ความรู้สุขภาพ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 22, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า

ในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยมักจะมีโรคร้ายแรงอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงอยู่โรคหนึ่ง ซึ่งเคยหายหรือแทบไม่ปรากฏผู้ติดเชื้อในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาแล้วในบ้านเรา แต่กลับมีการติดเชื้อเกิดขึ้นมาอีกครั้งก็คือโรคพิษสุนัขบ้า โดยเราสามารถป้องกันหรือรักษาได้ด้วยการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากยังไม่มีวิธีอื่นใดที่จะช่วยรักษาได้นอกจากวิธีนี้เท่านั้น 

รู้จักกับโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โรคกลัวน้ำ” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเรียกว่า Rabies Virus ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้ไม่ได้มีแค่เพียงเฉพาะในสุนัขเท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมได้อีกหลายชนิด เช่น แมว กระรอก กระแต ลิง ชะนี วัว ควาย หนู หมี เสือ ค้างคาว แรคคูน หรือแม้แต่สะกั๊ง แต่จะพบมากที่สุดในสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมว

โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อได้ทางใด

เชื้อไวรัส Rabies Virus สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ด้วยการเลีย ข่วน และสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อโรคนี้ หรือกระเด็นเข้าตา ปาก และบาดแผล  โดยเฉพาะถ้าหากเป็นทางบาดแผลด้วยแล้ว เชื้อโรคจะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและมากขึ้น

หลังจากนั้นเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจะเข้าสู่แขนงประสาทและระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเชื้อโรคเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น จะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเกิดอาการคลุ้มคลั่งและกระวนกระวาย แต่ถ้าเข้าสู่ไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเป็นอัมพาตแล้วเสียชีวิตได้ โดยใช้ระยะเวลาในการฟักตัวจนถึงการเกิดอาการประมาณ 5 วัน – 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผล ตำแหน่งของแผล และระยะทางของแผลไปยังสมองด้วยเช่นกัน

ต้องโดนกัดหรือข่วนอย่างไรจึงติดเชื้อ

หากสัมผัสเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าด้วยวิธีดังกล่าว หรืออาจจะเพียงแค่ถูกข่วนและกัด มีบาดแผลที่เลือดไม่ออก หรือเลือดออกเพียงเล็กน้อย มีรอยช้ำ หรือไม่มีบาดแผลเลยก็ตาม ควรจะต้องล้างบริเวณบาดแผลด้วยน้ำเกลือ ฟอกสบู่ และเช็ดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ จากนั้นรีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าเพียงสัมผัสลูบตัวหรือโดนน้ำลายโดยไม่ได้มีบาดแผล ให้ทำความสะอาดบริเวณที่ไปสัมผัสก็เพียงพอแล้ว

การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าผลิตมาจากเชื้อไวรัส Rabies Virus ที่ทำให้ตายแล้ว เมื่อฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกายก็จะเข้าไปกระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า แต่จะได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อใช้ร่วมกับเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลิน โดยวัคซีนโรคนี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

  • ชนิดป้องกันก่อนการสัมผัสโรค (Pre – exposure vaccination)
  • ชนิดป้องกันหลังการสัมผัสโรค (Post – exposure vaccination) เป็นการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค Rabies virus หลังจากการได้สัมผัส การติดเชื้อโรค หรือได้รับบาดเจ็บจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคชนิดนี้ไปแล้ว

เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อโรคชนิดนี้ค่อนข้างสูง เช่น ผู้ที่ทำงานในห้องทดลอง ผู้ที่ค้นคว้าวิจัยหรือผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ที่มีความเสี่ยงเนื่องจากอาชีพที่อาจจะสัมผัสกับสัตว์ได้อย่างเช่นสัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมถึงบุรุษไปรษณีย์

โดยจะต้องมีการตรวจสอบระดับภูมิคุ้มกันโรคทุกๆ 1 ปี รวมทั้งผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า เป็นการฉีดเพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้มีระดับภูมิคุ้มกันโรคสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งอาจมีโอกาสไปสัมผัสได้ขณะที่ปฏิบัติงานโดยไม่รู้ตัว เมื่อฉีดวัคซีนแล้วหากมีการรักษาภายหลัง ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องให้เซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินอีกด้วย

วิธีการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramucular injection หรือ IM)
  • การฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal injection)

หากเป็นเด็กทารกหรือเด็กเล็ก จะฉีดวัคซีนที่บริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่กึ่งกลางต้นขาด้านหน้าค่อนไปทางหน้าขาด้านนอก เด็กโตและผู้ใหญ่ฉีดที่กล้ามเนื้อต้นแขน ในทุกวัยห้ามฉีดเข้าสะโพกเพราะบริเวณนี้ดูดซึมยาเข้าไปช้า

จะทำการฉีดวัคซีนที่บริเวณต้นแขน ซึ่งการฉีดวิธีนี้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้เพียงบางประเทศเท่านั้น เพราะต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดวัคซีนเท่านั้น โดยประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนด้วยวิธีนี้ได้ หลังการฉีดด้วยวิธีนี้จะเกิดตุ่มนูนขึ้นมาและยังมีข้อห้ามใช้กับบุคคลในกลุ่มดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องได้รับยาคอร์ติโคสเตอรอยด์แบบระยะยาว หรือยาประเภทอื่นๆ อย่างเช่นยา Cyclosporin และยารักษาโรคมาลาเรีย Chloroquine
  • ผู้ที่มีระบบภูมิต้านทานบกพร่อง
  • ผู้ที่ต้องมารักษาโรคพิษสุนัขบ้าแต่มาล่าช้า หรือผู้ที่ต้องมารับการรักษาแต่มีบาดแผลใหญ่ที่ศีรษะและคอ เนื่องจากจะได้รับการตอบสนองต่อยาช้าลง

ขนาดและตารางเวลาในการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

  • การฉีดแบบชนิดป้องกันก่อนการสัมผัสโรค (Pre-exposure vaccination)
  • การฉีดแบบกระตุ้นหลังได้รับการฉีดแบบชุดแรกครบ
  • การฉีดแบบชนิดป้องกันหลังการสัมผัสโรค (Post- exposure vaccination)

เด็กและผู้ใหญ่ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 เข็ม จึงครบวัคซีนชุดแรก (Primary vaccination) เริ่มจากวันแรก ฉีดเข็มที่ 1 วันที่ 7 และวันที่ 21 หรือ 28 โดยสามารถฉีดไม่ตรงตามนัดได้เพียง 1 – 2 วันเท่านั้น

หลังจากที่ได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าชุดแรกครบ 1 ปีแล้ว ให้ฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็ม จากนั้นจะฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นอีกทุกๆ 5 ปี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อสูงจะต้องฉีดกระตุ้นซ้ำ หากมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่า 0.5 ยูนิต / มิลลิเมตร

สามารถฉีดวัคซีนได้ทั้งสองวิธี นั่นคือการฉีดเข้ากล้ามเนื้อและฉีดเข้าในผิวหนัง โดยจะต้องฉีดในช่วง 14 วันแรกที่ได้รับการสัมผัสเชื้อโรคมา เป็นการทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งการฉีดวัคซีนแบบนี้จะต้องมาให้ตรงตามตารางที่แพทย์นัด หากมาผิดนัดจะต้องฉีดเข็มต่อไปเลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์เป็นสำคัญอีกด้วย

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การฉีดเข้าในผิวหนัง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลยจำเป็นต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 5 เข็ม คือ วันแรก, วันที่ 3, วันที่ 7, วันที่ 14 และเข็มที่ 5 ในวันที่ 28 – 30 สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนชนิดป้องกันมาก่อน ให้ฉีดในวันแรก 1 เข็ม หากได้รับมาแล้วแต่น้อยกว่า 6 เดือน ให้ฉีดวันแรก 1 เข็มแค่นั้น ถ้าได้รับวัคซีนมานานเกิน 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 2 เข็ม ในวันแรกและวันที่ 3 โดยไม่จำเป็นต้องฉีดเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินป้องกันเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า

ในผู้ที่ได้รับเชื้อแต่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลย จะต้องฉีด 4 ครั้ง ครั้งละ 2 จุด ที่บริเวณต้นแขนทั้งสองข้างในวันแรก, วันที่ 3, วันที่ 7 และวันที่ 28 โดยไม่ต้องฉีดเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หากได้รับวัคซีนมาน้อยกว่า 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็มเท่านั้น แต่ถ้าได้รับมานานกว่า 6 เดือน ให้ฉีด 2 เข็ม ในวันแรกและวันที่ 3

หากโดนสุนัขกัดขณะกำลังได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นและฉีดเซรุ่มอิมมูโนโกลบุลินอีกเช่นกัน และสำหรับผู้ที่มารักษาไม่ตรงตามที่แพทย์กำหนด จะต้องฉีดวัคซีนที่นับต่อจากเข็มสุดท้ายที่ผู้ป่วยควรได้รับโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ รวมทั้งผู้ที่มีประวัติการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่ไม่ชัดเจน อย่างเช่นชนิดของวัคซีนหรือจำนวนเข็มที่เคยได้รับ ก็จะต้องเริ่มรักษาใหม่เหมือนกับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนโรคนี้มาก่อน 

โรคพิษสุนัขบ้าใช่ว่าจะมีแค่เพียงเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นและเป็นได้ต่อเนื่องทุกฤดูกาล ดังนั้นเมื่อฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ก็ควรจะต้องฉีดให้ครบ ซึ่งหากคลาดเคลื่อนจากที่แพทย์กำหนด 2 – 3 วัน ยังสามารถฉีดต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ โดยเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมทั้งสถานีอนามัยใกล้บ้านด้วยเช่นกัน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่