กลางและนิ้วนางครึ่งซีก
    เกิดจากเส้นประสาทมือถูกบีบรัด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก และไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของมือได้เพียงพอ ส่งผลให้มีอาการชาในบริเวณดังกล่าว หรืออาจเป็นเพราะแผ่นพังผืดเสื่อมสภาพ และมีความหนาขึ้นจนไปกดทับเส้นประสาทมือนั่นเอง
  • ชานิ้วโป้ง ชี้ กลาง และมีอาการปวดมือ
    มักเกิดจากการเกร็งมืออยู่ท่าเดิมนานบ่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาเส้นประสาทกดทับที่ฝ่ามือ จึงส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าว ซึ่งส่วนมากมักจะมีอาการตอนกลางคืน หรือเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า
  • ชานิ้วก้อย
    สาเหตุเกิดจากเส้นประสาทบริเวณรักแร้มีอาการอักเสบ เนื่องจากงอและเกร็งข้อศอกเป็นเวลานาน ส่วนมากจะเกิดในคนที่คุยโทรศัพท์บ่อยๆ เพราะต้องถือโทรศัพท์อยู่ในท่างอข้อศอก เป็นท่าที่ทำให้เกิดอาการอักเสบของเส้นประสาทนั่นเอง
  • ชาปลายเท้าและปลายมือ
    เกิดจากปัญหาปลายประสาทเสื่อม หรือมีอาการอักเสบ เพราะขาดวิตามินบี หรือการป่วยด้วยโรคบางโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคไต และการได้รับสารพิษ เป็นต้น
  • ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว
    ส่วนมากจะเกิดจากการใช้มือทำงานหนักมากเกินไป เป็นผลให้เอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือพอดี จึงเกิดอาการชาบริเวณปลายนิ้วมือแทบทุกนิ้ว และมักจะมีอาการชาในช่วงกลางคืนมากกว่า
  • ชานิ้วก้อย นิ้วนาง และสันมือ
    เกิดจากเส้นประสาทบริเวณข้อศอกถูกกดทับ จึงทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงส่วนต่างๆ บริเวณแขนท่อนล่างได้ไม่สะดวก วิธีป้องกันอาการชานี้ สามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยนท่านอนหรือท่านั่งบ่อยๆ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้อศอกอยู่ในลักษณะที่ถูกกดทับมากเกินไป
  • ชาง่ามนิ้วระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
    มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณต้นแขน ทำให้มีอาการชาตรงง่ามนิ้ว ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากการเอาแขนพาดพนักเก้าอี้นานเกินไป
  • ชาทั้งแถบ
    โดยจะเป็นอาการชาตั้งแต่แขนไปจนถึงนิ้วมือ เกิดจากกระดูกต้นคอกดทับเส้นประสาท หรือกระดูกต้นคอเสื่อม ถือเป็นอาการที่อันตรายมาก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที
  • ชาหลังเท้าไปถึงหน้าแข้ง
    อาการชาแบบนี้เป็นอาการที่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เมื่อนั่งไขว่ห้างนานๆ หรือนั่งพับเพียบ เพราะจะทำให้เส้นประสาทบริเวณใต้เข่าด้านนอกถูกกดทับ ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดเกิดการติดขัดจนเกิดอาการชาในที่สุด
  • ชาทั้งเท้าไปถึงสะโพก
    เป็นอีกหนึ่งอาการชาที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยไว้นานๆ อาจเกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ โดยอาการชาแบบนี้มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ซึ่งหากเคลื่อนทับมากไปอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • ชาปลายเท้า ฝ่าเท้า ปลายนิ้ว
    เป็นอาการชาที่เกิดจากเส้นประสาทถูกทำลายเสียหายหลายเส้น ส่วนมากจะเกิดกับผู้ที่ดื่มแอกอฮอล์เป็นประจำ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์จะเข้าไปทำลายเส้นประสาทนั่นเอง

อาการมือเท้าชาที่มาพร้อมโรค

อาการชาที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ได้แก่

  • โรคเบาหวาน เมื่อใดก็ตามที่โรคเบาหวานมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จะเริ่มเกิดอาการชาตามร่างกาย
  • ภาวะขาดไทรอยด์ นอกจากจะมีการชาแล้ว ยังพบการเกิดตะคริว และการปวดกล้ามเนื้อร่วมอยู่ด้วย
  • โรคเกาต์ โรครูมาตอยด์ เนื่องจากโรคนี้เกี่ยวข้องกับกรดยูริก และกระดูก จึงอาจทำให้เกิดอาการมือเท้าชาได้
  • โรคพิษสุราเรื้อรัง แอลกอฮอล์จะเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดวิตามิน และสารอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการชาตามร่างกาย

วิธีรักษาอาการมือเท้าชา

วิธีรักษาอาการมือเท้าชา แบ่งออกตามความรุนแรงและอาการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 วิธี ดังนี้

  • การรักษาเมื่ออาการไม่รุนแรง
    กรณีที่มีอาการมือเท้าชาแบบไม่รุนแรงมากนัก เช่น มีอาการชาแปล็บๆ ซ่าๆ เป็นระยะ สามารถรักษาได้ด้วยการเปลี่ยนท่าทางใหม่ หรือสะบัดข้อมือสักพัก ก็จะช่วยให้อาการชาค่อยๆ ทุเลาลง และหายไปในที่สุด แต่หากมีอาการชาแบบนี้บ่อยๆ อาจรักษาด้วยการรับประทานวิตามินบีเสริม และให้ยาต้านการอักเสบของเส้นประสาทและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยบำรุงและซ่อมแซมเส้นประสาทได้ดี
  • การรักษาเมื่ออาการรุนแรงและต่อเนื่อง
    สำหรับผู้ที่มีอาการชามือและเท้า แบบรุนแรงและต่อเนื่อง แม้จะสะบัดมือหรือเปลี่ยนท่าทางแล้ว อาการชาก็ยังไม่ทุเลาลง การรักษาเริ่มแรก แพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบของเส้นประสาทก่อน และเฝ้าดูผลการรักษา หากอาการยังไม่ดีขึ้นก็จะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะผ่าตัดเอ็นที่กดรัดเส้นประสาทนั้นออก
  • การรักษาตามอาการ
    หากอาการมือเท้าชา มีสาเหตุมาจากโรคร้ายบางโรค การรักษาจะต้องรักษาตามอาการที่เป็นอยู่ พร้อมกับรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุไปด้วย เพื่อบรรเทาอาการให้ค่อยๆ ทุเลาลง และไม่รุนแรงกว่าเดิม นอกจากนี้ ในบางรายแพทย์ก็อาจจะให้วิตามินเสริมแก่ร่างกาย โดยเฉพาะวิตามินบีที่จะช่วยบำรุงระบบประสาท และลดอาการชาตามมือตามเท้าได้ดี

การป้องกันมือเท้าชา

เนื่องจากอาการมือเท้าชาเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงต้องป้องกันจากต้นเหตุเหล่านั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งมีวิธีการป้องกัน ดังนี้

  • รับประทานวิตามินบีอย่างเพียงพอ เพราะสาเหตุหลักของอาการมือเท้าชา เกิดจากร่างกายได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องรับประทานอาหารและผักผลไม้ที่มีวิตามินบีสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินบีในปริมาณที่เหมาะสมและสามารถบำรุงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ได้แก่ ข้าวโพด ธัญพืช ไข่แดง ตับ โยเกิร์ต และนม เป็นต้น
  • อย่านอนทับแขนหรืออยู่ท่าเดิมนานๆ เพราะจะทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนก่อให้เกิดอาการชาในที่สุด โดยอาจเปลี่ยนท่านอน หรือเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ก็จะช่วยป้องกันอาการมือเท้าชาได้
  • รับประทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ เพราะผักผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก นอกจากจะช่วยลดการเกิดอาการมือเท้าชาแล้ว ยังช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย
  • ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคที่เป็นสาเหตุ โดยเฉพาะโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการมือเท้าชา เช่น โรคเบาหวาน โรครูมาตอยด์  หรือหากใครที่เป็นโรคเหล่านั้นอยู่ ก็ควรรักษาและดูแลสุขภาพของตนเองอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
  • ไม่ละเลยเมื่อมีอาการมือเท้าชา ไม่ควรนิ่งนอนใจและคิดว่าไม่ต้องกังวลอะไร เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางโรค รวมทั้งอันตรายจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ซึ่งอาจเสี่ยงต่ออาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ดังนั้น เมื่อมีอาการมือเท้าชาบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงทันที

ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @HonestDocs และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Woolridge E et al., Cannabis use in HIV for pain and other medical symptoms (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15857739), April 2005
National Institute of Neurological Disorders and Stroke, Paresthesia Information Page (https://www.ninds.nih.gov/disorders/all-disorders/paresthesia-information-page), 27 March 2019

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ดูในแอป