Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

เป็นสิวหัวช้าง รักษาอย่างไรดี?

สิวหัวช้าง เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงมาก เพราะยากต่อการรักษาและมักจะทิ้งรอยเอาไว้ ยิ่งถ้าบีบและเค้นเพื่อให้สิวแตก ก็จะยิ่งทำให้เกิดแผลเป็นและรอยหลุมสิวขนาดใหญ่อีกด้วย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 888,040 คน

เป็นสิวหัวช้าง รักษาอย่างไรดี?

สิวหัวช้าง (Acne Conglobata) เป็นสิวอักเสบชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก มักมีลักษณะเป็นตุ่มบวมแดงขนาดใหญ่ เมื่อกดลงไปจะรู้สึกแข็งเป็นไตร่วมกับมีอาการเจ็บปวด เพราะเกิดจากการอักเสบภายใต้ผิว ภายในสิวหัวช้าง 1 ตุ่ม อาจพบหัวสิวได้มากถึง 2-3 หัวสิว หรือไม่มีหัวเลยก็ได้

พบได้มากบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะจมูก คาง และหน้าผาก (T-Zone) แต่บางครั้งก็อาจพบได้ที่หน้าอก และหลัง สามารถรักษาให้หายได้ยาก ถ้าหากเอามือไปบีบเค้น อาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือหลุมสิวขนาดใหญ่ขึ้น

สิวหัวช้าง เกิดจากอะไร?

แม้จะมีอาการรุนแรงมากที่สุดในบรรดาสิวทั้งหมด แต่สาเหตุของการเกิดสิวหัวช้าง ก็เหมือนกับสิวชนิดอื่นๆ ทั่วไป คือเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • ฮอร์โมน : ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเกิดสิวมากที่สุด คือ Testosterone ที่เป็นฮอร์โมนเพศชาย และฮอร์โมน Dehydroepian drosterone-Sulfate (DHEA-S) เพราะฉะนั้นจึงสังเกตได้ว่า สิวหัวช้างจะพบมากในผู้ชาย โดยเฉพาะวัยรุ่น เนื่องจากในช่วงวัยนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสูง

  • กรรมพันธุ์ : หากบิดาหรือมารดา เคยเป็นสิวหัวช้างมาก่อน ก็มีโอกาสที่ลูกจะเป็นสิวหัวช้างได้มากถึง 25%

  • ความมันบนใบหน้า : สิวหัวช้าง มักเกิดบนผู้ที่มีผิวหน้ามันได้มากที่สุด เพราะผู้มีน้ำมันบนผิวหน้ามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนจากฝุ่นและเชื้อแบคทีเรีย P.Acne ได้ ซึ่งในระยะแรก ๆ อาจเป็นเพียงสิวอักเสบเม็ดเล็กๆ ก่อน ถ้าหากมีอาการรุนแรง หรือมีการอักเสบมากขึ้น ก็จะพัฒนากลายมาเป็นสิวหัวช้างได้

  • การใช้ชีวิต : การดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ชอบล้างหน้า หรือล้างหน้าไม่สะอาด ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว และสิวหัวช้างได้เช่นกัน

สัญญาณแรกเริ่มของการเกิดสิวหัวช้าง คือจะรู้สึกคัน และกดเจ็บนิดๆ บริเวณผิวหนังที่จะเกิดสิวขึ้น หลังจากนั้นจะเริ่มพบตุ่มบวมแดง เมื่อกดจะเริ่มรู้สึกเจ็บมากกว่าเดิม และตุ่มจะขยายใหญ่เรื่อยๆ อาจมีหัวหรือไม่มีหัวก็ได้

ควรบีบหนองในสิวหัวช้างออกหรือไม่?

มีสิวบางชนิด ที่เอาหัวหนองออกแล้ว จะช่วยให้หายเร็วขึ้น หรือหัวสิวยุบตัวลงในเวลาอันรวดเร็ว แต่ไม่ใช่กับสิวหัวช้าง ที่ยิ่งบีบยิ่งเค้นออก อาจกระตุ้นให้มีการอักเสบมากขึ้น จนทำให้เกิดจุดด่างดำที่เป็นแผลเป็นขนาดใหญ่ หรือทำให้เกิดหลุมสิวขนาดใหญ่ที่รักษาไม่หายได้

ในกรณีที่สิวหัวช้างสุกจนขึ้นหัวหนองที่สามารถบีบได้ แนะนำให้ใส่ถุงมือยาง หรือล้างมือให้สะอาด นำอุปกรณ์กดสิวที่มีปลายแหลมข้างหนึ่ง และห่วงข้างหนึ่งไปทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ให้เรียบร้อย 

จากนั้นให้ใช้ด้านแหลมเจาะหรือสะกิดหัวสิวให้แตกออก แล้วค่อยๆ ใช้มือกดเบาๆ ให้หนองไหลออกมาเอง ห้ามบีบหรือห้ามเค้นโดยเด็ดขาด แล้วค่อยทาเจลแต้มสิวที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิวลงไปบนแผล

แต่ถ้าสิวไม่ขึ้นหัว ก็ทำได้แค่ทาเจลแต้มสิว พร้อมกับรักษาความสะอาดโดยรอบเพื่อไม่ให้มีการอักเสบมากขึ้น ก็จะช่วยให้สิวยุบตัวลงไปได้เอง

วิธีการรักษาสิวหัวช้าง

การรักษาสิวหัวช้างมีหลายวิธี โดยเฉพาะการเลือกใช้ยาทาภายนอก ซึ่งแต่ละวิธีก็จะเหมาะสมกับบุคคลแตกต่างกันไป บางวิธีอาจช่วยให้หายได้ภายใน 3-5 วัน ขณะที่บางวิธีอาจช่วยให้หายได้ภายใน 7 วัน ซึ่งก็มีวิธีดังต่อไปนี้

  • ล้างหน้าวันละ ครั้ง : การล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง และทำให้หน้าแห้ง ซึ่งจะส่งผลให้มีการผลิตน้ำมันที่มากขึ้น และกลายเป็นการกระตุ้นการเกิดสิวมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงควรล้างแค่วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น โดยใช้โฟมหรือสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน หรือสูตรกำจัดสิว

  • ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว : แบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

    • กลุ่มยา Benzoyl Peroxide : มีคุณสมบัติที่ดีในการรักษาสิวหลายอย่าง เช่น ลดการอุดตัน ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยให้เซลล์ผลัดตัวเร็วขึ้น แต่หากใช้นานๆ จะทำให้ผิวแห้ง และแสบ

    • อนุพันธุ์ของวิตามินเอ หรือยากลุ่มเรตินอยด์ : มีคุณสมบัติช่วยลดการขับน้ำมัน ลดการอุดตัน และลดการอักเสบของสิวได้ค่อนข้างดี แต่ต้องใช้ในปริมาณน้อย และไม่สามารถใช้ได้ในสตรีมีครรภ์

    • ยาปฏิชีวนะ : ยาปฏิชีวนะทั้งแบบทาและรับประทาน สามารถลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย P.Acne และลดการอักเสบของสิวได้ แต่หากใช้ไปนานๆ จะทำให้เกิดอาการดื้อยา

    • กลุ่มยาฮอร์โมน : จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อ ได้มีการไปพบแพทย์ และแพทย์วินิจฉัยว่าสิวหัวช้างที่เกิดขึ้น เกิดจากปัญหาฮอร์โมน คุณสมบัติส่วนใหญ่ของยาในกลุ่มนี้คือต้านฮอร์โมนเพศชาย แต่มักจะมีผลข้างเคียง เช่น น้ำหนักขึ้น ปวดศีรษะ ปัสสาวะบ่อย และอาจพบอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจได้

นอกจากการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ยังมีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยที่ได้ผลดีเช่นกัน คือการรักษาด้วยดินสอพองที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดอาการบวมและอักเสบลงได้ 

แต่ก่อนจะนำดินสอพองมาพอกหน้า หรือแต้มสิว ต้องมั่นใจว่าได้ผ่านการสะตุ หรือนำไปเผาไฟเพื่อฆ่าเชื้อแล้ว และถูกจัดเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท จึงจะนำมาใช้รักษาสิวหัวช้างได้แบบไม่มีผลข้างเคียง

และวิธีสุดท้าย คือการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผักและผลไม้ จะช่วยลดการเกิดสิวหัวช้างได้ และช่วยทำให้สิวหายเร็วขึ้นอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง

กดสิว ดีไหม? ขั้นตอน ผลข้างเคียง และวิธีดูแลตัวเองหลังกดสิว


1 การอ้างอิง
HonestDocs มีแนวทางการจัดหาที่เข้มงวดและอาศัยการศึกษาแบบ peer-reviewed สถาบันการศึกษาและสมาคมการแพทย์ เราหลีกเลี่ยงการใช้การอ้างอิงระดับอุดมศึกษา คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เรามั่นใจว่าเนื้อหาของเรานั้นถูกต้องและเป็นปัจจุบันโดยอ่านนโยบายการแก้ไขของเรา

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป