มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือโรคพิษสุนัขบ้าฉบับสมบูรณ์: สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 8, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 482507993 m

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส rabies ซึ่งเป็นเชื้อที่เข้าไปในร่างกายและทำลายเนื้อสมอง ส่งผลให้สัตว์ป่วยและมีอาการทางระบบประสาทตามมาได้ 

โรคนี้ยังสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดล้วนมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว กระต่าย เฟอร์เร็ต หรือคนเองก็ตาม การติดเชื้อโรคนั้นเกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะหรือมีเชื้อโรคกัดหรือเลียแผลสัตว์อื่น เพราะต่อมน้ำลายจะสะสมปริมาณเชื้ออยู่ไว้มาก 

สาเหตุของพิษสุนัขบ้า: เชื้อพิษสุนัขบ้าติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร

เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้านั้นจะอยู่ภายในน้ำลายของสัตว์ ช่องทางที่มีโอกาสติดต่อจากสุนัขมาสู่คนได้มากที่สุดคือ การถูกสุนัขกัด และเชื้อก็จะเดินทางจากน้ำลายของสุนัขเข้าสู่แผลที่ถูกกัด นอกจากนี้เชื้อยังเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อเมือกต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุภายในปาก ถึงแม้สัมผัสเพียงน้ำลายแต่ไม่ได้ถูกกัดก็สามารถติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้ออีกทางคือ การถูกแมวกัดหรือข่วน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้าในแมวได้ 

ถ้าโดนสุนัขกัดและไม่รู้ว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ให้คิดไว้ก่อนว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรค โดยอัตราการเป็นโรคหลังถูกกัดอยู่ที่ 35% และบริเวณที่ถูกกัดก็ส่งผลแตกต่างกัน ถ้าถูกกัดบริเวณขามีโอกาสเป็นโรคประมาณ 21% ถ้าถูกกัดที่บริเวณใบหน้ามีโอกาสเป็นโรคถึง 88% ถ้าเป็นแผลตื้นหรือแผลถลอกจะมีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่าแผลลึก

สิ่งที่ควรทำทันทีหลังถูกสุนัขกัด 

ขั้นตอนที่ 1: ปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกสุนัขกัด

ส่วนใหญ่แล้วเราไม่อาจทราบได้ทันทีว่าสุนัขที่กัดหรือข่วนเรามีการติดเชื้อหรือไม่ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติทันทีคือการปฐมพยาบาลตนเองหรือผู้ที่ถูกกัดเพื่อทำความสะอาดบาดแผล ดังนี้

1. ชำระล้างบาดแผล

รวมไปถึงอวัยวะส่วนที่สัมผัสกับน้ำลายหรือกรงเล็บสุนัขด้วยน้ำสะอาดและสบู่โดยการถูเบา ๆ เท่านั้น หากแผลลึกให้ล้างจนถึงก้นแผล (ในกรณีที่น้ำลายสุนัขเข้าตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาเท่านั้น แต่ล้างหลาย ๆ ครั้ง)

  1. ล้างแผลและรอบบริเวณแผลด้วยสบู่หรือผงซักฟอกให้สะอาด และล้างแผลด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ (น้ำประปาจะสะดวกและดีที่สุด)
  2. ซับแผลให้แห้งด้วยผ้ากอซที่สะอาด
  3. เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือทิงเจอร์ไอโอดีน
  4. กรณีแผลเหวอะหวะให้ปล่อยแผลไว้โดยไม่ต้องเย็บแผล แต่ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด
  5. แนะนำให้ฉีดยาป้องกันโรคบาดทะยักที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย

2. ฆ่าเชื้อที่บริเวณบาดแผล

โดยใช้สำลีสะอาดชุบแอลกอฮอล์ โพวิโดนไอโอดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือฮิบิเทนในน้ำ จากนั้นเช็ดรอบ ๆ บาดแผลที่ถูดกัดและถูกข่วน ระวังอย่าให้แผลช้ำ และไม่ต้องทาครีมใด ๆ เพิ่มเติม

3. พบแพทย์

เพื่อปิดบาดแผลที่มีขนาดกว้างหรือลึกมาก โดยแพทย์จะเย็บแผลอย่างหลวม ๆ เท่านั้น หากบาดแผลมีขนาดเล็ก ควรรอประมาณ 2-3 วันก่อนที่จะรับการเย็บแผล

ขั้นตอนที่ 2: สังเกตลักษณะและอาการของสุนัข

หลังจากที่ได้ทำความสะอาดบาดแผลเบื้องต้นไปแล้ว ให้เฝ้าสังเกตลักษณะและอาการของสุนัขว่ามีการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ภายใน 10 วัน โดยสุนัขที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้านั้นอาจมีอาการดุร้ายหรือเซื่องซึม แต่ส่วนใหญ่คือมีอาการอ้าปากตลอดเวลา มีลิ้นห้อย ลุก นั่ง และเดินวนไปมาบ่อยครั้ง ในกรณีที่ติดเชื้อขั้นรุนแรง สุนัขมักมีอาการอ่อนแรงและเดินโซเซก่อนที่จะเสียชีวิตลงในที่สุด

แนะนำให้พบแพทย์ทันทีและขอรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ หากสุนัขที่กัดถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าดังต่อไปนี้:

  • สุนัขที่กัดเป็นสุนัขจรจัด
  • สุนัขที่กัดเป็นสุนัขบ้านที่แสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่วันที่กัดหรือภายใน 10 วันหลังจากวันที่กัด
  • สุนัขที่กัดยังไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่ได้รับวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง
  • สุนัขที่กัดยังไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ผู้ที่ถูกกัดรู้สึกปวดแผลมากและมีไข้ก่อนที่จะครบ 10 วัน
  • ถ้าสุนัขไม่ตายใน 10 วัน: ไม่ต้องฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • ถ้าสุนัขหายตัวไป: ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) จะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • ถ้าสุนัขตายภายใน 10 วัน: จะต้องนำหัวสุนัขที่ตายไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ หากตรวจพบว่าสุนัขนั้นเป็นโรค ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) จะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าตรวจพบว่าสุนัขนั้นไม่เป็นโรค ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) ไม่ต้องรับการฉีดยาป้องกัน

หากสุนัขที่กัดเป็นสุนัขบ้านที่ได้รับวัคซีนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดและไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าภายใน 10 วัน ผู้ที่ถูกกัดไม่จำเป็นต้องขอรับวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้า 

ขั้นตอนที่ 3: รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า

วัคซีนที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ถูกสุนัขกัดหรือข่วนคือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ และ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

หากสุนัขที่กัดถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคสุนัขบ้าตามที่กล่าวไว้ในขั้นตอนที่ 2 ผู้ป่วยควรขอรับวัคซีนป้องกันบาดทะยักและวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันที แต่ถ้าสุนัขที่กัดไม่มีการติดเชื้อของโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ป่วยจะได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักเพียงอย่างเดียว

ในกรณีที่ต้องรับวัคซีนทั้ง 2 ชนิด ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์ตามตารางนัดหมายทุกครั้งเพื่อรับวัคซีนให้ครบถ้วน แพทย์อาจจ่ายยาแก้อักเสบและยาแก้ปวดให้ด้วย

โรคพิษสุนัขบ้าในแมว

เราคงรู้กันอยู่แล้วว่าโรคพิษสุนัขบ้านั้นเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่บางคนอาจจะชะล่าใจคิดว่าโดนแมวจรจัดข่วนนิดหน่อยอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะแพร่ผ่านทางน้ำลายโดยการกัดเสียส่วนมาก แต่การถูกแมวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าข่วนหรือเลียบริเวณที่มีแผล ก็สามารถทำให้เราติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าโดนแมวจรจัดข่วน โดยเฉพาะข่วนจนเลือดออก ห้ามใจเย็นเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันที

อาการของแมวที่ต้องสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

  • มีไข้
  • ชักกระตุก 
  • มีภาวะอัมพาต เดินไม่ได้
  • กลัวน้ำ
  • อ้าปากค้าง กรามล่างห้อย
  • กลืนน้ำหรืออาหารลำบาก
  • นิสัยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีความดุร้าย พร้อมโจมตีมนุษย์
  • กล่องเสียงหรือกรามล่างเป็นอัมพาต
  • น้ำลายไหลยืด บางตัวอาจพบว่าน้ำลายฟูมปาก

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เริ่มแรกเชื้อจะอาศัยที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัด เข้าสู่กระแสเลือด และค่อย ๆ ลามไปสู่ระบบประสาทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทส่วนปลายหรือระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมอง เป็นต้น ภายหลังจากถูกกัด โรคอาจใช้เวลาเป็นเดือนในการพัฒนา จึงสามารถฉีดวัคซีนภายหลังจากถูกสุนัขกัดเพื่อป้องกันโรคได้ เมื่อพ้นภาวะเบื้องต้นไปแล้ว อาจพัฒนาเข้าสู่ระยะแพร่เชื้อที่สัตว์จะแสดงอาการโกรธ (furious stage) และระยะท้ายที่สัตว์จะเป็นอัมพาต (paralytic stage) โดยทั้งสองระยะอาจเป็นพร้อมกันได้ อาการที่สำคัญของโรคพิษสุนัขบ้าได้แก่

  • เป็นไข้ ไม่กินอาหารและน้ำ
  • ดุ ก้าวร้าวกว่าปกติ
  • อัมพาต
  • เดินขาไม่สัมพันธ์กัน
  • น้ำลายฟูมปาก เพราะไม่สามารถกลืนน้ำลายได้
  • คางตก
  • กลัวน้ำ
  • เห่าหรือร้องเปลี่ยนเสียง
  • ชัก

การวินิจฉัยและการตรวจพิษสุนัขบ้า

หากสงสัยว่าสุนัขหรือแมวของท่านเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้กักขังสัตว์ไว้ แต่ถ้าหากแสดงอาการดุมาก อาจต้องติดต่อเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เพื่อวางยาสลบหรือจับ เมื่อผ่านไป 10 วัน หากอาการปกติดีแสดงว่าไม่ได้เป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่หากมีอาการแสดงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น สัตว์มักจะตายในเวลา 1 สัปดาห์ต่อมา การวินิจฉัยยืนยันที่สามารถทำได้ในปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องของการผ่าซากเพื่อหาเชื้อโรคที่ปรากฏอยู่ในสมองส่วน cerebellum เท่านั้น ส่วนการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อยังไม่สามารถทำได้

การรักษาและการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

คนหรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกสุนัขที่สงสัยว่าจะเป็นโรคกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและรีบพาไปโรงพยาบาล โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถฉีดวัคซีนภายหลังจากการถูกกัดเพื่อป้องกันโรคได้ เพราะการพัฒนาของภูมิคุ้มกันโรคนั้นเร็วกว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในสัตว์และในคน แต่จำเป็นต้องไปฉีดยาหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับการป้องกันบาดทะยัก แต่หากสุนัขหรือแมวตัวนั้นแสดงอาการทางระบบประสาทหรือแสดงอาการก้าวร้าว แสดงว่าเชื้อได้เข้าไปยังสมองแล้ว และมักตายภายใน 7-10 วัน ในช่วงนี้ให้กักขังสัตว์เอาไว้ ไม่ให้ไปแพร่เชื้อสู่สัตว์หรือคนอื่น ๆ ต่อไป

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังถูกกัด

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามปกติแล้วจะต้องฉีดวัคซีนธรรมดา 1 ชุด ซึ่งจะมี  5 เข็ม และใช้เวลาในการฉีดทุกเข็มในเวลา 1 เดือนโดยประมาณ โดยฉีดวัคซีนวันแรกที่ถูกสุนัขกัด และในวันที่ 3, 7, 14 และ 30 หลังจากถูกกัด

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนถูกกัด

1. การทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง

คุณสามารถป้องกันโรคนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นวัคซีนราคาถูก เพราะกรมปศุสัตว์มีแผนจะทำให้โรคพิษสุนัขบ้าปลอดจากประเทศไทยให้ได้ บางครั้งอาจมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าฟรี อย่างไรก็ตาม เจ้าของควรพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 3 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะสามารถป้องกันโรคได้นานกว่า 5 ปี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นถิ่นที่มีการระบาดอยู่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุกปีจึงจะปลอดภัย โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ระบาดเฉพาะในฤดูร้อนอย่างที่เข้าใจกัน เชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว แต่สามารถติดเชื้อได้ทุกฤดู จึงควรฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงทุกตัว

2. การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคน

วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) ควรฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์และเด็ก และควรฉีดก่อนสัมผัสสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสสัตว์ ให้ฉีดวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28

ส่วนการฉีดวัคซีนหลังสัมผัสสัตว์หรือหลังถูกสัตว์กัดแล้วแต่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนนั้นมีหลายสูตร แต่ที่นิยมคือ การฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน หรือฉีดเข้าในผิวหนังจำนวน 5 ครั้ง ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30 และอาจต้องฉีดอิมมูโสโกลบูลินร่วมด้วยกรณีแผลมีเลือดออก 

สำหรับกรณีเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว ถูกสัตว์กัดหรือสัมผัสสัตว์ แนะนำให้ฉีดวัคซีน 1-2 ครั้ง ในวันที่ 0 และ 3 โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือผิวหนัง ไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบูลิน

ผู้ที่สัมผัสหรือถูกสัตว์กัดและไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาก่อน ให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน ถ้าเป็นแค่รอยฟกช้ำ แผลไม่มีเลือดออก ก็ไม่จำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลิน ส่วนอาการข้างเคียงของอิมมูโนโกลบูลินอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงหรือ serum sickness

อาการข้างเคียงของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่พบคือ บวม เจ็บ คันบริเวณที่ฉีด อาการทั่วไปที่พบคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้และปวดกล้ามเนื้อ

คำถามเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

คำถาม: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนถูกสุนัขกัดมีประโยชน์อย่างไร

คำตอบ: มีประโยชน์คือ มีความปลอดภัยสูงและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่ชอบเล่นกับสุนัข สัตวแพทย์ เป็นต้น (ถ้าได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง กรณีถูกสัตว์กัดภายใน 6 เดือนหลังฉีดครบ 3 เข็ม แนะนำให้ฉีดซ้ำอีก 1 เข็ม แต่ถ้าระยะเวลาถูกสัตว์กัดนานเกิน 6 เดือน แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ในวันที่ 0, 3 และไม่จำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลินซึ่งมีราคาแพง)

คำถาม: กรณีถูกสุนัขกัด มีแผลเลือดออกและรุนแรง ควรฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าอย่างไร ถ้ายังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

คำตอบ: ให้ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจำนวน 5 เข็ม ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30 และให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลินให้เร็วที่สุด

คำถาม: อิมมูโนโกลบูลินพิษสุนัขบ้ามีกี่ชนิด อะไรบ้าง และมีฉีดอย่างไร

คำตอบ: อิมมูโนโกลบูลินพิษสุนัขบ้า มี 2 ชนิด คือ HRIG และ ERIG โดยฉีดรอบแผลให้มากที่สุดและให้ครบทุกแผล ที่เหลือฉีดเข้ากล้ามเนื้อคนละด้านกับวัคซีน ถ้าใช้ ERIG ควรทดสอบผิวหนังก่อนเสมอ

คำถาม: ความหมายของผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าคืออะไร

คำตอบ: คือผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 3 เข็ม จึงจะถือว่าเป็นผู้เคยได้รับวัคซีน





ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่