ความรู้สุขภาพ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 22, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 846,762 คน

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า

ในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยมักจะมีโรคร้ายแรงอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงอยู่โรคหนึ่ง ซึ่งเคยหายหรือแทบไม่ปรากฏผู้ติดเชื้อในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาแล้วในบ้านเรา แต่กลับมีการติดเชื้อเกิดขึ้นมาอีกครั้งก็คือโรคพิษสุนัขบ้า โดยเราสามารถป้องกันหรือรักษาได้ด้วยการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากยังไม่มีวิธีอื่นใดที่จะช่วยรักษาได้นอกจากวิธีนี้เท่านั้น 

รู้จักกับโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โรคกลัวน้ำ” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเรียกว่า Rabies Virus ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้ไม่ได้มีแค่เพียงเฉพาะในสุนัขเท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมได้อีกหลายชนิด เช่น แมว กระรอก กระแต ลิง ชะนี วัว ควาย หนู หมี เสือ ค้างคาว แรคคูน หรือแม้แต่สะกั๊ง แต่จะพบมากที่สุดในสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมว

โฆษณาจาก HonestDocs
จัดส่งยาให้น้องหมาถึงบ้าน

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Pets medicine delivery 01

โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อได้ทางใด

เชื้อไวรัส Rabies Virus สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ด้วยการเลีย ข่วน และสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อโรคนี้ หรือกระเด็นเข้าตา ปาก และบาดแผล  โดยเฉพาะถ้าหากเป็นทางบาดแผลด้วยแล้ว เชื้อโรคจะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและมากขึ้น

หลังจากนั้นเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจะเข้าสู่แขนงประสาทและระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเชื้อโรคเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น จะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเกิดอาการคลุ้มคลั่งและกระวนกระวาย แต่ถ้าเข้าสู่ไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเป็นอัมพาตแล้วเสียชีวิตได้ โดยใช้ระยะเวลาในการฟักตัวจนถึงการเกิดอาการประมาณ 5 วัน – 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผล ตำแหน่งของแผล และระยะทางของแผลไปยังสมองด้วยเช่นกัน

ต้องโดนกัดหรือข่วนอย่างไรจึงติดเชื้อ

หากสัมผัสเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าด้วยวิธีดังกล่าว หรืออาจจะเพียงแค่ถูกข่วนและกัด มีบาดแผลที่เลือดไม่ออก หรือเลือดออกเพียงเล็กน้อย มีรอยช้ำ หรือไม่มีบาดแผลเลยก็ตาม ควรจะต้องล้างบริเวณบาดแผลด้วยน้ำเกลือ ฟอกสบู่ และเช็ดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ จากนั้นรีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าเพียงสัมผัสลูบตัวหรือโดนน้ำลายโดยไม่ได้มีบาดแผล ให้ทำความสะอาดบริเวณที่ไปสัมผัสก็เพียงพอแล้ว

การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าผลิตมาจากเชื้อไวรัส Rabies Virus ที่ทำให้ตายแล้ว เมื่อฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกายก็จะเข้าไปกระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า แต่จะได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อใช้ร่วมกับเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลิน โดยวัคซีนโรคนี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

  • ชนิดป้องกันก่อนการสัมผัสโรค (Pre – exposure vaccination)
  • ชนิดป้องกันหลังการสัมผัสโรค (Post – exposure vaccination) เป็นการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค Rabies virus หลังจากการได้สัมผัส การติดเชื้อโรค หรือได้รับบาดเจ็บจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคชนิดนี้ไปแล้ว

เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อโรคชนิดนี้ค่อนข้างสูง เช่น ผู้ที่ทำงานในห้องทดลอง ผู้ที่ค้นคว้าวิจัยหรือผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ที่มีความเสี่ยงเนื่องจากอาชีพที่อาจจะสัมผัสกับสัตว์ได้อย่างเช่นสัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมถึงบุรุษไปรษณีย์

โดยจะต้องมีการตรวจสอบระดับภูมิคุ้มกันโรคทุกๆ 1 ปี รวมทั้งผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า เป็นการฉีดเพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้มีระดับภูมิคุ้มกันโรคสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งอาจมีโอกาสไปสัมผัสได้ขณะที่ปฏิบัติงานโดยไม่รู้ตัว เมื่อฉีดวัคซีนแล้วหากมีการรักษาภายหลัง ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องให้เซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินอีกด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
จัดส่งยาให้น้องหมาถึงบ้าน

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Pets medicine delivery 01

วิธีการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramucular injection หรือ IM)
  • การฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal injection)

หากเป็นเด็กทารกหรือเด็กเล็ก จะฉีดวัคซีนที่บริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่กึ่งกลางต้นขาด้านหน้าค่อนไปทางหน้าขาด้านนอก เด็กโตและผู้ใหญ่ฉีดที่กล้ามเนื้อต้นแขน ในทุกวัยห้ามฉีดเข้าสะโพกเพราะบริเวณนี้ดูดซึมยาเข้าไปช้า

จะทำการฉีดวัคซีนที่บริเวณต้นแขน ซึ่งการฉีดวิธีนี้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้เพียงบางประเทศเท่านั้น เพราะต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดวัคซีนเท่านั้น โดยประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนด้วยวิธีนี้ได้ หลังการฉีดด้วยวิธีนี้จะเกิดตุ่มนูนขึ้นมาและยังมีข้อห้ามใช้กับบุคคลในกลุ่มดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องได้รับยาคอร์ติโคสเตอรอยด์แบบระยะยาว หรือยาประเภทอื่นๆ อย่างเช่นยา Cyclosporin และยารักษาโรคมาลาเรีย Chloroquine
  • ผู้ที่มีระบบภูมิต้านทานบกพร่อง
  • ผู้ที่ต้องมารักษาโรคพิษสุนัขบ้าแต่มาล่าช้า หรือผู้ที่ต้องมารับการรักษาแต่มีบาดแผลใหญ่ที่ศีรษะและคอ เนื่องจากจะได้รับการตอบสนองต่อยาช้าลง

ขนาดและตารางเวลาในการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

  • การฉีดแบบชนิดป้องกันก่อนการสัมผัสโรค (Pre-exposure vaccination)
  • การฉีดแบบกระตุ้นหลังได้รับการฉีดแบบชุดแรกครบ
  • การฉีดแบบชนิดป้องกันหลังการสัมผัสโรค (Post- exposure vaccination)

เด็กและผู้ใหญ่ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 เข็ม จึงครบวัคซีนชุดแรก (Primary vaccination) เริ่มจากวันแรก ฉีดเข็มที่ 1 วันที่ 7 และวันที่ 21 หรือ 28 โดยสามารถฉีดไม่ตรงตามนัดได้เพียง 1 – 2 วันเท่านั้น

หลังจากที่ได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าชุดแรกครบ 1 ปีแล้ว ให้ฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็ม จากนั้นจะฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นอีกทุกๆ 5 ปี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อสูงจะต้องฉีดกระตุ้นซ้ำ หากมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่า 0.5 ยูนิต / มิลลิเมตร

สามารถฉีดวัคซีนได้ทั้งสองวิธี นั่นคือการฉีดเข้ากล้ามเนื้อและฉีดเข้าในผิวหนัง โดยจะต้องฉีดในช่วง 14 วันแรกที่ได้รับการสัมผัสเชื้อโรคมา เป็นการทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งการฉีดวัคซีนแบบนี้จะต้องมาให้ตรงตามตารางที่แพทย์นัด หากมาผิดนัดจะต้องฉีดเข็มต่อไปเลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์เป็นสำคัญอีกด้วย

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การฉีดเข้าในผิวหนัง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลยจำเป็นต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 5 เข็ม คือ วันแรก, วันที่ 3, วันที่ 7, วันที่ 14 และเข็มที่ 5 ในวันที่ 28 – 30 สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนชนิดป้องกันมาก่อน ให้ฉีดในวันแรก 1 เข็ม หากได้รับมาแล้วแต่น้อยกว่า 6 เดือน ให้ฉีดวันแรก 1 เข็มแค่นั้น ถ้าได้รับวัคซีนมานานเกิน 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 2 เข็ม ในวันแรกและวันที่ 3 โดยไม่จำเป็นต้องฉีดเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินป้องกันเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า

ในผู้ที่ได้รับเชื้อแต่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลย จะต้องฉีด 4 ครั้ง ครั้งละ 2 จุด ที่บริเวณต้นแขนทั้งสองข้างในวันแรก, วันที่ 3, วันที่ 7 และวันที่ 28 โดยไม่ต้องฉีดเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หากได้รับวัคซีนมาน้อยกว่า 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็มเท่านั้น แต่ถ้าได้รับมานานกว่า 6 เดือน ให้ฉีด 2 เข็ม ในวันแรกและวันที่ 3

หากโดนสุนัขกัดขณะกำลังได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นและฉีดเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินอีกเช่นกัน และสำหรับผู้ที่มารักษาไม่ตรงตามที่แพทย์กำหนด จะต้องฉีดวัคซีนที่นับต่อจากเข็มสุดท้ายที่ผู้ป่วยควรได้รับโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ รวมทั้งผู้ที่มีประวัติการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่ไม่ชัดเจน อย่างเช่นชนิดของวัคซีนหรือจำนวนเข็มที่เคยได้รับ ก็จะต้องเริ่มรักษาใหม่เหมือนกับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนโรคนี้มาก่อน 

โรคพิษสุนัขบ้าใช่ว่าจะมีแค่เพียงเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นและเป็นได้ต่อเนื่องทุกฤดูกาล ดังนั้นเมื่อฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ก็ควรจะต้องฉีดให้ครบ ซึ่งหากคลาดเคลื่อนจากที่แพทย์กำหนด 2 – 3 วัน ยังสามารถฉีดต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ โดยเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมทั้งสถานีอนามัยใกล้บ้านด้วยเช่นกัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่