มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือโรคพิษสุนัขบ้าฉบับสมบูรณ์: สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 8, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
คู่มือโรคพิษสุนัขบ้าฉบับสมบูรณ์: สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส rabies ซึ่งเป็นเชื้อที่เข้าไปในร่างกายและทำลายเนื้อสมอง ส่งผลให้สัตว์ป่วยและมีอาการทางระบบประสาทตามมาได้ 

โรคนี้ยังสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดล้วนมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว กระต่าย เฟอร์เร็ต หรือคนเองก็ตาม การติดเชื้อโรคนั้นเกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะหรือมีเชื้อโรคกัดหรือเลียแผลสัตว์อื่น เพราะต่อมน้ำลายจะสะสมปริมาณเชื้ออยู่ไว้มาก 

สาเหตุของพิษสุนัขบ้า: เชื้อพิษสุนัขบ้าติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร

เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้านั้นจะอยู่ภายในน้ำลายของสัตว์ ช่องทางที่มีโอกาสติดต่อจากสุนัขมาสู่คนได้มากที่สุดคือ การถูกสุนัขกัด และเชื้อก็จะเดินทางจากน้ำลายของสุนัขเข้าสู่แผลที่ถูกกัด นอกจากนี้เชื้อยังเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อเมือกต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุภายในปาก ถึงแม้สัมผัสเพียงน้ำลายแต่ไม่ได้ถูกกัดก็สามารถติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้ออีกทางคือ การถูกแมวกัดหรือข่วน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้าในแมวได้ 

ถ้าโดนสุนัขกัดและไม่รู้ว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ให้คิดไว้ก่อนว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรค โดยอัตราการเป็นโรคหลังถูกกัดอยู่ที่ 35% และบริเวณที่ถูกกัดก็ส่งผลแตกต่างกัน ถ้าถูกกัดบริเวณขามีโอกาสเป็นโรคประมาณ 21% ถ้าถูกกัดที่บริเวณใบหน้ามีโอกาสเป็นโรคถึง 88% ถ้าเป็นแผลตื้นหรือแผลถลอกจะมีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่าแผลลึก

สิ่งที่ควรทำทันทีหลังถูกสุนัขกัด 

ขั้นตอนที่ 1: ปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกสุนัขกัด

ส่วนใหญ่แล้วเราไม่อาจทราบได้ทันทีว่าสุนัขที่กัดหรือข่วนเรามีการติดเชื้อหรือไม่ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติทันทีคือการปฐมพยาบาลตนเองหรือผู้ที่ถูกกัดเพื่อทำความสะอาดบาดแผล ดังนี้

1. ชำระล้างบาดแผล

รวมไปถึงอวัยวะส่วนที่สัมผัสกับน้ำลายหรือกรงเล็บสุนัขด้วยน้ำสะอาดและสบู่โดยการถูเบา ๆ เท่านั้น หากแผลลึกให้ล้างจนถึงก้นแผล (ในกรณีที่น้ำลายสุนัขเข้าตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาเท่านั้น แต่ล้างหลาย ๆ ครั้ง)

  1. ล้างแผลและรอบบริเวณแผลด้วยสบู่หรือผงซักฟอกให้สะอาด และล้างแผลด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ (น้ำประปาจะสะดวกและดีที่สุด)
  2. ซับแผลให้แห้งด้วยผ้ากอซที่สะอาด
  3. เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือทิงเจอร์ไอโอดีน
  4. กรณีแผลเหวอะหวะให้ปล่อยแผลไว้โดยไม่ต้องเย็บแผล แต่ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด
  5. แนะนำให้ฉีดยาป้องกันโรคบาดทะยักที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย

2. ฆ่าเชื้อที่บริเวณบาดแผล

โดยใช้สำลีสะอาดชุบแอลกอฮอล์ โพวิโดนไอโอดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือฮิบิเทนในน้ำ จากนั้นเช็ดรอบ ๆ บาดแผลที่ถูดกัดและถูกข่วน ระวังอย่าให้แผลช้ำ และไม่ต้องทาครีมใด ๆ เพิ่มเติม

3. พบแพทย์

เพื่อปิดบาดแผลที่มีขนาดกว้างหรือลึกมาก โดยแพทย์จะเย็บแผลอย่างหลวม ๆ เท่านั้น หากบาดแผลมีขนาดเล็ก ควรรอประมาณ 2-3 วันก่อนที่จะรับการเย็บแผล

ขั้นตอนที่ 2: สังเกตลักษณะและอาการของสุนัข

หลังจากที่ได้ทำความสะอาดบาดแผลเบื้องต้นไปแล้ว ให้เฝ้าสังเกตลักษณะและอาการของสุนัขว่ามีการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ภายใน 10 วัน โดยสุนัขที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้านั้นอาจมีอาการดุร้ายหรือเซื่องซึม แต่ส่วนใหญ่คือมีอาการอ้าปากตลอดเวลา มีลิ้นห้อย ลุก นั่ง และเดินวนไปมาบ่อยครั้ง ในกรณีที่ติดเชื้อขั้นรุนแรง สุนัขมักมีอาการอ่อนแรงและเดินโซเซก่อนที่จะเสียชีวิตลงในที่สุด

แนะนำให้พบแพทย์ทันทีและขอรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ หากสุนัขที่กัดถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าดังต่อไปนี้:

  • สุนัขที่กัดเป็นสุนัขจรจัด
  • สุนัขที่กัดเป็นสุนัขบ้านที่แสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่วันที่กัดหรือภายใน 10 วันหลังจากวันที่กัด
  • สุนัขที่กัดยังไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่ได้รับวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง
  • สุนัขที่กัดยังไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ผู้ที่ถูกกัดรู้สึกปวดแผลมากและมีไข้ก่อนที่จะครบ 10 วัน
  • ถ้าสุนัขไม่ตายใน 10 วัน: ไม่ต้องฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • ถ้าสุนัขหายตัวไป: ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) จะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • ถ้าสุนัขตายภายใน 10 วัน: จะต้องนำหัวสุนัขที่ตายไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ หากตรวจพบว่าสุนัขนั้นเป็นโรค ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) จะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าตรวจพบว่าสุนัขนั้นไม่เป็นโรค ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) ไม่ต้องรับการฉีดยาป้องกัน

หากสุนัขที่กัดเป็นสุนัขบ้านที่ได้รับวัคซีนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดและไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าภายใน 10 วัน ผู้ที่ถูกกัดไม่จำเป็นต้องขอรับวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้า 

ขั้นตอนที่ 3: รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า

วัคซีนที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ถูกสุนัขกัดหรือข่วนคือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ และ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

หากสุนัขที่กัดถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคสุนัขบ้าตามที่กล่าวไว้ในขั้นตอนที่ 2 ผู้ป่วยควรขอรับวัคซีนป้องกันบาดทะยักและวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันที แต่ถ้าสุนัขที่กัดไม่มีการติดเชื้อของโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ป่วยจะได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักเพียงอย่างเดียว

ในกรณีที่ต้องรับวัคซีนทั้ง 2 ชนิด ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์ตามตารางนัดหมายทุกครั้งเพื่อรับวัคซีนให้ครบถ้วน แพทย์อาจจ่ายยาแก้อักเสบและยาแก้ปวดให้ด้วย

โรคพิษสุนัขบ้าในแมว

เราคงรู้กันอยู่แล้วว่าโรคพิษสุนัขบ้านั้นเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่บางคนอาจจะชะล่าใจคิดว่าโดนแมวจรจัดข่วนนิดหน่อยอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะแพร่ผ่านทางน้ำลายโดยการกัดเสียส่วนมาก แต่การถูกแมวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าข่วนหรือเลียบริเวณที่มีแผล ก็สามารถทำให้เราติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าโดนแมวจรจัดข่วน โดยเฉพาะข่วนจนเลือดออก ห้ามใจเย็นเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันที

อาการของแมวที่ต้องสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

  • มีไข้
  • ชักกระตุก 
  • มีภาวะอัมพาต เดินไม่ได้
  • กลัวน้ำ
  • อ้าปากค้าง กรามล่างห้อย
  • กลืนน้ำหรืออาหารลำบาก
  • นิสัยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีความดุร้าย พร้อมโจมตีมนุษย์
  • กล่องเสียงหรือกรามล่างเป็นอัมพาต
  • น้ำลายไหลยืด บางตัวอาจพบว่าน้ำลายฟูมปาก

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เริ่มแรกเชื้อจะอาศัยที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัด เข้าสู่กระแสเลือด และค่อย ๆ ลามไปสู่ระบบประสาทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทส่วนปลายหรือระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมอง เป็นต้น ภายหลังจากถูกกัด โรคอาจใช้เวลาเป็นเดือนในการพัฒนา จึงสามารถฉีดวัคซีนภายหลังจากถูกสุนัขกัดเพื่อป้องกันโรคได้ เมื่อพ้นภาวะเบื้องต้นไปแล้ว อาจพัฒนาเข้าสู่ระยะแพร่เชื้อที่สัตว์จะแสดงอาการโกรธ (furious stage) และระยะท้ายที่สัตว์จะเป็นอัมพาต (paralytic stage) โดยทั้งสองระยะอาจเป็นพร้อมกันได้ อาการที่สำคัญของโรคพิษสุนัขบ้าได้แก่

  • เป็นไข้ ไม่กินอาหารและน้ำ
  • ดุ ก้าวร้าวกว่าปกติ
  • อัมพาต
  • เดินขาไม่สัมพันธ์กัน
  • น้ำลายฟูมปาก เพราะไม่สามารถกลืนน้ำลายได้
  • คางตก
  • กลัวน้ำ
  • เห่าหรือร้องเปลี่ยนเสียง
  • ชัก

การวินิจฉัยและการตรวจพิษสุนัขบ้า

หากสงสัยว่าสุนัขหรือแมวของท่านเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้กักขังสัตว์ไว้ แต่ถ้าหากแสดงอาการดุมาก อาจต้องติดต่อเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เพื่อวางยาสลบหรือจับ เมื่อผ่านไป 10 วัน หากอาการปกติดีแสดงว่าไม่ได้เป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่หากมีอาการแสดงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น สัตว์มักจะตายในเวลา 1 สัปดาห์ต่อมา การวินิจฉัยยืนยันที่สามารถทำได้ในปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องของการผ่าซากเพื่อหาเชื้อโรคที่ปรากฏอยู่ในสมองส่วน cerebellum เท่านั้น ส่วนการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อยังไม่สามารถทำได้

การรักษาและการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

คนหรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกสุนัขที่สงสัยว่าจะเป็นโรคกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและรีบพาไปโรงพยาบาล โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถฉีดวัคซีนภายหลังจากการถูกกัดเพื่อป้องกันโรคได้ เพราะการพัฒนาของภูมิคุ้มกันโรคนั้นเร็วกว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในสัตว์และในคน แต่จำเป็นต้องไปฉีดยาหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับการป้องกันบาดทะยัก แต่หากสุนัขหรือแมวตัวนั้นแสดงอาการทางระบบประสาทหรือแสดงอาการก้าวร้าว แสดงว่าเชื้อได้เข้าไปยังสมองแล้ว และมักตายภายใน 7-10 วัน ในช่วงนี้ให้กักขังสัตว์เอาไว้ ไม่ให้ไปแพร่เชื้อสู่สัตว์หรือคนอื่น ๆ ต่อไป

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังถูกกัด

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามปกติแล้วจะต้องฉีดวัคซีนธรรมดา 1 ชุด ซึ่งจะมี  5 เข็ม และใช้เวลาในการฉีดทุกเข็มในเวลา 1 เดือนโดยประมาณ โดยฉีดวัคซีนวันแรกที่ถูกสุนัขกัด และในวันที่ 3, 7, 14 และ 30 หลังจากถูกกัด

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนถูกกัด

1. การทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง

คุณสามารถป้องกันโรคนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นวัคซีนราคาถูก เพราะกรมปศุสัตว์มีแผนจะทำให้โรคพิษสุนัขบ้าปลอดจากประเทศไทยให้ได้ บางครั้งอาจมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าฟรี อย่างไรก็ตาม เจ้าของควรพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 3 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะสามารถป้องกันโรคได้นานกว่า 5 ปี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นถิ่นที่มีการระบาดอยู่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุกปีจึงจะปลอดภัย โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ระบาดเฉพาะในฤดูร้อนอย่างที่เข้าใจกัน เชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว แต่สามารถติดเชื้อได้ทุกฤดู จึงควรฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงทุกตัว

2. การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคน

วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) ควรฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์และเด็ก และควรฉีดก่อนสัมผัสสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสสัตว์ ให้ฉีดวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28

ส่วนการฉีดวัคซีนหลังสัมผัสสัตว์หรือหลังถูกสัตว์กัดแล้วแต่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนนั้นมีหลายสูตร แต่ที่นิยมคือ การฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน หรือฉีดเข้าในผิวหนังจำนวน 5 ครั้ง ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30 และอาจต้องฉีดอิมมูโสโกลบูลินร่วมด้วยกรณีแผลมีเลือดออก 

สำหรับกรณีเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว ถูกสัตว์กัดหรือสัมผัสสัตว์ แนะนำให้ฉีดวัคซีน 1-2 ครั้ง ในวันที่ 0 และ 3 โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือผิวหนัง ไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบูลิน

ผู้ที่สัมผัสหรือถูกสัตว์กัดและไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาก่อน ให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน ถ้าเป็นแค่รอยฟกช้ำ แผลไม่มีเลือดออก ก็ไม่จำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลิน ส่วนอาการข้างเคียงของอิมมูโนโกลบูลินอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงหรือ serum sickness

อาการข้างเคียงของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่พบคือ บวม เจ็บ คันบริเวณที่ฉีด อาการทั่วไปที่พบคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้และปวดกล้ามเนื้อ

คำถามเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

คำถาม: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนถูกสุนัขกัดมีประโยชน์อย่างไร

คำตอบ: มีประโยชน์คือ มีความปลอดภัยสูงและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่ชอบเล่นกับสุนัข สัตวแพทย์ เป็นต้น (ถ้าได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง กรณีถูกสัตว์กัดภายใน 6 เดือนหลังฉีดครบ 3 เข็ม แนะนำให้ฉีดซ้ำอีก 1 เข็ม แต่ถ้าระยะเวลาถูกสัตว์กัดนานเกิน 6 เดือน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ในวันที่ 0, 3 และไม่จำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลินซึ่งมีราคาแพง)

คำถาม: กรณีถูกสุนัขกัด มีแผลเลือดออกและรุนแรง ควรฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าอย่างไร ถ้ายังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

คำตอบ: ให้ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจำนวน 5 เข็ม ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30 และให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลินให้เร็วที่สุด

คำถาม: อิมมูโนโกลบูลินพิษสุนัขบ้ามีกี่ชนิด อะไรบ้าง และมีฉีดอย่างไร

คำตอบ: อิมมูโนโกลบูลินพิษสุนัขบ้า มี 2 ชนิด คือ HRIG และ ERIG โดยฉีดรอบแผลให้มากที่สุดและให้ครบทุกแผล ที่เหลือฉีดเข้ากล้ามเนื้อคนละด้านกับวัคซีน ถ้าใช้ ERIG ควรทดสอบผิวหนังก่อนเสมอ

คำถาม: ความหมายของผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าคืออะไร

คำตอบ: คือผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 3 เข็ม จึงจะถือว่าเป็นผู้เคยได้รับวัคซีน





ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่