การคุมกำเนิด

ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับยาคุมรักษาสิว

หาคำตอบว่ายาคุมกำเนิดสามารถช่วยรักษาสิวได้อย่างไร แล้วประสิทธิภาพการคุมกำเนิดของมันจะดีหรือไม่ ผู้ชายกินแล้วจะมีผลข้างเคียงไหม
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 405,209 คน

ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับยาคุมรักษาสิว

เป็นที่กล่าวถึงกันมานานแล้วว่ายาคุมกำเนิดสามารถช่วยรักษาสิวได้ ผู้หญิงบางคนถึงกับกินยาคุมเพื่อประโยชน์ด้านผิวพรรณ มาหาคำตอบกันว่าสำหรับทางการแพทย์ ยาคุมมีกระบวนการอะไรถึงช่วยให้สิวน้อยลงได้ และถ้าผู้ชายกินยาคุมเพื่อประโยชน์ด้านการรักษาสิวบ้าง ผลจะเป็นอย่างไร

ยาคุมกำเนิดสำหรับรักษาสิวมียาอะไรบ้าง?

กลไกการการเกิดสิวนั้น เกิดจากการที่ต่อมไขมันผิวหนัง (sebaceous gland) มีการหลั่งออกของสิ่งที่เรียกว่า Sebaceous Material อันได้แก่ เอ็นไซม์ย่อยน้ำมัน (ซีบัม) แบคทีเรีย และเคราติน ที่มากเกินไป เมื่อไปจับกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ต่อมไขมันผิวหนังเกิดการอุดตันขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวนูนขึ้นกลายเป็นสิว บางจุดอาจเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อจากแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ก็กลายเป็นสิวอักเสบ หรือสิวหัวช้าง

ปกติแล้ว ผู้ชายมักประสบปัญหาสิวมากกว่าในผู้หญิง เนื่องจากฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน (Testosterone) มีอิทธิพลต่อการพัฒนาขนาดของต่อมไขมันให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญของเชื้อ P. acne ที่นำไปสู่การเกิดสิว

เมื่อการทำงานของเทสโทสเตอโรน เป็นตัวเหนี่ยวนำที่ทำให้เกิดสิวขึ้น จึงมีการใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ยับยั้งไม่ให้เกิดการทำงานของเทสโทสเตอโรนมาเป็นยาสำหรับรักษาสิว โดยยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม 3 ชนิดที่ได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้แก่

  1. Ethinyl Estradiol / Norgestimate เช่น Cilest
  2. Ethinyl Estradiol / Norethindrone Acetate เช่น Activelle
  3. Ethinyl Estradiol / Drospirenone เช่น Yasmin Yaz Justima แต่มีการศึกษาพบว่า drospirenone มีความเสี่ยงต่อหลอดเลือด เช่น การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดดำ (venous thrombo embolism; VTE) มากกว่ากลุ่มอื่น

นอกจากนี้ยังมียาฮอร์โมนรวมที่มี cyproterone acetate เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดการเกิดสิวได้ เช่น PREME, Diane-35, Sucee B-Lady เป็นต้น

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยาคุมกำเนิดที่ใช้รักษาสิวเป็นอย่างไร?

การรักษาสิวด้วยยาคุมกำเนิดในเพศหญิง ก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนรวมหรือชนิดฮอร์โมนโพรเจสตินเดี่ยว หากรับประทานได้ถูกต้อง ยาจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงสุดมากกว่า 99%

เมื่อนับรวมความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ใช้ยา (เช่น ลืมรับประทานยา รับประทานยาไม่ต่อเนื่อง) ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะอยู่ที่ประมาณ 91% ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง

สามารถใช้ยาคุมเพื่อรักษาสิวที่หลังได้หรือไม่?

สิวที่หลังมักเกิดจากสาเหตุเดียวกับที่ใบหน้า ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่ายาคุมกำเนิดอาจช่วยรักษาสิวที่หลังได้ แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษารับรองข้อบ่งใช้นี้

หากเป็นสิวที่หลัง แนะนำใช้ยารักษาในรูปแบบยาทาเฉพาะที่ เช่น

  • เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide)
  • เรตินอยด์ (Retinoid)
  • ยาปฏิชีวนะแบบยาทา เช่น คลินดาไมซิน (Clindamycin) : การใช้ยาปฏิชีวนะแบบยาทา ควรใช้ร่วมกับยาทาชนิดอื่นข้างต้นร่วมด้วย เพราะมีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเกิดการดื้อยา

วิธีการรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว

การรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวนั้น ควรรับประทานแบบยาคุมกำเนิดปกติ คือ วันละ 1 เม็ดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นผล

ในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวเพียงอย่างเดียว อาจไม่ต้องเคร่งครัดเท่ากับการรับประทานเพื่อคุมกำเนิด เช่น หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าหากข้ามวันไปแล้วก็ไม่เป็นไร สามารถกลับมารับประทานได้ตามปกติในวันถัดไป เป็นต้น

ต้องกินยาคุมนานเท่าไหร่จึงจะเห็นผล

ระยะเวลาที่จะเห็นผลนั้น เป็นไปได้ตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือนจึงจะเห็นว่าสิวเริ่มลดลง เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลฮอร์โมน จึงจะเห็นผลต่อการสร้างซีบัมของผิวที่ลดลง

ผู้ชายสามารถกินยาคุมเพื่อรักษาสิวได้หรือไม่?

โดยกลไกแล้ว ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานสามารถรักษาสิวในผู้ชายได้เช่นเดียวกันกับผู้หญิง แต่ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เนื่องจากยาคุมกำเนิดในกลุ่มที่ใช้รักษาสิว มีกลไกยับยั้งการทำงานที่ตัวรับแอนโดรเจน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการแสดงลักษณะทางเพศของเพศชาย ดังนั้นผู้ชายที่ใช้ยาคุมกำเนิดนี้ในการรักษาสิวอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อารมณ์แปรปรวน ความต้องการทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว เต้านมโตขึ้น เป็นหมัน กระดูกพรุน

ที่มาของข้อมูล

  1. Stephanie S. Gardner, Birth Control for Acne, November 28, 2017.
  2. Del Rosso JQ, Truncal acne vulgaris: the relative roles of topical and systemic antibiotic therapy, February 2017.
  3. Cheng-Wei Liu. et.al, Understanding Truncal Acne: A Practical Guide to Diagnosis and Management. 1 December 2017.
  4. American Academy of Dermatology, Guidelines of care for the management of acne vulgaris, 10 February 2016.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป